ความลับของดินแดนแห่งความสุข - National Geographic Thailand

ความลับของดินแดนแห่งความสุข

เรื่อง แดน บิวต์เนอร์

ภาพถ่าย คอรี ริชาร์ดส์ และแมตทิว เพลีย์

คนที่มีความสุขที่สุดในโลกคือใครกันนะ

อาจเป็นอาเลคันโดร ซูญีกา พ่อวัยกลางคนผู้มีสุขภาพดีและเข้าสังคมอย่างน้อยวันละหกชั่วโมง เขานอนหลับอย่างน้อยเจ็ดชั่วโมงในคืนส่วนใหญ่ เดินไปทำงาน และกินผักผลไม้เกือบทุกวัน อาเลคันโดรทำงานที่เขารักกับเพื่อนร่วมงานที่เขารู้สึกดีสัปดาห์ละไม่เกิน 40 ชั่วโมง อีกสองสามชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์เขาจะทำงานอาสาสมัคร ช่วงสุดสัปดาห์ เขาเข้าโบสถ์และเอาใจตัวเองด้วยการดูฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาโปรด โดยสรุปแล้ว เขาเลือกทำสิ่งที่เอื้อให้ตัวเองมีความสุขทุกวัน ตัวเลือกก็ไม่ยากเพราะเขาอาศัยอยู่ท่ามกลางคนแบบเดียวกันในหุบเขาเซนทรัลแวลลีย์อันเขียวชอุ่มและอบอุ่นของคอสตาริกา

ซิดเซ เคลมเมนเซน คือคู่แข่งอีกคนที่เป็นไปได้ เธออยู่กับสามีที่เอาใจใส่และลูกเล็กๆสามคนในชุมชนแบบเคหะรวม (cohousing community) ที่ผูกพันใกล้ชิดกับครอบครัวอื่นๆ เธอเป็นนักสังคมวิทยาซึ่งเป็นงานที่ท้าทายและปลุกเร้าเธอให้ลุกขึ้นมาทำอะไรได้ทุกวัน เธอกับครอบครัวขี่จักรยานไปทำงาน ซื้อของ และไปโรงเรียน ซึ่งช่วยให้เด็กๆแข็งแรง เธอจ่ายภาษีสูงจากเงินเดือนที่ไม่สูงนัก แลกกับบริการทางสาธารณสุขและการศึกษาสำหรับครอบครัว รวมทั้งเป็นหลักประกันรายได้หลังเกษียณ ในเมืองออลบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก ที่เธออาศัยอยู่ ผู้คนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะคอยดูแลไม่ให้พวกเขาประสบกับเรื่องร้ายๆที่หนักหนาสาหัสเกินไป

แล้วยังมีดักลาส ฝู ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอีกคน เขาขับรถบีเอ็มดับเบิลยูราคา 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่บ้านราคา 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาแต่งงานแล้ว มีลูกกิริยามารยาทเรียบร้อยสี่คนที่เรียนหนังสือเก่งเข้าขั้นยอดเยี่ยม เขาทำงานสี่อย่างเพื่อส่งตัวเองเรียน และเปิดบริษัทที่ค่อยๆเติบโตจนกลายเป็นวิสาหกิจข้ามชาติมูลค่า 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาใช้เวลาสัปดาห์ละประมาณ 60 ชั่วโมงทำธุรกิจและทำงานการกุศล เขาเป็นที่เคารพรักของพนักงาน เพื่อนร่วมงาน และสังคมในวงกว้าง แม้จะทำงานหนักเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ แต่ฝูยอมรับว่าเขาคงสร้างชีวิตแบบนี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกจากสิงคโปร์

สิงคโปร์ : โครงสร้างที่เรียกกันว่า ต้นไม้ยักษ์ (Supertree) สว่างไสวด้วยแสงไฟจากพลังแสงอาทิตย์ และเป็นที่อยู่ของต้นไม้กว่า 200 ชนิด คือจุดเด่นของการ์เดนส์บายเดอะเบย์ สวนที่สร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจงบนพื้นที่กว่า 630 ไร่นี้สะท้อนความทะเยอทะยานของสิงคโปร์ที่มุ่งจะเป็นเมืองชั้นแนวหน้าของโลก ซึ่งหยั่งรากอยู่ในค่านิยมตามขนบแบบเอเชีย ได้แก่ ความปรองดอง ความเคารพ และการทำงานหนัก

อาเลคันโดร ซูญีกา, ซิดเซ เคลมเมนเซน และดักลาส ฝู คือสามเส้นเกลียวที่แตกต่างกันของความสุข ทว่าถักทอรวมกันเพื่อสรรค์สร้างความสุขอันยั่งยืน ผมเรียกเส้นเกลียวทั้งสามนี้ว่า ความรื่นรมย์ จุดมุ่งหมาย และความภาคภูมิใจ พวกเขายังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ส่งเสริมเส้นเกลียวเหล่านั้นด้วย การพูดคุยกับคนเหล่านี้และสำรวจประเทศบ้านเกิดของพวกเขาจะทำให้เรารู้ความลับว่า ทำไมผู้คนในดินแดนดังกล่าวจึงมีความสุขกว่าผู้คนในที่อื่นๆมากนัก

เริ่มจากซูญีกาผู้ไม่ต่างจากชาวคอสตาริกาคนอื่นๆอีกมากที่รู้สึกรื่นรมย์กับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเต็มเปี่ยม นักวิทยาศาสตร์เรียกความสุขแบบของเขาว่า ความสุขจากประสบการณ์ (experienced happiness) หรือผลกระทบเชิงบวก แบบสำรวจวัดค่าความสุขประเภทนี้ด้วยการถามว่า ผู้ตอบแบบสอบถามยิ้ม หัวเราะ หรือรู้สึกเป็นสุขบ่อยแค่ไหนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา คอสตาริกาไม่ใช่แค่ประเทศที่มีความสุขที่สุดในลาตินอเมริกา แต่ยังเป็นประเทศที่คนตอบว่า มีความรู้สึกเชิงบวกในแต่ละวันมากกว่าดินแดนอื่นใดในโลกด้วย

เคลมเมนเซนคือเส้นเกลียวแห่งความสุขของชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมายของชาวเดนมาร์ก เช่นเดียวกับความสุขรูปแบบอื่นๆทั้งหมด ความสุขนี้เชื่อว่า ความต้องการพื้นฐานต้องได้รับการดูแลเพื่อให้คนสามารถทำตามความปรารถนาในเรื่องงานและการใช้เวลาว่างได้ นักวิชาการเรียกความสุขแบบนี้ว่า ความสุขภายใน (eudaimonic happiness) มาจากภาษากรีกโบราณที่แปลว่า “มีความสุข” อาริสโตเติล ผู้เชื่อว่าความสุขที่แท้มาจากชีวิตที่มีความหมายหรือการได้ทำในสิ่งที่มีค่าคู่ควร เป็นผู้ทำให้แนวคิดนี้แพร่หลาย แกลลัปโพลล์วัดความสุขรูปแบบนี้จากการถามว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม “เรียนรู้หรือได้ทำอะไรน่าสนใจเมื่อวานนี้” ในประเทศเดนมาร์กซึ่งครองอันดับชาติที่มีความสุขสูงสุดในยุโรปต่อเนื่องที่สุดในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา สังคมที่นั่นวิวัฒน์ไปจนถึงจุดที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตที่น่าสนใจได้ไม่ยาก

และเป็นไปตามชื่อเสียงของสิงคโปร์ที่ว่ากันว่า มีพลังขับอันรุนแรงให้ประสบความสำเร็จ ความทะเยอทะยานและความสำเร็จของฝูเป็นตัวแทนของเส้นเกลียวแห่งความสุขจาก “ความพึงพอใจในชีวิต” (life satisfaction) นักสังคมศาสตร์มักวัดความสุขแบบนี้ด้วยการขอให้ผู้คนให้คะแนนชีวิตตัวเองจากศูนย์ถึง 10 สิงคโปร์คือผู้นำด้านความพึงพอใจในชีวิตเกือบตลอดกาลในเอเชีย

สิงคโปร์ : ชาวสิงคโปร์จำนวนมากชอบการจับจ่ายซื้อของ ช็อปส์แอตมารีนาเบย์แซนด์สคือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งซึ่งมี ร้านค้าหรู ภัตตาคารระดับบน และเรือสำปั้นล่องในคลอง สิงคโปร์ดูแลคนทำงานให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม บริการทางสาธารณสุข และที่อยู่อาศัย ทั้งยังส่งเสริมวิสาหกิจและการสร้างผู้ประกอบการ ทำให้เกิดเศรษฐีเงินล้าน จำนวนมาก

นักวิจัยซึ่งตีพิมพ์รายงานประจำปีเรื่องความสุขโลก (World Happiness Report) พบว่า ความสุขของมนุษย์ประมาณสามในสี่มาจากปัจจัยหกประการ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี (healthy life expectancy) คุณภาพของความสัมพันธ์ทางสังคม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความไว้วางใจ และอิสรภาพในการใช้ชีวิตที่เหมาะกับตัวคุณ ปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลและคุณค่าทางวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ พูดอีกนัยหนึ่งคือ ดินแดนที่มีความสุขที่สุดจะบ่มเพาะความสุขให้ผู้คนของตนเอง

ซูญีกา, เคลมเมนเซน และฝู ทำตามจุดมุ่งหมายอย่างมุ่งมั่นจริงจัง แต่ไม่ได้แลกมาด้วยความสุขและเสียงหัวเราะพวกเขาภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่และสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว ในหลายกรณี พวกเขาสามารถทำได้เพราะดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่ทั้งประเทศ ชุมชน ย่าน และครอบครัว คอยส่งพลังที่มองไม่เห็นผลักดันให้พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่เส้นทางของการมีสุขภาวะในระยะยาว

 

อ่านเพิ่มเติม : ชีวิตบนเกาะซึ่งหนาแน่นที่สุดในโลกชมกรรมวิธีการทำช็อกโกแลตแบบโบราณ

เรื่องแนะนำ

เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

สงครามกลางเมืองในโคลอมเบียคร่าชีวิตผู้ชายจากหมู่บ้านนี้ไปหมด แม้สันติภาพจะเกิดแล้วแต่ชาวบ้านที่เหลืออยู่ยังคงต้องทนทุกข์จากบาดแผลความขัดแย้ง

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นทุกวันในอียิปต์

เดวิด เดกเนอร์ ช่างภาพชาวอเมริกัน ถ่ายทอดเรื่องราวของ "ปาฏิหาริย์สมัยใหม่" ที่เกิดขึ้นในอียิปต์ ผลงานของเขาสะท้อนให้เห็นว่าชนชาตินี้ฝังรากลึกกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติมากขนาดไหน

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]

NGTHAI รีวิวหนัง: The Cave นางนอน บันทึกภารกิจช่วยชีวิตระดับโลกที่เคยเป็นไปไม่ได้

บทรีวิวภาพยนตร์เรื่อง The Cave นางนอน ซึ่งบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ความร่วมมือในการช่วยชีวิตอันน่าประทับใจจากผู้คนทั่วโลกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ที่ชวนย้อนพิจารณาถึงสังคมไทยที่เป็นอยู่ หลังจากปฏิบัติการช่วยชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี 13 คน ที่ประสบภัยติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ. เชียงราย เมื่อเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2561 ซึ่งระดมคนนับหมื่นจากทั่วโลกและเป็นที่จับตามองจากคนทั้งโลกจบไป ก็มีบริษัทภาพยนตร์ทั้งไทยและต่างชาติมากมายแสดงความสนใจว่าอยากนำเหตุการณ์ช่วยชีวิตที่เปรียบเสมือนการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินี้มาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ เวลาผ่านไปราว 1 ปี มีการเริ่มฉายภาพยนตร์ The cave นางนอน โดยผู้กำกับ ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ลูกครึ่งไทย-ไอริช ที่มีผลงานการกำกับภาพยนตร์ไทยเรื่อง ศพไม่เงียบ (Mindfulness and Murder) และ เพชฌฆาต (The Last Executioner) ซึ่งคว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาหลายรางวัล ได้รับความไว้วางใจให้มากำกับภาพยนตร์ภารกิจช่วยชีวิตซึ่งเป็นที่โจษจันในระดับโลกเรื่องนี้ ภาพยนตร์ The cave นางนอน เริ่มเข้าฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ในประเทศต่างๆ ส่วนประเทศไทยก็เริ่มเข้าฉายเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ความที่ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวจากประเทศไทยที่คนไทย (และคนทั้งโลก) ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ดังนั้น หลังภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายจึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง […]