หมู่บ้านชนบทในจีนแห่งนี้ต้องใช้ สายเคเบิล สู่โลกภายนอก

หมู่บ้านชนบทในจีนแห่งนี้ต้องใช้ สายเคเบิล สู่โลกภายนอก

ช่างภาพบันทึกเรื่องราววิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผูกพันกับแม่นํ้าอันทรงพลัง โดยการใช้ สายเคเบิล และถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลง

แม่นํ้าสาละวิน หรือที่รู้จักในจีนว่า แม่นํ้านู่ เป็นหนึ่งในมหานทีที่ไหลอย่างอิสระสายสุดท้ายในเอเชีย จีนประกาศว่าจะสร้างเขื่อนกั้นแม่นํ้านู่เมื่อเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มอาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนซึ่งเรียกว่า ดินแดนแห่งแม่นํ้าขนานสามสายได้แก่ แม่นํ้านู่ แม่นํ้าจินชา (แยงซีเกียง) และแม่นํ้าหลานชาง (โขง) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เมื่อปี 2008 ผมเดินทางไปที่นั่นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของภูมิภาคห่างไกลแห่งนี้

ผมพบว่ามีที่ราบลุ่มน้อยมากตามริมแม่นํ้านู่ หลายหมู่บ้านซ่อนอยู่สูงขึ้นไปบนผนังผาสูงชันของโกรกธารแม่นํ้า มีสะพานไม่กี่แห่งพาดข้ามแม่นํ้า ผมเห็นคนท้องถิ่นข้ามแม่นํ้าด้วยเชือกโดยใช้สายเคเบิลเส้นโตขึงไว้กับผนังหุบเหวด้านละหนึ่งจุด ชาวบ้านจะนำเชือกมาด้วยและผูกรอกไว้กับเข็มขัดหรือคล้องไว้ที่ไหล่ เตรียมพร้อมจะเกี่ยวกับสายเคเบิลและสาวข้ามไป

ระหว่างถ่ายภาพในพื้นที่ ผมทำแผนที่ตำแหน่งจุดข้ามด้วยสายเคเบิลทั้งหมดและสังเกตภูมิทัศน์กับแสง โกรกธารซึ่งแคบและลึกมักจะอยู่ในเงามืด ผมพินิจพิเคราะห์ผู้คนที่ไต่เชือกข้ามกระแสนํ้าเชี่ยวกรากของแม่นํ้านู่ (คำนี้แปลว่า “เกรี้ยวกราด” ในภาษาจีน) พวกเขามีทั้งข้ามคนเดียว ข้ามเป็นคู่ และข้ามกับสัตว์ต่างๆ ผมเห็นไก่ หมู และแพะหนึ่งตัว

สายเคเบิล, ซิปไลน์ผมหาตำแหน่งจุดโหนเชือกที่ใกล้เมืองที่สุดและมุ่งหน้าไปที่นั่นในวันที่มีตลาด พร้อมกับผู้ช่วย ฉวานเจี้ยนหวา และคนขับรถชาวทิเบต จู้หลินเหวิน (ทั้งคู่เป็นสมาชิกของชนกลุ่มน้อยเผ่าลี่ซู่หรือลีซอ) ผมเช่าสายรัดนิรภัยและรอกจากชาวบ้านคนหนึ่ง คล้องกล้องไว้ที่คอและใส่ฟิล์มไว้ในกระเป๋าจัดแจงเกี่ยวรอกกับสายเคเบิล แล้วดึงตัวเองไปข้างหน้าจนถึงครึ่งทางเหนือแม่นํ้า

สายนํ้าดูเกรี้ยวกราด ขณะห้อยอยู่เหนือแม่นํ้านู่ ผมถ่ายภาพผู้คนที่ข้ามแม่นํ้า หลังห้อยโหนจากสายเคเบิลและถ่ายภาพจากริมฝั่งแม่นํ้าในตอนเช้า ผมก็ตัดสินใจเก็บของ

ตอนขนของขึ้นรถ เรากวาดตามองสันเขาสูงที่อยู่ตรงข้ามเราคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้าลงมาตามเส้นทางเดินสูงชัน เจี้ยนหวาตะโกนว่า “พวกเขามีวัว!” จริงด้วย มีวัวตัวหนึ่ง (และแพะตัวหนึ่ง) ทางเดินแยกออกเป็นสองทิศทาง ผมกลั้นหายใจขณะเฝ้ามองคนกลุ่มนั้นเดินลงมา หลินเหวินนับลูกประคำ ส่วนเจี้ยนหวาช่วยลุ้นด้วยการสวดมนต์เป็นภาษาลี่ซู่ เมื่อคนกลุ่มนั้นกับวัวเลือกทางเดินที่มุ่งหน้าไปยังจุดข้ามด้วยสายเคเบิล อะดรีนาลินก็ทำให้นิ้วเท้าของผมเสียวแปลบ

ซิปไลน์, หมู่บ้าน, ชนบทจีน, สายเคเบิลถ่ายมุมไหนดี ผมถามตัวเอง ขณะวิ่งไปตามริมฝั่งแม่นํ้า ผมอยากให้มีสายนํ้าอยู่ในองค์ประกอบภาพ แต่นั่นเป็นเรื่องยากคนกลุ่มนั้นอยู่ที่สายเคเบิลแล้ว และหนานปัวอี้(ด้านบน) ก็ไต่เชือกข้ามแม่นํ้าอย่างมั่นใจครอบครัวเขาผูกห่วงเชือกรอบตัววัว เกี่ยววัวกับรอก  และดึงมันมาทางเรา ขาวัวแกว่งไปมาตอนที่มันลอยอยู่ในอากาศ

วัวเลื่อนลงมาตามมุมที่สูงชันของสายเคเบิล แต่เลื่อนช้าลงแล้วหยุดตรงจุดที่เชือกอยู่ในแนวราบ วัวที่ห้อยอยู่เตะขาไปมา มันร้องเสียงตํ่าๆด้วยความทรมานอยู่เหนือแม่นํ้า

ปัวอี้สาวเคเบิลดึงตัวเองกลับไปหาวัว เมื่อไปถึงตรงนั้น เขาหมุนตัว เกี่ยวข้อเท้ารอบสายรัดวัว แล้วเริ่มดึงตัวเองและวัวกลับขึ้นไปยังฝั่งถนน

ผมไปถึงปลายสายเคเบิลตอนที่ปัวอี้และวัวเข้ามาใกล้พอดี ผมอยู่ใกล้กับใบหน้าของปัวอี้มากในชั่วเสี้ยววินาที ภาพนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีความใกล้ชิด รวมทั้งมีความสมบูรณ์ด้วยแม่นํ้าอันเกรี้ยวกราดเบื้องล่าง

หลายปีต่อมา เขื่อนก็ยังไม่ได้สร้าง แต่จุดข้ามแม่นํ้าตรงนี้ถูกแทนที่ด้วยสะพานแล้ว

เรื่องและภาพถ่าย ฟริตซ์ ฮอฟฟ์แมนน์

สามารถติดตามสารคดี  ทางด่วนวิ่งฉิวไปตลาด ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2564
.
สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม นั่งรถไฟเกาหลีเหนือสู่พื้นที่ชนบท

รถไฟเกาหลีเหนือ

เรื่องแนะนำ

ชาวต่างชาติสามารถสมัครเข้ากองทัพสหรัฐฯ ได้

คนไทยในกองทัพสหรัฐอเมริกาให้กำลังใจแก่ผู้ที่สนใจอยากสมัครเข้ารับราชการทหารใน กองทัพสหรัฐ ฯ จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพใบงานนักเรียนที่มีหัวข้อให้เขียนอาชีพในฝัน และคณะที่อยากจะเข้าเรียน ข้อความที่ปรากฏบนภาพ ระบุว่า อาชีพในฝันคือ ทหารอเมริกัน (U.S.Army) แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเรียนคณะอะไร นักเรียนจึงเขียนไปว่าภาษาศาสตร์ ซึ่งครูเขียนคำแนะนำกลับมาในใบงาน บอกให้กลับมาแก้ระบุว่า ขอเป็นอาชีพในอนาคตที่มีโอกาสเป็นได้ หลังจากเรื่องนี้ถูกส่งต่อจำนวนมาก ทหารเชื้อสายไทยที่ประจำอยู่ในสหรัฐอเมริกา จึงออกมาร่วมกันทำคลิปวิดีโอ เพื่อส่งกำลังใจให้น้องๆ ที่ฝันอยากเป็นทหารอเมริกัน ในทุกปีปีมีผู้ถือกรีนการ์ดแต่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกันมากกว่า 8,000 คน ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกองทัพด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ปี 2001 สมาชิกทหารกว่า 120,000 คน ซึ่งเป็นผู้อพยพ กลายเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ตามประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ นายทหารที่เป็นคนต่างชาติเหล่านี้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ อย่างลึกซึ้ง พวกเขาได้ร่วมต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธมาตั้งแต่สงครามปฏิวัติ ข้อกำหนดในการเข้าร่วมกองทัพสำหรับชาวต่างชาติ ในสหรัฐฯ การรับราชการทหารพลเมืองอเมริกัน และชาวต่างชาติ เป็นระบบความสมัครใจ หน่วยบริการพลเมืองและการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา (USCIS) กล่าวว่า สาขาบริการแต่ละสาขามีข้อกำหนดในการเกณฑ์ทหารที่แตกต่างกัน แต่มีข้อกำหนดมาตรฐานบางประการที่เหมือนกันทั้งประเทศ ณัฐพล เฉลยเพียร คนไทยที่ประจำอยู่ในกองทัพสหรัฐฯ มาแล้ว 16 ปี ปัจจุบันทำงานด้านการสรรหาและคัดเลือกกำลังพลเข้ากองทัพ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “คนที่อยากจะเป็นทหารบก […]

สังคมไทยมี ความเท่าเทียมทางเพศ แท้จริงแล้วหรือยัง

สำรวจความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย ตั้งแต่ โลกในบ้าน อาชีพและหน้าที่การงาน แวดวงการเมือง สุขภาพ ปัญหาการทำแท้ง และความรุนแรงทางเพศ บทความชวนขบคิดจาก ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท นักวิชาการและนักรณรงค์เพื่อสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ

รวมเรื่องราวเทศกาลกลับบ้านของชาวเอเชีย

ในพื้นที่ต้อนรับผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานนานาชาติ Manila’s Ninoy Aquino เต็มไปผู้คนที่มารอรับญาติหรือคนที่รักเพื่อกลับบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส การขาดแคลนโอกาสในการทำงานและค่าจ้างแรงงานในประเทศที่ต่ำทำให้ชาวฟิลิปปินส์นับล้านคนเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ โดยหลายคนตั้งเป้าหมายว่าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมเมื่อกลับมาบ้าน ภาพถ่ายโดย HANNAH REYES MORALES, NATIONAL GEOGRAPHIC เพราะการ กลับบ้าน คือเวลาแห่งความสุข อันเป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวเอเชีย แม้จะมีช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือได้การพบกับคนที่ผูกพันซึ่งห่างเหินกันไปนาน อาจไม่ได้มีแค่เราต้องเดินทาง กลับบ้าน ในช่วงเทศกาลหยุดยาว สำหรับประเทศไทย เมื่อถึงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันยาวนาน เช่น เทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ ผู้ที่จากถิ่นฐานมาทำงานหรือเข้ามาศึกษาตามต่างจังหวัดจำนวนมากได้ใช้โอกาสนี้กลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยือนครอบครัว คนรัก หรือมิตรสหายที่ผูกพัน ก่อให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ของการแห่กัน “ กลับบ้าน ” ที่ตามมาด้วยภาพการจราจรแน่นขนัดตามเส้นทางถนนหลวงสายหลัก ความหนาแน่นผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องการกลับภูมิลำเนาในสถานีขนส่งมวลชนประเภทต่างๆ รวมไปถึงภาวะที่ต้องเบียดเสียดกันในยานพาหนะหนึ่งคันเพื่อให้ถึงจุดหมาย แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคเพียงใด เมื่อได้ไปยังจุดหมายซึ่งเป็นสถานที่ที่ผูกพัน ได้พบเจอคนที่อยากพบและได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันจนความคิดถึงที่สะสมมาตลอดทั้งปีได้บรรเทาลงไป ก็ทำให้ปรากฏการณ์การกลับบ้านในช่วงหยุดยาวนั้นกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขซึ่งคนชาติต่างๆ ในเอเชียนั้นมีร่วมกัน นี่คือเรื่องราวบางส่วนของ เทศกาลกลับบ้าน ของบรรดาประเทศในเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์ – เทศกาลคริสต์มาส ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศฟิลิปปินส์เป็นชาวคริสต์ ดังนั้นช่วงเทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเวลาที่พวกเขาได้กลับบ้านเกิด พร้อมกับฉลองปีใหม่ในคราวเดียวกัน ในโอกาสนี้ ชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปเป็นแรงงานอพยพในต่างประเทศซึ่งมีอยู่จำนวนมากก็ถือโอกาสนี้กลับบ้านมารวมตัวกันกับครอบครัวและมิตรสหาย กิจกรรมรวมญาติที่ชาวฟิลิปปินส์นิยมทำกันคือการทานมื้อเย็น Noche Buena […]

เป้าหมายสีเขียวของดูไบ

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เพื่อดื่มด่ำกับความหลุดโลกของดูไบ นครที่ซึ่งแท่งคอนกรีต กระจก และเหล็กกล้า ผุดขึ้นราวดอกเห็ด และแผ่ขยายท่ามกลางผืนทรายอันร้อนแล้งของทะเลทรายอาหรับในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มจากการลองไปเล่นสกีดูก่อน เมื่อมองจากด้านนอกศูนย์การค้าเดอะมอลล์ออฟดิเอมิเรตส์ ทางลาดของลานสกีดูราวกับยานอวกาศสีเงินที่ปักลงไปในพื้น เมื่อเข้าไปด้านใน คุณอาจเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แล้วค่อยผลักประตูกระจกเข้าไปยังลานสกีดูไบ เสื้อยืดคอกลมที่ระลึกที่ผมซื้อมามีภาพวาดการ์ตูนเป็นภาพเทอร์มอมิเตอร์หน่วยเป็นองศาเซลเซียส เขียนว่า “ฉันเปลี่ยนจาก +50 เป็น -8” จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกหนาวถึงขนาดนั้นเมื่ออยู่บนลานสกี แต่อุณหภูมิภายนอกในดูไบอาจสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียสได้ในฤดูร้อน ความชื้นยิ่งชวนให้อึดอัดเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่แทบไม่มีฝนเลย ดูไบมีปริมาณฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตรต่อปี และไม่มีแม่น้ำที่อยู่ถาวร อีกทั้งแทบไม่มีผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แล้วถิ่นฐานบ้านเรือนแบบไหนถึงจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  ดูไบเคยเป็นหมู่บ้านประมงและเมืองท่าค้าขายที่ทั้งเล็กและยากจนมาหลายร้อยปี แล้วการเติบโตอย่างพรวดพราดจากน้ำมันและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนโฉมที่นี่ให้กลายเป็นเมืองแห่งเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยผลงานด้านสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์  และยังมีท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย “ถ้าจะพูดกันถึงความยั่งยืนแล้วละก็ คุณคงไม่มาสร้างที่นี่หรอกครับ” ยานุส โรสตอก สถาปนิกคนสำคัญจากโคเปนเฮเกนผู้มาตั้งรกรากที่นี่ บอก ทว่านครแห่งความยั่งยืนนี่แหละ คือเป้าหมายที่รัฐบาลดูไบประกาศว่า ต้องการจะสร้างให้สำเร็จ ดูไบกับความยั่งยืนอย่างนั้นหรือ รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ คุณอาจคิดในใจ ช่วงปีแห่งความเติบโตเหล่านั้นทำให้ดูไบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้นเหลือ อันเป็นผลพวงจากการมีพลังงานฟอสซิลราคาถูก […]