ภาพถ่ายชีวิตภายในห้องพักทรงลูกบาศก์ขนาดจิ๋วแห่งอนาคต [ ตึกแคปซูลนะกะงิน ]

ภาพถ่ายที่เผยให้เห็นชีวิตภายในห้องพักทรงลูกบาศก์ขนาดจิ๋วแห่งอนาคต

ภาพถ่ายที่เผยให้เห็นชีวิตภายในห้องพักทรงลูกบาศก์ขนาดจิ๋วแห่งอนาคต [ ตึกแคปซูลนะกะงิน ]

นอกเขตย่านกินซาอันหรูหราของกรุงโตเกียวเป็นที่ตั้งของ ตึกแคปซูลนะกะงิน (Nakagin Capsule Tower) สิ่งก่อสร้างแปลกตาซึ่งเคยเป็นวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของญี่ปุ่น

ตึกนี้ออกแบบโดยคิโช คุโระกะวะ ผู้บุกเบิกสถาปัตยกรรมแนว “metabolist” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในช่วงทศวรรษ 1960 ที่เน้นแนวคิดเรื่องอาคารแบบพลวัตและสามารถปรับให้เหมาะกับอนาคตที่ก้าวย่างอย่างรวดเร็วและค่อยๆพัฒนากลายเป็นเมืองอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองจากด้านนอก ตึกนี้ดูเหมือนเครื่องซักผ้าที่กองซ้อนกัน โดยประกอบด้วยแกนคอนกรีตสองแกน สูง 11 และ 13 ชั้น ยึดติดกับลูกบาศก์ที่ “สามารถเคลื่อนย้ายได้” ห้องทรงลูกบาศก์แต่ละห้องมีพื้นที่ราว 10 ตารางเมตร ซึ่งสร้างสำเร็จรูปมาจากโรงงาน จากนั้นนำมาติดกับแกนโดยใช้สลักเกลียวแรงดันสูง 4 ตัว ห้องที่เรียกว่าห้องแคปซูลเหล่านี้ตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้พื้นฐานที่จำเป็นและห้องน้ำขนาดเท่ากับห้องน้ำบนเครื่องบิน

ตึกแคปซูลนะกะงินก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 1972 และวางแผนว่าจะมีอายุการใช้งาน 25 ปี เมื่อคุโระกะวะเสียชีวิตในปี 2007 ผู้อยู่อาศัยในตึกนี้ที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการที่คอนกรีตกะเทาะและท่อน้ำรั่ว จึงลงคะแนนให้รื้อตึกทิ้ง แล้วสร้างอพาร์ตเมนต์แบบดั้งเดิมขึ้นแทน แต่พอถึงปี 2008 แผนการต้องหยุดชะงักเพราะตลาดหลักทรัพย์ล่ม

ช่างภาพ โนะริตะกะ มินะมิ เริ่มบันทึกเรื่องราวชีวิตและชะตากรรมของตึกนะกะงินในปี 2010 ในช่วงเจ็ดปีต่อมา เขากลับไปที่ตึกนี้เกือบ 10 ครั้ง “แต่ละครั้งที่ไปเยือนตึกนี้ ผมเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างทั้งที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและผู้พักอาศัยครับ” เขาบอก

เจ้าของห้องแคปซูลบางคนย้ายออกไปหรือเปลี่ยนห้องพักเป็นสำนักงาน ขณะที่คนอื่นๆเลือกจะปรับปรุงห้องและยังคงพักอาศัยอยู่ที่นั่น ด้านมินะมิหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพผู้พักอาศัยโดยตรง เขาชอบให้การมีตัวตนของคนเหล่านั้นแสดงออกผ่านทางสิ่งของต่างๆมากกว่า

เรื่อง เย่หมิง

ภาพถ่าย โนะริตะกะ มินะมิ

ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
ตัวอย่างห้องแคปซูลที่มีผู้อยู่อาศัยแบบเต็มเวลา
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
อีกมุมหนึ่งของห้องแคปซูลห้องเดียวกัน แสดงให้เห็นการแก้ไขเพิ่มเติมบนตู้เก็บของดั้งเดิม
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของปรับปรุงห้องแคปซูลนี้ และยังคงรักษาหน้าตาตู้เก็บของให้เหมือนเดิมเป็นส่วนใหญ่
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
ตู้เก็บของในห้องแคปซูลห้องนี้มีโทรทัศน์สี โคมไฟ โทรศัพท์ นาฬิกา วิทยุ และเครื่องเสียง
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
พื้นที่ที่จำกัดในห้องแคปซูลแต่ละห้อง (ราว 10 ตารางเมตร) ท้าทายผู้เป็นเจ้าของในการจัดการพื้นที่นั้นๆ
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
แต่ละแคปซูลสร้างสำเร็จรูปมาจากโรงงาน ก่อนจะนำมายึดกับตึก และติดตั้งห้องน้ำเล็กๆตรงสุดปลายห้องด้านหนึ่ง
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
แม้ว่าห้องแคปซูลทุกห้องจะสร้างขึ้นโดยมีรายละเอียดเหมือนกันในปี 1972 แต่บางห้องก็ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่มาตั้งแต่นั้น
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
มุมห้องแคปซูลนี้แสดงชั้นวางของขนาดใหญ่ที่ผู้พักอาศัยสร้างขึ้นด้วยไม้เก่า
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
ห้องแคปซูลยังใช้เป็นสำนักงานสำหรับธุรกิจขนาดเล็กด้วย ตึกแคปซูลนะกะงินตั้งอยู่บนทำเลทองในกรุงโตเกียว
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
ห้องแคปซูลนี้เคยใช้เป็นสำนักงานออกแบบเมื่อปี 2015
ตึกแคปซูลนะกะงิน ในประเทศญี่ปุ่น
ห้องแคปซูลยังสามารถเป็นพื้นที่ในการแสดงออกถึงความสนใจของเจ้าของห้องผ่านทางเครื่องเรือนที่ใช้ตกแต่งภายใน
ห้องแคปซูลนี้มีโบราณวัตถุที่สะท้อนความสนใจในสมัยไทโชของเจ้าของห้อง
ห้องแคปซูลหลายห้องออกแบบให้มีหน้าต่างอยู่ทางด้านข้าง แทนที่จะอยู่ตรงสุดปลายห้อง
อีกฝั่งหนึ่งข้างในห้องแคปซูลก่อนหน้านี้ ผู้พักอาศัยปรับให้เป็นห้องนั่งเล่นภายในพื้นที่จำกัด
ห้องแคปซูลนี้เคยเป็นที่พักอาศัยแบบเต็มเวลาของสถาปนิกคนหนึ่งเมื่อปี 2012
หนังสือบนชั้นสะท้อนอาชีพและความสนใจของผู้พักอาศัย
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ห้องแคปซูลเกือบ 20 ห้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่โดยความพยายามของเจ้าของเพียงคนเดียว
เจ้าของซ่อมแซมภายในห้องแคปซูลเหล่านี้เพื่อส่งเสริมการบูรณะและอนุรักษ์ตึกนี้ในอนาคต
เจ้าของค่อยๆซ่อมแซมห้องแคปซูลเหล่านี้โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำแคปซูลใหม่มาแทนที่ของเก่าทั้งหมดในท้ายที่สุด แคปซูลออกแบบมาให้เคลื่อนย้ายได้เพื่อจะได้เปลี่ยนเป็นของใหม่เมื่อเวลาผ่านไป
มีการแจกแบบจำลองขนาดเล็กของตึกนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการเปิดตึกเมื่อปี 1972

 

อ่านเพิ่มเติม

สถาปัตยกรรมเซอเรียลยุคหลังโซเวียต

เรื่องแนะนำ

Gloomy Rainbow

เรื่องและภาพ นิธิรุจน์ สุทธิเมธีโรจน์ (รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) ในประเทศที่ให้เกียรติกับเสรีภาพของมนุษย์ กลุ่มคนรักเพศเดียวกันได้รับการยอมรับมานานแล้ว แต่ในประเทศที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานอย่างเมียนมา ชาวรักเพศเดียวกันยังมีชีวิตที่มืดมนทั้งในแง่ของสังคมและกฎหมาย ไม่ได้รับการยอมรับตั้งแต่ระดับครอบครัว ไม่ได้รับความเท่าเทียมกันทางสังคม ถูกซุบซิบ นินทา ถูกย่ำยีทางวาจา และถูกจ้องมองในที่สาธารณะ  ในแง่อาชีพการงานก็ถูกจำกัดอยู่ไม่กี่อาชีพ เช่น ช่างทำผม ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า หมอนวด ไปจนกระทั่งให้บริการทางเพศ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำงานในออฟฟิศ เป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้  พวกเขายังต้องไขว่คว้าการเป็นที่ยอมรับและสิทธิเสรีภาพเฉกเช่นคนทั่วไป “ริกกี้” เป็นชายรักเพศเดียวกันและเป็นตัวแทนที่สะท้อนถึงความรู้สึก ความขมขื่น ความสุข และความใฝ่ฝันของชาวรักเพศเดียวกันในประเทศอย่างเมียนมา  

ความรุนแรงครั้งล่าสุดในศรีลังกาบ่งชี้ความขัดแย้งแบบใดในประเทศนี้

เจ้าหน้าที่ทหารศรีลังกาตั้งแถวคุ้มกันหน้าโบสถ์ St. Anthony ซึ่งถูกระเบิดในเมือง Kochchikade กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มีคนกว่า 300 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา ที่มีติดต่อกันในโรงแรมและโบสถ์ซึ่งเหล่าศาสนิกกำลังเข้าร่วมพิธีในงานวันอีสเตอร์ ภาพถ่ายโดย THARAKA BASNAYAKA, NURPHOTO/GETTY ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองและสันติภาพอันเปราะบางในภูมิภาคเอเชียใต้เช่นศรีลังกา ได้สะท้อนเรื่องราวของวงจรการแก้แค้นระหว่างเชื้อชาติ และความจำเป็นที่ต้องสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติร่วมกัน หลังเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา เหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายในวันอาทิตย์อีสเตอร์ที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน และการค้นพบระเบิดที่สถานีขนส่งกว่า 87 ลูก ดูเหมือนว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งบทใหม่ในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์มานานกว่า 70 ปี เราอาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของศรีลังกาหลังได้รับเอกราชมาจากอังกฤษนั้นวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลซึ่งนับถือศาสนาพุทธและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (ร้อยละ 75 ของประชากร หรือราว 21 ล้านคน) กับชาวทมิฬ อันเป็นประชากรส่วนน้อยของศรีลังกาซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาถูกกวาดต้อน มาจากรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดีย เพื่อให้เป็นแรงงานให้ชาวอังกฤษ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อนักการเมืองชาวสิงหลซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศได้ครองอำนาจ ก็ออกนโยบายฟื้นฟูศาสนาพุทธซึ่งชาวสิงหลภาคภูมิใจ เพื่อให้ศรีลังกาเป็นดินแดนของชาวสิงหลที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม พวกเขาปฏิบัติต่อชาวทมิฬซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดความขัดแย้ง ทั้งแง่ของเชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต และภาษา ชาวทมิฬถูกผลักดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศและถูกลิดรอนสิทธิต่างๆ […]

ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา

เราถูกกำหนดมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกให้แบ่งแยกระหว่างเรากับคนอื่นและเอนเอียงเข้าข้างกลุ่มของตัวเอง วิทยาศาสตร์มีทางออกให้กับเรื่องนี้หรือไม่