ผู้ลี้ภัยเด็ก นับพันตกค้างอยู่ที่ชายแดนยุโรป - National Geographic Thailand

ผู้ลี้ภัยเด็กนับพันตกค้างอยู่ที่ชายแดนยุโรป

ผู้ลี้ภัยเด็กนับพันตกค้างอยู่ที่ชายแดนยุโรป

เสียงของพวกเขาบ่งบอกตำแหน่งที่อยู่ ผู้ลี้ภัยเด็กจากอัฟกานิสถานกลุ่มนี้เอาชีวิตรอดจากสถานที่ที่พวกเขาเรียกมันว่าป่าดงดิบ แต่แท้จริงแล้วมันคือแนวป่าที่ไม่ทึบมากนักตามชายแดนของเซอร์เบียและโครเอเชีย เด็กๆ เหล่านี้มีอายุ 12 – 16 ปี พวกเขาอาศัยอยู่ในป่านี้มานานหลายสัปดาห์แล้ว หลับนอนในเต็นท์ที่สร้างขึ้นจากพุ่มไม้ กิ่งของมันโค้งเหนือศีรษะและโอบล้อมพวกเขาไว้ราวกับกำลังสวมกอด

สถานที่ใช้ซ่อนตัวของพวกเขาอยู่ติดกับเส้นทางที่พวกเขาคาดหวังว่าจะใช้เดิน มันคือการเดินไปตามทางรถไฟเก่าขึ้นสนิมจากเซอร์เบีย ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ในขณะที่โครเอเชียเป็นสมาชิก จริงๆ พวกเขาพยายามข้ามชายแดนมาแล้วหลายครั้ง แต่จำต้องหันหลังกลับเพราะเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนชาวโครเอเชียพร้อมที่จะทุบตี และยึดเอาสมบัติติดตัวอันน้อยนิดที่พวกเขามีไป โดยหนึ่งในสิ่งที่เจ้าหน้าที่พวกนั้นต้องการมากที่สุดคือรองเท้า

ในบริเวณที่ใกล้กับฝั่งโครเอเชีย แสงไฟสีแดงถูกสาดส่อง สิ่งนี้เป็นเหมือนข้อความย้ำเตือนว่า: จงหยุดข้ามพรมแดนซะ เพราะยุโรปไม่ต้องการคุณ

ผู้ลี้ภัย
Liaqat วัย 12 ปี เดินทางมาจากอัฟกานิสถานเพียงลำพัง และได้รับความช่วยเหลือจากนายหน้า
ผู้ลี้ภัย
เด็กชายชาวอัฟกานิสถานใช้ผ้าห่มสร้างสถานที่ส่วนตัวเล็กๆ ขึ้นมาในคลังสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง สถานที่ที่พวกเขาใช้เพื่อผ่านฤดูหนาวไปให้ได้
ผู้ลี้ภัย
เด็กหนุ่มชาวปากีสถานวัย 14 ปี รับความอบอุ่นจากกองไฟ “ส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากอยู่ที่นี่ พวกเขารู้สึกเหมือนติดกับ” Michel Saint-Lot ผู้แทนจากยูนิเซฟในเซอร์เบียกล่าว ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยเด็กในเซอร์เบียจำนวนหลายพันคน

ซัดดัม อีมาล เด็กชายวัย 12 ปี ผู้มีดวงตาสีเขียว ยังคงมุ่งมั่นที่จะข้ามพรมแดน ในขณะนั้นเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ ตัวเขาเดินทางรอนแรมมาแล้วนาน 7 เดือน เป็นระยะทางกว่า 3,500 ไมล์ โดยปราศจากความช่วยเหลือจากครอบครัวหรือนายหน้าที่อาสาจะพาเข้ายุโรป

ในช่วงวัยที่หลายคนยังถูกห้ามไม่ให้ข้ามถนนเองด้วยซ้ำ อีมาลหลบหนีสงครามจากจังหวัดนานกาฮาร์ ในอัฟกานิสถานบ้านเกิด ผ่านปากีสถาน, อิหร่าน, และตุรกี เข้าสู่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างบัลแกเรีย ตัวเขาและผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ที่ฉันได้พบบอกเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาถูกขับไล่อย่างรุนแรงให้ออกจากเซอร์เบียไป

อีมาลคือหนึ่งในผู้ลี้ภัยเด็กจำนวน 300,000 คนที่ใช้เส้นทางเดียวกันในการอพยพ เมื่อปี 2015 และ 2016 ที่ผ่านมา จำนวนนี้เพิ่มสูงเป็นห้าเท่าจากเดิมในเวลาเพียงไม่กี่ปี พวกเขากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติผู้ลี้ภัยทั่วโลกที่หลบหนีจากความรุนแรงหรือความยากลำบาก ในจำนวนนี้ผู้ลี้ภัยเด็กอย่างน้อย 170,000 คนยื่นคำร้องขอลี้ภัยในยุโรป ส่วนอีมาลเองวาดฝันว่าจะได้เดินทางไปเยอรมนี

แต่ ณ ตอนนี้ เช่นเดียวกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ นับพัน เขาติดแหงกอยู่ที่ชายแดนเซอร์เบีย ตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2016 หลังยุโรปมีมาตรการคุมเข้มหลายเส้นทางในคาบสมุทรบอลข่านมากขึ้น เพื่อป้องกันการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย

ผู้ลี้ภัย
เด็กหนุ่มกำลังหุงข้าว เขาเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยเด็กอย่างน้อย 300,000 คน ที่ออกเดินทางตัวคนเดียวในช่วงปี 2015 ถึง 2016
ผู้ลี้ภัย
ในการเดินทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก พวกเขาต้องเผชิญกับหัวขโมยหรือกลุ่มค้ามนุษย์ หรืออาจตกเป็นเหยื่อของการค้าบริการทางเพศ
ผู้ลี้ภัย
เด็กหนุ่มวัย 16 ปี นอนหลับในรถที่ถูกทิ้งร้าง ในกรุงเบลเกรด ชายแดนถูกปิดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2016 รวมไปถึงเส้นทางอพยพในภูมิภาคบอลข่านก็ถูกคุมเข้มเพื่อป้องกันการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย

รายงานจาก Michel Saint-Lot ผู้แทนจากยูนิเซฟในเซอร์เบีย กล่าว 46% จากผู้ลี้ภัยจำนวน 7,000 คนในเซอร์เบียเป็นเด็ก ส่วนใหญ่พวกเขามาจากอัฟกานิสถาน และในจำนวนนี้ 1 ใน 3 ไม่มีผู้ใหญ่เดินทางมาด้วย เด็กๆ อย่างอีมาลต้องเสี่ยงชีวิตในการเดินทางเอง พวกเขาต้องเผชิญกับการตกเป็นเหยื่อของหัวขโมย, พวกลักลอบค้ามนุษย์ หรือค้าบริการทางเพศ

“ผมบอกพวกเขาว่า อย่างน้อยที่นี่ก็ดีกว่าที่ที่เราจากมาไม่ใช่หรือ?” พวกเขาเห็นด้วย อีมาลกล่าว แต่เป้าหมายคือไปในยุโรป ไม่ใช่เซอร์เบีย ขณะนี้ตัวเขาค่อนข้างกังวลว่าข้อมูลจำนวนผู้ลี้ภัยเด็กที่หลั่งไหลเข้าไปในยุโรปมากขึ้นจะยิ่งทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกจับกุม กักขัง หรือส่งกลับบ้านมากขึ้น ข้อมูลจาก Saint-Lot เด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอยู่ในเซอร์เบีย และบางคนเมื่อทราบข่าวว่าชายแดนถูกปิดก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ พวกเขามองไม่เห็นอนาคตที่นี่

อีมาลพยายามและล้มเหลวมาแล้ว 18 ครั้ง กับสิ่งที่เขาและผู้ลี้ภัยเด็กคนอื่นๆ เรียกมันว่าเกม – การข้ามผ่านเจ้าหน้าที่รักษาพรมแดนจำนวนมากของเซอร์เบีย เพื่อเข้าสู่ฮังการีหรือโครเอเชียเพื่อนบ้าน ด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่ารออยู่ อีมาลเล่าว่าเขาพร้อมสำหรับการเล่นเกมรอบใหม่ แต่ต้องเป็นหลังจากที่เขาสามารถหารองเท้าคู่ใหม่ได้ก่อน “เบอร์ 42” เขากล่าวพร้อมชี้นิ้วไปยังถุงเท้าดำสกปรกที่เท้า

แสงสลัวสุดท้ายของวันสาดผ่านใบไม้ที่เปรียบเสมือนเป็นหลังคาผ้าใบสำหรับเขา อีมาลและไฟซาล ซาลีม เพื่อนวัย 16 ปี กำลังเตรียมอาหารเย็น ตัวเขาใช้คูปองมูลค่า 3,000 ดีนาร์ (ประมาณ 27 ดอลล่าร์สหรัฐ) ซึ่งเอ็นจีโอเข้ามาแจกจ่ายให้แก่บรรดาผู้ลี้ภัยขณะพำนักอยู่ในค่ายพักของเซอร์เบียไปกับการซื้อหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ ในจำนวนนี้ข้าวของ 2 ใน 3 จากถุงพลาสติกรอบๆ ตัวเขาถูกใช้ไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ประกอบด้วยเนื้อไก่จำนวนเล็กน้อย, น้ำมันปรุงอาหาร, ผัก และขนมปังอีก 3 ก้อน

ผู้ลี้ภัย
ซัดดัม อีมาลวัย 12 ปี ปรุงอาหารเย็นและเล่าถึงความหลังให้ฟังว่าเขาคิดถึงแม่ และแม่เป็นคนที่ทำเมนูไก่ได้อร่อยมาก

“ผมเหน็ดเหนื่อยกับความยากลำบากนี้” เขากล่าว ขณะหย่อนเนื้อไก่ดิบลงในหม้อดำเขรอะที่ตั้งอยู่บนไฟ “หนีการปราบปรามในบัลแกเรีย, หนีในอิหร่าน แล้วมาติดแหงกในเซอร์เบีย สามอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้อาบน้ำไปครั้งเดียว ตอนอยู่บ้านปกติผมอาบน้ำทุกวัน”

เด็กๆ เหล่านี้ต้องหากินและปกป้องตนเอง, โยกย้ายถิ่นฐานไปตามเส้นทาง, เอาชีวิตรอดจากสงครามและความขัดแย้ง พวกเขากำลังแบกความหวังของครอบครัวไว้บนบ่า ที่ซึ่งในวัยของพวกเขาแล้วภาระอันหนักอึ้งบนบ่านี้ไม่ควรที่จะมีอะไรมากไปกว่ากระเป๋าเรียน แม้ว่ารัฐบาลเซอร์เบียจะจัดหาอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้ลี้ภัย แต่อีมาลและเพื่อนๆ ของเขาพึงใจมากกว่าที่จะได้อยู่ใกล้กับชายแดนให้มากที่สุด เพื่อรอโอกาสเหมาะสมที่พวกเขาจะได้ชนะเกมนี้

เด็กชายเหล่านี้ตระหนักดีถึงอันตรายรอบตัว พวกเขาเล่าเรื่องของเพื่อนคนหนึ่งที่ถูกชาวเซอร์เบียแทงและปล้นเอาของมีค่าไป ในขณะที่เด็กหนุ่มชาวปากีสถานวัย 16 ปีรายหนึ่งถูกฆ่าตายระหว่างที่เขากำลังเดินทางมายังชายแดนด้วยรถไฟ นอกจากนั้นในแต่ละวันพวกเขาต้องอดทนกับความหิวโหย “ในวันนี้พระเจ้ามอบอาหารให้เรา” อีมาลกล่าว “ส่วนในวันข้างหน้า…”

อีมาลโรยเครื่องปรุงใส่ไก่ ตัวเขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว เขายังไม่มีโอกาสได้คุยกับแม่ของเขาผู้เป็นม่ายอีกเลย นับตั้งแต่โทรศัพท์มือถือของเขาถูกขโมยไปเมื่อ 3 เดือนก่อน ซาลีมเพื่อนของเขามีน้ำใจให้ยืมโทรศัพท์ แต่อีมาลจำเบอร์ติดต่อในอัฟกานิสถานไม่ได้ เขาฝืนยิ้ม “ผมสวดภาวนาให้แม่ ผมคิดถึงท่าน” เขากล่าว “แม่ทำไก่ได้อร่อยที่สุด”

ผู้ลี้ภัย
ในฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาออกมาสวดมนต์ที่ด้านนอกของคลังสินค้าเก่า หลังผ่านพ้นฤดูหนาวมาได้
ผู้ลี้ภัย
เดิมทีคลังสินค้าเก่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกเขา ก่อนที่มันจะถูกรื้อถอนเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พวกเขาต้องย้ายไปอยู่ในที่พักที่รัฐบาลจัดหาไว้ให้แทน
ผู้ลี้ภัย
เด็กชายวัย 14 ปี จากอัฟกานิสถานอาบน้ำในวันศุกร์ ข้อมูลจากยูนิเซฟมีผู้ลี้ภัยเด็กที่เป็นเด็กผู้หญิงเพียงน้อยนิด

 

เรื่องแนะนำ

ในสายตาคนต่างแดน

ไม่ว่าคุณผู้อ่านเดินทางไปที่ไหนในกรุงเทพมหานคร มักจะได้พบกับชาวต่างชาติอย่างน้อยสักคนสองคนเสมอ อาจเป็นนักท่องเที่ยวหรือเป็นผู้อยู่อาศัย นั่นเป็นเพราะประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์สำหรับการท่องเที่ยวและโอกาสที่ดีในการทำงาน ถึงแม้ว่าผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับคนต่างชาติที่เข้าไปทำงานและอยู่อาศัยโดย HSBC เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราจะไม่ติดในอันดับต้นๆ แต่น่าสนใจว่าชาวต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขามีความคิดเห็นต่อบ้านเราอย่างไร? “ในสายตาคนต่างแดน” จะมีมุมมองอย่างไรบ้าง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทยได้ทดลองเดินเท้าไปตามย่านถนนสีลม เพื่อหาคำตอบ “ผมอยู่เมืองไทยมา 16 ปีแล้วครับ แต่งงานและมีครอบครัวที่นี่ ผมมีความสุขที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย คนไทยใจดี และสุภาพมาก แต่พวกเขาขี้อาย ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกหรือความคิดในใจ ผมต้องบอกให้พวกเขาพยายามพูดมันออกมา อีกหนึ่งเรื่องก็คือคนไทยไม่บอกกันตรงๆ ว่าเขารู้สึกเกลียดใคร มันเหมือนกับระเบิดเวลาที่รอระเบิดทีเดียวในสถานการณ์คับขัน” “อยู่เมืองไทยสนุกดี กรุงเทพฯมีแต่ตึกสูงๆ ห้างใหญ่ๆ ไม่เหมือนที่บ้านเรา ที่นี่รถเยอะมากๆ ชอบอาหารไทย ตัวเราชอบกินอาหารไทยมากกว่าอาหารเมียนมาอีก ทุกวันนี้สบายนะ เพราะอยู่เป็นแล้ว ช่วงแรกๆ ลำบากหน่อย เพราะยังไม่มีเอกสาร พอมีแล้วเราก็ไปเที่ยวได้หลายแห่งเลย ทะเลเมืองไทยสวยมาก ตั้งใจว่าคงอยู่ไทยไปอีกนานนะ ทุกวันนี้ไม่ได้กลับบ้านเลย ส่งเงินอย่างเดียว (หัวเราะ)” “2 ปีในเมืองไทย ผมทำงานที่อุทัยธานีนาน 17 เดือน ก่อนจะย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เข้าเดือนที่ 7 […]

ศิลปวัตถุของอาสนวิหารนอเทรอดามที่ยังคงอยู่และมอดไหม้ไปแล้ว

อัคคีภัยแห่งอาสนวิหารนอเทรอดามนำพาความโศกเศร้ามายังมนุษยชาติ เนื่องจากศิลปวัตถุซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของคนยุคก่อนและวัตถุศักดิ์สิทธิ์อันประเมินค่ามิได้ต้องสูญสลายไป แต่ยังมี สมบัติแห่งนอเทรอดาม หลายชิ้นที่รอดมาได้โดยผู้คนที่ยินดีฝ่ากองเพลิงเพื่อรักษาเอาไว้ การสูญเสียสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกโลกซึ่งมีอายุมานานกว่า 850 ปีอย่างอาสนวิหารนอเทรอดาม นำพาความโศกเศร้ามาสู่คนทั่วไป เพราะอาสนวิหารแห่งนี้มิใช่แหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสและฝรั่งเศสเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ รวมไปถึงการเป็นที่เก็บรักษางานศิลปะและสมบัติหลายชิ้นที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งงานศิลปวัตถุโบราณ เครื่องดนตรี รูปปั้น งานไม้ และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่เก็บรักษาไว้มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้มีประชาชนที่เห็นความสำคัญของวัตถุและ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่อยู่ภายในอาสนวิหารได้ทั้งพนักงานดับเพลิง บาทหลวง ตำรวจ และคนทั่วไปรวมตัวกันสร้างโซ่มนุษย์ และบางคนก็ยืนกรานเข้าไปในพื้นที่อันตรายเพื่อจะนำสมบัติและศิลปวัตถุเหล่านี้ออกมาให้จงได้ จนให้มีสมบัติล้ำค่าจำนวนมากรอดจากอัคคีภัยครั้งนี้ แต่ก็มีวัตถุบางส่วนที่ไม่สามารถระบุชะตากรรมได้ว่าเป็นอย่างไร หรือบางชิ้นก็ได้รับการระบุว่าสูญสลายไปในกองเพลิงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว นี่คือข้อมูลของ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่ยังเหลือรอด ไม่ทราบสถานะ และถูกทำลายไปแล้ว สมบัติที่เก็บรักษาไว้ได้ มงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Crown of Thorns) เป็นหนึ่งในสมบัติทางศาสนาที่ตกทอดมาอย่างยาวนานซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในอาสนวิหารนอเทรอดาม โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้เชื่อกันว่าถูกวางไว้บนศีรษะของพระเยซูในขณะที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แต่เดิมนั้นอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม และได้ถูกมอบให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส ผู้สร้าง Sainte-Chappelle ในกรุงปารีส และต่อมาได้กลายเป็นนักบุญ Louis เป็นผู้เก็บรักษาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกส่งต่อมาที่นอเทรอดามในภายหลัง […]

ConIFA ฟุตบอลของคนไร้รัฐ

ไซปรัส, บาราวา, หรือคาร์ปาตาเลีย คุณอาจไม่คุ้นหูกับชื่อประเทศเหล่านี้ เพราะพวกเขาคือชนชาติที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่การแข่งขันฟุตบอลโดย ConIFA จะเปิดโอกาสให้ทั่วโลกได้ทำความรู้จักกับเรื่องราวของพวกเขามากยิ่งขึ้น

ปฏิวัติเกษตรจีนเลี้ยงมังกรหิว

จีนกำลังพยายามแก้ไขปัญหาใหญ่ นั่นคือทำอย่างไรจึงจะเลี้ยงประชากรเกือบหนึ่งในห้าของโลกด้วยที่ดินที่สามารถเพาะปลูกได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของพื้นที่ประเทศ?