ผู้ลี้ภัยเด็กนับพันตกค้างอยู่ที่ชายแดนยุโรป

ผู้ลี้ภัยเด็กนับพันตกค้างอยู่ที่ชายแดนยุโรป

เสียงของพวกเขาบ่งบอกตำแหน่งที่อยู่ ผู้ลี้ภัยเด็กจากอัฟกานิสถานกลุ่มนี้เอาชีวิตรอดจากสถานที่ที่พวกเขาเรียกมันว่าป่าดงดิบ แต่แท้จริงแล้วมันคือแนวป่าที่ไม่ทึบมากนักตามชายแดนของเซอร์เบียและโครเอเชีย เด็กๆ เหล่านี้มีอายุ 12 – 16 ปี พวกเขาอาศัยอยู่ในป่านี้มานานหลายสัปดาห์แล้ว หลับนอนในเต็นท์ที่สร้างขึ้นจากพุ่มไม้ กิ่งของมันโค้งเหนือศีรษะและโอบล้อมพวกเขาไว้ราวกับกำลังสวมกอด

สถานที่ใช้ซ่อนตัวของพวกเขาอยู่ติดกับเส้นทางที่พวกเขาคาดหวังว่าจะใช้เดิน มันคือการเดินไปตามทางรถไฟเก่าขึ้นสนิมจากเซอร์เบีย ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ในขณะที่โครเอเชียเป็นสมาชิก จริงๆ พวกเขาพยายามข้ามชายแดนมาแล้วหลายครั้ง แต่จำต้องหันหลังกลับเพราะเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนชาวโครเอเชียพร้อมที่จะทุบตี และยึดเอาสมบัติติดตัวอันน้อยนิดที่พวกเขามีไป โดยหนึ่งในสิ่งที่เจ้าหน้าที่พวกนั้นต้องการมากที่สุดคือรองเท้า

ในบริเวณที่ใกล้กับฝั่งโครเอเชีย แสงไฟสีแดงถูกสาดส่อง สิ่งนี้เป็นเหมือนข้อความย้ำเตือนว่า: จงหยุดข้ามพรมแดนซะ เพราะยุโรปไม่ต้องการคุณ

ผู้ลี้ภัย
Liaqat วัย 12 ปี เดินทางมาจากอัฟกานิสถานเพียงลำพัง และได้รับความช่วยเหลือจากนายหน้า
ผู้ลี้ภัย
เด็กชายชาวอัฟกานิสถานใช้ผ้าห่มสร้างสถานที่ส่วนตัวเล็กๆ ขึ้นมาในคลังสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง สถานที่ที่พวกเขาใช้เพื่อผ่านฤดูหนาวไปให้ได้
ผู้ลี้ภัย
เด็กหนุ่มชาวปากีสถานวัย 14 ปี รับความอบอุ่นจากกองไฟ “ส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากอยู่ที่นี่ พวกเขารู้สึกเหมือนติดกับ” Michel Saint-Lot ผู้แทนจากยูนิเซฟในเซอร์เบียกล่าว ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยเด็กในเซอร์เบียจำนวนหลายพันคน

ซัดดัม อีมาล เด็กชายวัย 12 ปี ผู้มีดวงตาสีเขียว ยังคงมุ่งมั่นที่จะข้ามพรมแดน ในขณะนั้นเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ ตัวเขาเดินทางรอนแรมมาแล้วนาน 7 เดือน เป็นระยะทางกว่า 3,500 ไมล์ โดยปราศจากความช่วยเหลือจากครอบครัวหรือนายหน้าที่อาสาจะพาเข้ายุโรป

ในช่วงวัยที่หลายคนยังถูกห้ามไม่ให้ข้ามถนนเองด้วยซ้ำ อีมาลหลบหนีสงครามจากจังหวัดนานกาฮาร์ ในอัฟกานิสถานบ้านเกิด ผ่านปากีสถาน, อิหร่าน, และตุรกี เข้าสู่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างบัลแกเรีย ตัวเขาและผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ที่ฉันได้พบบอกเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาถูกขับไล่อย่างรุนแรงให้ออกจากเซอร์เบียไป

อีมาลคือหนึ่งในผู้ลี้ภัยเด็กจำนวน 300,000 คนที่ใช้เส้นทางเดียวกันในการอพยพ เมื่อปี 2015 และ 2016 ที่ผ่านมา จำนวนนี้เพิ่มสูงเป็นห้าเท่าจากเดิมในเวลาเพียงไม่กี่ปี พวกเขากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติผู้ลี้ภัยทั่วโลกที่หลบหนีจากความรุนแรงหรือความยากลำบาก ในจำนวนนี้ผู้ลี้ภัยเด็กอย่างน้อย 170,000 คนยื่นคำร้องขอลี้ภัยในยุโรป ส่วนอีมาลเองวาดฝันว่าจะได้เดินทางไปเยอรมนี

แต่ ณ ตอนนี้ เช่นเดียวกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ นับพัน เขาติดแหงกอยู่ที่ชายแดนเซอร์เบีย ตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2016 หลังยุโรปมีมาตรการคุมเข้มหลายเส้นทางในคาบสมุทรบอลข่านมากขึ้น เพื่อป้องกันการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย

ผู้ลี้ภัย
เด็กหนุ่มกำลังหุงข้าว เขาเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยเด็กอย่างน้อย 300,000 คน ที่ออกเดินทางตัวคนเดียวในช่วงปี 2015 ถึง 2016
ผู้ลี้ภัย
ในการเดินทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก พวกเขาต้องเผชิญกับหัวขโมยหรือกลุ่มค้ามนุษย์ หรืออาจตกเป็นเหยื่อของการค้าบริการทางเพศ
ผู้ลี้ภัย
เด็กหนุ่มวัย 16 ปี นอนหลับในรถที่ถูกทิ้งร้าง ในกรุงเบลเกรด ชายแดนถูกปิดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2016 รวมไปถึงเส้นทางอพยพในภูมิภาคบอลข่านก็ถูกคุมเข้มเพื่อป้องกันการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย

รายงานจาก Michel Saint-Lot ผู้แทนจากยูนิเซฟในเซอร์เบีย กล่าว 46% จากผู้ลี้ภัยจำนวน 7,000 คนในเซอร์เบียเป็นเด็ก ส่วนใหญ่พวกเขามาจากอัฟกานิสถาน และในจำนวนนี้ 1 ใน 3 ไม่มีผู้ใหญ่เดินทางมาด้วย เด็กๆ อย่างอีมาลต้องเสี่ยงชีวิตในการเดินทางเอง พวกเขาต้องเผชิญกับการตกเป็นเหยื่อของหัวขโมย, พวกลักลอบค้ามนุษย์ หรือค้าบริการทางเพศ

“ผมบอกพวกเขาว่า อย่างน้อยที่นี่ก็ดีกว่าที่ที่เราจากมาไม่ใช่หรือ?” พวกเขาเห็นด้วย อีมาลกล่าว แต่เป้าหมายคือไปในยุโรป ไม่ใช่เซอร์เบีย ขณะนี้ตัวเขาค่อนข้างกังวลว่าข้อมูลจำนวนผู้ลี้ภัยเด็กที่หลั่งไหลเข้าไปในยุโรปมากขึ้นจะยิ่งทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกจับกุม กักขัง หรือส่งกลับบ้านมากขึ้น ข้อมูลจาก Saint-Lot เด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอยู่ในเซอร์เบีย และบางคนเมื่อทราบข่าวว่าชายแดนถูกปิดก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ พวกเขามองไม่เห็นอนาคตที่นี่

อีมาลพยายามและล้มเหลวมาแล้ว 18 ครั้ง กับสิ่งที่เขาและผู้ลี้ภัยเด็กคนอื่นๆ เรียกมันว่าเกม – การข้ามผ่านเจ้าหน้าที่รักษาพรมแดนจำนวนมากของเซอร์เบีย เพื่อเข้าสู่ฮังการีหรือโครเอเชียเพื่อนบ้าน ด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่ารออยู่ อีมาลเล่าว่าเขาพร้อมสำหรับการเล่นเกมรอบใหม่ แต่ต้องเป็นหลังจากที่เขาสามารถหารองเท้าคู่ใหม่ได้ก่อน “เบอร์ 42” เขากล่าวพร้อมชี้นิ้วไปยังถุงเท้าดำสกปรกที่เท้า

แสงสลัวสุดท้ายของวันสาดผ่านใบไม้ที่เปรียบเสมือนเป็นหลังคาผ้าใบสำหรับเขา อีมาลและไฟซาล ซาลีม เพื่อนวัย 16 ปี กำลังเตรียมอาหารเย็น ตัวเขาใช้คูปองมูลค่า 3,000 ดีนาร์ (ประมาณ 27 ดอลล่าร์สหรัฐ) ซึ่งเอ็นจีโอเข้ามาแจกจ่ายให้แก่บรรดาผู้ลี้ภัยขณะพำนักอยู่ในค่ายพักของเซอร์เบียไปกับการซื้อหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ ในจำนวนนี้ข้าวของ 2 ใน 3 จากถุงพลาสติกรอบๆ ตัวเขาถูกใช้ไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ประกอบด้วยเนื้อไก่จำนวนเล็กน้อย, น้ำมันปรุงอาหาร, ผัก และขนมปังอีก 3 ก้อน

ผู้ลี้ภัย
ซัดดัม อีมาลวัย 12 ปี ปรุงอาหารเย็นและเล่าถึงความหลังให้ฟังว่าเขาคิดถึงแม่ และแม่เป็นคนที่ทำเมนูไก่ได้อร่อยมาก

“ผมเหน็ดเหนื่อยกับความยากลำบากนี้” เขากล่าว ขณะหย่อนเนื้อไก่ดิบลงในหม้อดำเขรอะที่ตั้งอยู่บนไฟ “หนีการปราบปรามในบัลแกเรีย, หนีในอิหร่าน แล้วมาติดแหงกในเซอร์เบีย สามอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้อาบน้ำไปครั้งเดียว ตอนอยู่บ้านปกติผมอาบน้ำทุกวัน”

เด็กๆ เหล่านี้ต้องหากินและปกป้องตนเอง, โยกย้ายถิ่นฐานไปตามเส้นทาง, เอาชีวิตรอดจากสงครามและความขัดแย้ง พวกเขากำลังแบกความหวังของครอบครัวไว้บนบ่า ที่ซึ่งในวัยของพวกเขาแล้วภาระอันหนักอึ้งบนบ่านี้ไม่ควรที่จะมีอะไรมากไปกว่ากระเป๋าเรียน แม้ว่ารัฐบาลเซอร์เบียจะจัดหาอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้ลี้ภัย แต่อีมาลและเพื่อนๆ ของเขาพึงใจมากกว่าที่จะได้อยู่ใกล้กับชายแดนให้มากที่สุด เพื่อรอโอกาสเหมาะสมที่พวกเขาจะได้ชนะเกมนี้

เด็กชายเหล่านี้ตระหนักดีถึงอันตรายรอบตัว พวกเขาเล่าเรื่องของเพื่อนคนหนึ่งที่ถูกชาวเซอร์เบียแทงและปล้นเอาของมีค่าไป ในขณะที่เด็กหนุ่มชาวปากีสถานวัย 16 ปีรายหนึ่งถูกฆ่าตายระหว่างที่เขากำลังเดินทางมายังชายแดนด้วยรถไฟ นอกจากนั้นในแต่ละวันพวกเขาต้องอดทนกับความหิวโหย “ในวันนี้พระเจ้ามอบอาหารให้เรา” อีมาลกล่าว “ส่วนในวันข้างหน้า…”

อีมาลโรยเครื่องปรุงใส่ไก่ ตัวเขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว เขายังไม่มีโอกาสได้คุยกับแม่ของเขาผู้เป็นม่ายอีกเลย นับตั้งแต่โทรศัพท์มือถือของเขาถูกขโมยไปเมื่อ 3 เดือนก่อน ซาลีมเพื่อนของเขามีน้ำใจให้ยืมโทรศัพท์ แต่อีมาลจำเบอร์ติดต่อในอัฟกานิสถานไม่ได้ เขาฝืนยิ้ม “ผมสวดภาวนาให้แม่ ผมคิดถึงท่าน” เขากล่าว “แม่ทำไก่ได้อร่อยที่สุด”

ผู้ลี้ภัย
ในฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาออกมาสวดมนต์ที่ด้านนอกของคลังสินค้าเก่า หลังผ่านพ้นฤดูหนาวมาได้
ผู้ลี้ภัย
เดิมทีคลังสินค้าเก่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกเขา ก่อนที่มันจะถูกรื้อถอนเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พวกเขาต้องย้ายไปอยู่ในที่พักที่รัฐบาลจัดหาไว้ให้แทน
ผู้ลี้ภัย
เด็กชายวัย 14 ปี จากอัฟกานิสถานอาบน้ำในวันศุกร์ ข้อมูลจากยูนิเซฟมีผู้ลี้ภัยเด็กที่เป็นเด็กผู้หญิงเพียงน้อยนิด

 

เรื่องแนะนำ

15 ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกที่ยังทรงชนม์ชีพอยู่ ชมภาพถ่ายประวัติศาสตร์แห่งการครองราชย์ยาวนาน 66 ปีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

รีวิว ภาพยนตร์ เอหิปัสสิโก – ความ(ไม่)จริงแท้ในศรัทธาและความเชื่อของมนุษย์

4 ปีหลังจากการเหตุการณ์จับกุมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายซึ่งสร้างทั้งความขัดแย้งและคลางแคลงใจในสังคม ภาพยนตร์สารคดี เอหิปัสสิโก ได้นำเสนอเหตุการณ์นี้จากหลายแง่มุมเพื่อพาผู้ชมออกไปหาออกไปหาความจริงที่ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ (บทความนี้มีการเปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์) ความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ถือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติทั้ง ‘ความแข็งแกร่ง’ และ ‘ความอ่อนไหว’ ในสังคมไทย เราอาจมองศาสนาพุทธในด้านของความแข็งแกร่ง เนื่องจากการมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทยซึ่งมีผู้นับถือกว่าร้อยละ 93-94 ความเป็นศาสนาพุทธได้กระจายไปทุกพื้นที่ในสังคม มีบทบาทในการศึกษาของเยาวชน รวมไปถึงการให้ความสำคัญโดยรัฐไทย ถึงขั้นมีการเขียนสนับสนุนการศึกษาศาสนาพุทธไว้อย่างชัดแจ้งในกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ (ในประเทศที่ไม่ได้ประกาศตัวเองเป็นรัฐศาสนา) ในอีกด้านหนึ่ง ความอ่อนไหว ของศาสนาพุทธคือเราไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์วิถีทางและครรลองของศาสนาพุทธในแง่ของ ‘ความเชื่อ’ แบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างง่ายดายนัก การวิพากษ์วิจารณ์ถึงศาสนามักถูกผลักให้ตกขอบในแง่ของความเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการที่รัฐไทยได้สร้างภาพให้สถาบันศาสนา (พุทธ) เป็นหนึ่งในสามสถาบันหลักของประเทศ การวิพากษ์ให้เกิดความสั่นไหวจึงกลายเป็นภัยคุกคาม จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เมื่อภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่หลายคนคาดว่าเป็นการวิจารณ์ศาสนาพุทธอย่าง Come and See – เอหิปัสสิโก โดยผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ได้เกิดกระแสข่าวในเรื่องแนวโน้มการถูกห้ามฉายในขั้นตอนการตรวจพิจารณาจากสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวิดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เนื่องจากคณะกรรมการบางส่วนไม่ต้องการให้ฉายภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ผู้สร้างได้ออกมาชี้แจงต่อคณะกรรมการจนสามารถเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปได้โดยไม่มีการตัดทอนเนื้อหาในวันที่ 6 เมษายน เป็นวันแรก โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้นำเสนอเหตุการณ์ในช่วงปี 2560 ที่พระธัมมชโย […]

กิจการเพื่อสังคม เมื่อธุรกิจช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น

“มึงจะไปขายใคร” พ่อพูดในวันที่เรากำลังขนข้าวของออกไปวางขายใน กิจการเพื่อสังคม ของเราในวันแรก “น้ำยา” ต่างๆ อย่างแชมพู สบู่เหลว น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ฯลฯ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันบรรจุในแกลลอนซึ่งเสียบหัวปั๊มเอาไว้สำหรับแบ่งขาย แทนที่จะขายเป็นขวดเล็กๆ อย่างที่พบเห็นในท้องตลาดหรือตามร้านสะดวกซื้อ ฉันวาดหวังให้ผู้ซื้อนำขวดเปล่ามาซื้อน้ำยาเหล่านั้นเพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก ุจุดเริ่มต้น ความคิดนี้เกิดขึ้นตอนที่ฉันได้ดูทอล์กทางยูทูบของลอเรน ซิงเกอร์  สาวสวยชาวอเมริกันผู้ใช้ชีวิตแบบ “ขยะเหลือศูนย์”  หรือ zero-waste “นี่คือขยะทั้งปีของฉัน” เธอพูดพร้อมโชว์โหลแก้วใบเล็กที่มีขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยบรรจุอยู่เต็ม หลายคนเห็นแล้วร้องว้าว! แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกฝึกมาให้ตั้งคำถามอย่างฉันแล้ว สิ่งแรกที่ฉันคิดคือ “โกหกหรือเปล่าวะ” ถึงแม้ฉันจะเคยเห็นว่า สบู่เหลวบางยี่ห้อมีแบบบรรจุถุงรีฟิลสำหรับเติมใส่ขวดเดิมขายด้วย แต่กลับไม่เคยเห็นแชมพูขายแบบรีฟิลเลย ขวดหัวปั๊มสภาพดีที่เคยมีแชมพูบรรจุอยู่ภายในย่อมกลายเป็นขยะ ซึ่งต้องล้นโหลแก้วของลอเรนแน่ๆ  แต่เธอใช้ชีวิตให้ขยะเหลือศูนย์ได้อย่างไร พอหาข้อมูลมากขึ้น ฉันก็พบว่าลอเรนใช้บริการร้านค้าแบบเติมหรือบัลก์สโตร์ (bulk store) ที่ลูกค้าต้องนำขวดหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ไปเติมสบู่ แชมพู หรือแม้กระทั่งของกินด้วยตัวเอง  ฉันรีบค้นหาร้านค้าแบบเดียวกันในบ้านเรา แต่พบว่าไม่มีอยู่เลย “ในเมื่อไม่มี ทำไมเราไม่ทำเองเลยล่ะ” “นั่งตบยุง” ดูจะเป็นคำที่อธิบายผลประกอบการของวันแรกได้ดีที่สุด คนที่มาจับจ่ายในตลาดหลายคนมองอยู่ห่างๆ แล้วเดินจากไป แม้จะมีสินค้า แต่เรายังไม่มีลูกค้า พอฟ้าเริ่มมืดและยุงจริงๆ เริ่มมา พวกเราก็เตรียมเก็บข้าวของ และแล้วลูกค้ารายแรกก็มาซื้อน้ำยาล้างจานใส่ขวดรียูสที่เรารวบรวมมาและเตรียมเผื่อไว้ ลูกค้าคนนั้นคือคุณป้าแม่ค้าร้านข้างๆที่มาช่วยซื้อเพราะคิดว่า พวกเราทำาโครงงานส่งอาจารย์ […]

กำเนิดผีน้อยไทยในเกาหลีใต้

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งยอมเป็น ผีน้อย หรือแรงงานผิดกฎหมายเพื่อไปขายแรงงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ แม้จะมีเสียงตำหนิก่นด่าจากเพื่อนร่วมชาติไว้เบื้องหลัง สำหรับในประเทศไทย ค่านิยมการออกไปค้าแรงงานในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกแรงงานไปต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตะวันออกกลาง หลังจากนั้น ค่านิยมการไปขายแรงงานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง เอเชีย แม้กระทั่งยุโรปหรืออเมริกา ก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยที่ต้องการค่าตอบแทนที่มากกว่าการทำงานในประเทศของตัวเองเรื่อยมา แม้จะต้องแลกกับชีวิตที่ต้องห่างไกลบ้านและต้องปรับตัววิถีชีวิตที่แตกต่างกับบ้านเกิดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังเริ่มปรากฏปัญหาของแรงงานไทยที่ผิดกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศเกาหลีใต้ที่กระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ออกมาให้ข้อมูลในปี 2018 ว่ามีคนไทยอาศัยอยู่ 188,206 คน และกว่าร้อยละ 65 หรือประมาณ 120,000 เป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารการทำงานและอาศัยอยู่ในเกาหลีใต้เกินอายุวีซ่า นอกจากการได้ค่าตอบแทนที่สูงแล้ว ปัจจัยใดที่ทำให้คนไทยนับแสนต้องยอมเสี่ยงละเมิดกฎหมาย การไปทำงานแบบถูกกฎหมายที่ยังมีอุปสรรคสำคัญ เป็นที่ทราบกันดีว่า ค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการค้าแรงงานในประเทศ คือแรงจูงใจหลักที่ทำให้คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคเกษตรกรรมที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งต้องพบเจอปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และปัญหารายได้ในการทำเกษตรกรรมที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย สนใจเข้ามาค้าแรงงานในเกาหลีใต้ และยังมีแรงงานในหัวเมืองใหญ่ที่พบว่าค่าตอบแทนที่ได้รับไม่เพียงพอในการตั้งตัวและมีชีวิตที่ดีกว่าได้ จึงเริ่มต้นกระบวนการหางานในต่างประเทศ โดยเกาหลีใต้คือหนึ่งในนั้น โดยงานที่คนไทยนิยมมักเป็นงานภาคการผลิตที่อยู่ในโรงงาน งานก่อสร้าง แรงงานภาคเกษตร งานนวดแผนไทย เป็นต้น ซึ่งจะมีการส่งแรงงานถูกกฎหมายจากประเทศไทยไปทำงานอยู่เป็นระยะๆ กระบวนการจัดส่งแรงงานไปประเทศเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายโดยคร่าวๆ ต้องเริ่มจากการเข้าระบบ EPS ที่ย่อมาจาก […]