กัญชา : ความจริงที่คุณต้องรู้ - National Geographic Thailand

กัญชา : ความจริงที่คุณต้องรู้

 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ กัญชา

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ประเทศไทยได้ถอดพืช กัญชา -กัญชง จากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 และให้ทุกบ้านปลูกได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ให้เป็นการใช้เพื่อการแพทย์และการดูแลสุขภาพเท่านั้น

แม้ กัญชา ยังถือเป็นพืชเสพติดในหลายประเทศทั่วโลก แต่การนำกัญชาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เรามีเกร็ดความรู้ว่าด้วยกัญชามาฝากกัน

กัญชา
ลิลี โรว์แลนด์ รับนํ้ามันที่สกัดจากแคนนา-บิไดออล (ซีบีดี) เป็นหลัก สารนี้ได้จากกัญชาและไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท หนูน้อยเคยทรมานจากอาการลมชักนับร้อยๆ ครั้งทุกวันครอบครัวของลิลีตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่รัฐโคโลราโดซึ่งพลเมืองออกเสียงประชามติให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายเมื่อปี 2012 เพื่อที่เธอจะได้รับยาทุกวัน ยานี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน แต่ทุกวันนี้ ลิลีวัยเก้าขวบแทบไม่มีอาการชักอีกเลย

1. ในไซบีเรียมีผู้พบเมล็ดกัญชาที่ไหม้เป็นเถ้าถ่านอยู่ภายในเนินฝังศพอายุ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนเองก็ใช้กัญชาเป็นยามานานหลายพันปี

2. ข้อมูล ณ ปี 2015 พบว่า 23 รัฐของสหรัฐฯ และดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย กัญชาสามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์เป็นบางกรณีอย่างถูกกฎหมาย และชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนให้การเสพกัญชาเพื่อการหย่อนใจเป็นสิ่งถูกกฎหมาย (สถานะทางกฎหมายของกัญชาแตกต่างกันไปในรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ) โดยปัจจุบันมีจำนวน 9 รัฐที่สามารถสูบกัญชาเพื่อการหย่อนใจได้ โดยไม่ต้องมีเหตุผลทางการแพทย์ ได้แก่ รัฐอะแลสกา, แคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, เมน, แมสซาชูเซตส์, เนวาดา, ออริกอน, วอชิงตัน และวอชิงตัน ดี.ซี.

กัญชา
ฟิลลิป เฮก หัวหน้านักพืชสวนของบริษัทไมนด์ฟูล (Mindful) ผู้ผลิตกัญชาในเดนเวอร์ดมกลิ่นรากกัญชาต้นหนึ่งเพื่อตรวจสอบสุขภาพ เขาปลูกกัญชามาเกือบทั้งชีวิตและเดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาสายพันธุ์กัญชาต่างๆ เฮกสนใจการพัฒนาสายพันธุ์กัญชาใหม่ๆ ซึ่งจะเพิ่มความเข้มข้นของสารประกอบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ “กัญชาพูดกับผมครับ” เขาบอก

3. หลายประเทศกำลังทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา เช่น ในอุรุกวัยมีการลงคะแนนเสียงให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ขณะที่ในอิสราเอล แคนาดา และเนเธอร์แลนด์มีโครงการใช้กัญชาในทางการแพทย์ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศยังออกฎหมายอนุญาตให้ครอบครองกัญชาได้

4. การสูบหรือเสพกัญชาอาจทำให้คนหัวเราะโดยไม่มีสาเหตุชั่วขณะ หลงลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวินาทีก่อน และอยากกินขนมขบเคี้ยว (รวมทั้งของหวาน) แม้ว่ายังไม่เคยมีรายงานการเสียชีวิตจากการเสพเกินขนาด แต่กัญชาโดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ออกฤทธิ์แรงในปัจจุบัน ยังถือเป็นยาแรงและในบางกรณีอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน (เช่น ก่อให้เกิดอันตรายเกี่ยวเนื่องจากอุบัติเหตุ เป็นต้น)

5. แต่ในทางกลับกัน กัญชาอาจเป็นเหมือนยาบรรเทาความเจ็บปวด ช่วยให้นอนหลับ กระตุ้นความอยากอาหาร อีกทั้งช่วยทุเลาเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เชื่อกันว่า กัญชายังมีสรรพคุณอีกหลายอย่าง เช่น เป็นยาระงับปวด แก้อาเจียน ขยายหลอดลม และแก้อักเสบ

กัญชา
ที่สถานจ่ายกัญชาโนโฮส์ฟายเนสต์ในลอสแอนเจลิส ดามาริส ดิแอซ ตรวจสอบกลิ่นและความเหนียวของผลิตภัณฑ์ การผสมข้ามพันธุ์ทำให้เกิดสายพันธุ์ลูกผสมทรงพลังซึ่งมีสารทีเอชซีที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทปริมาณสูงกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมาก เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขพากันวิตกกังวลเพราะมีหลักฐานที่แสดงว่า การสูบกัญชาสายพันธุ์ที่มีทีเอชซีสูงเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง

6. ราฟาเอล เมคูลัม นักเคมีอินทรีย์ชาวอิสราเอล เป็นผู้นำในการศึกษาสารออกฤทธิ์ในกัญชาในทศวรรษ 1960 จนนำไปสู่การค้นพบสิ่งที่โลกรู้จักดีในปัจจุบันคือ สารออกฤทธิ์หลักในกัญชาที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ เป็นสิ่งที่ทำให้ใครต่อใครเคลิบเคลิ้ม นั่นคือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือ ทีเอชซี (Tetrahydrocannabinol: THC) และยังเผยโครงสร้างทางเคมีของแคนนาบิไดออลหรือซีบีดี (Cannabidiol: CBD) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างในกัญชาซึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพย์ได้หลายอย่างโดยไม่มีผลทางจิตประสาทต่อมนุษย์ งานของเมคูลัม (ปัจจุบันอยู่ในวัยใกล้ 90) กระตุ้นให้เกิดการศึกษากัญชาทั่วโลก

7. อิสราเอลเป็นประเทศที่ก้าวหน้าเรื่องการศึกษากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ผู้ป่วยมากกว่า 20,000 รายได้รับใบอนุญาตใช้กัญชาเพื่อการรักษาภาวะบางอย่าง เช่น ต้อหิน โรคโครห์น (Crohn’s disease) หรือลำไส้เล็กอุดตันบางส่วน การอักเสบ อาการเบื่ออาหาร และโรคหืด เป็นต้น

8. แม้จะมีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่เมคูลัมไม่สู้จะเห็นด้วยกับการทำให้การเสพกัญชาเพื่อการหย่อนใจกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เขาไม่คิดว่าคนที่มีกัญชาในครอบครองควรติดคุก แต่ก็ยืนยันว่า กัญชา “ไม่ใช่สารที่ไร้อันตราย” โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว สิ่งที่เมคูลัมอยากเห็นคือ การเสพกัญชาเพื่อการหย่อนใจยอมหลีกทางให้กับการใช้กัญชาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในทางการแพทย์ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง “ตอนนี้คนที่ใช้กัญชายังไม่รู้ว่า พวกเขาได้รับสารอะไรเข้าไปบ้าง ถ้าจะให้การใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้ผลอย่างที่ต้องการ เราต้องกำหนดปริมาณที่เหมาะสม ถ้าคุณวัดไม่ได้ ก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ครับ”

คิม คลาร์ก บอกว่า นํ้ามันซีบีดีใช้รักษาอาการชักของเคเดน ลูกชายวัย 11 ปีของเธอได้

9. กัญชากับมะเร็ง: เราอาจเคยได้ยินมาบ้างว่า กัญชาสามารถนำมาใช้บำบัดอาการของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในการบรรเทาผลข้างเคียงรุนแรงบางอย่างจากการทำเคมีบำบัด เป็นที่แน่ชัดว่า กัญชาช่วยขจัดอาการคลื่นไส้ กระตุ้นความอยากอาหาร บรรเทาความเจ็บปวดและช่วยให้นอนหลับ แต่การบรรเทาอาการหรือผลข้างเคียงเหล่านั้นอาจเป็นคนละเรื่องกับการรักษามะเร็ง ให้หาย ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทดลองทั้งในสัตว์ทดลอง (งานวิจัยชิ้นหนึ่งในสเปนใช้สารทีเอชซีกับหนูทดลองที่ได้รับการฉีดเซลล์มะเร็งในสมองมนุษย์) และในมนุษย์ (การทดลองทางคลินิกรุ่นบุกเบิกเกิดขึ้นในอังกฤษ)

10. นักพันธุศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคโลราโดโบลเดอร์ทำการศึกษาต้นกัญชงซึ่งมีระดับทีเอชซีต่ำมาก “กัญชงให้เส้นใยคุณภาพยอดเยี่ยมชนิดพืชอื่นเทียบไม่ติด เป็นพืชที่ให้มวลชีวภาพสูงมากซึ่งทำให้ดินอุดมสมบูรณ์และไม่ต้องการการดูแลเท่าไรนัก” ทว่าแม้แต่ในสหรัฐฯ การปลูกกัญชงในหลายพื้นที่ก็ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งที่นักวิจัยกำลังทำอยู่ที่นี่คือ การศึกษาดีเอ็นเอของกัญชา เมื่อแผนที่จีโนมกัญชาเสร็จสมบูรณ์ แผนที่ดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น การปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณสารประกอบหายากบางชนิดที่มีคุณสมบัติทางการแพทย์

*เรียบเรียงจากสารคดี สรรพคุณกัญชาแรงฤทธิ์ ตีพิมพ์ในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มิถุนายน 2558

ออร์ริน เดวินสกี ประสาทแพทย์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ยังกังขาในเรื่องนี้ เขาศึกษาทางคลินิกเพื่อเปรียบเทียบกัญชากับยาหลอกในการรักษาอาการชักแบบต่างๆ และบอกว่า “ศักยภาพของกัญชามีอยู่จริงครับ แต่เราต้องการข้อมูลที่น่าเชื่อถืออย่างเร่งด่วน”

อ่านเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความดีกับความชั่ว

คีห์ล นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก พบความผิดปกติที่โดดเด่นในสมองของพวกจิตใจอันธพาล เขาทำการสแกนสมองของนักโทษกว่า 4,000 คน เพื่อวัดกิจกรรมในสมองและขนาดของสมองในบริเวณต่างๆ เขากล่าวว่า พวกจิตใจอันธพาลมีความบกพร่องในการเชื่อมต่อของโครงสร้างต่างๆภายในสมองซึ่งช่วยในการประมวลผลด้านอารมณ์ ตัดสินใจ ควบคุมแรงกระตุ้น และตั้งเป้าหมาย

เรื่องแนะนำ

สำรวจความสุข : ผู้ลี้ภัย

จินตนาการว่าคุณต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อความปลอดภัยมาอาศัยอยู่ยังประเทศใหม่ที่แตกต่าง อะไรจะยังคงเป็นความสุขในชีวิต?

รายากับมังกรตัวสุดท้าย : ดิสนีย์นำเสนอความเป็นอาเซียนในแอนิเมชันอย่างไร

เป็นครั้งแรกที่ดิสนีย์ได้นำเสนอเรื่องราวของตัวละครเจ้าหญิงจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่าน รายา กับมังกรตัวสุดท้าย ทว่า ภาพยนตร์เรื่องสามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมจากภูมิภาคนี้ได้ดีเพียงใด เรื่องราวในดินแดนจินตนาการ การต่อสู้ฝ่าฝันอุปสรรคของตัวละครเอก เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนาในจิตใจ คือสูตรสำเร็จในการเล่าเรื่องของภาพยนตร์จากดิสนีย์หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน บ่อยครั้งเช่นเดียวกันที่ดินแดนในจินตนาการเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาจากภูมิภาคหรือประเทศที่ใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงอย่าง ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้  (Moana) ที่เชื่อว่านำมาต้นแบบมาจากประเทศแถบหมู่เกาะในเขตโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก อะลาดิน จากภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือมู่หลาน ที่เชื่อว่าเป็นวีรสตรีต้นแบบจากประเทศจีนยุคโบราณ และหลังจากในรอบ 90 ปี การก่อตั้งสตูดิโอ ดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่นำฉากหลังจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง  รายากับมังกรตัวสุดท้าย (Raya and the Last Dragon)  ที่ทางทีมผู้สร้างกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เดินทางไปในภูมิภาคดังกล่าว รายากับมังกรตัวสุดท้าย เล่าเรื่องถึงนครสมมติที่ชื่อว่า คูมันตรา ที่ครั้งหนึ่งเป็นนครที่ทั้งมนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันเมื่อ 500 ปีก่อน โดยมังกรเป็นผู้ดูแลและดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์บนโลก จนกระทั่งมีปีศาจที่ชื่อว่า ‘ดรูน’ ที่มีลักษณะคล้ายหมอกควันเข้ามาทำร้ายมนุษย์ ทำให้เผ่าพันธุ์มังกรต้องเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องมนุษย์และโลกใบนี้ไว้ ทิ้งไว้เพียงอัญมณีมังกร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งพลังจากมังกรที่คอยปกปักโลกนี้เอาไว้เบื้องหลัง แต่ตามตำนาน ยังมีมังกรตัวสุดท้ายที่ชื่อว่า ซิซู ที่ยังคงหลับใหลและซ่อนตัวอยู่หลังจากเหตุการณ์เสียสละของเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น ทว่าหลังจากนั้น ผู้คนในนครคูมันตราเกิดความขัดแย้งจนต้องแตกตัวเองออกเป็น 5 เผ่าใหญ่ และมีการแย่งชิงอัญมณีดังกล่าวซึ่งถูกเก็บรักษาไว้โดยเจ้าเมืองเบญจา เจ้าเมืองผู้มีความฝันว่าต้องการรวมผู้คนจาก 5 […]

ชีวิตเริ่มต้นที่วัย 9 ขวบ

เรื่อง อีฟ โคแนนต์ ภาพถ่าย โรบิน แฮมมอนด์ หากต้องการคำตอบตรงไปตรงมาว่า เพศสภาพกำหนดชะตาชีวิตของเราอย่างไร ลองไปถามจากปากเด็กเก้าขวบทั่วโลก เมื่ออายุเก้าขวบ เด็กชายหญิงตั้งแต่จีนถึงแคนาดา  และเคนยาถึงบราซิล บรรยายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับอาชีพในอนาคต ขณะที่เด็กผู้ชายไม่เห็นว่าเพศเป็นอุปสรรค แต่เด็กผู้หญิงมากมายกลับไม่คิดเช่นนั้น ณ ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้าสู่วัยรุ่น เด็กเก้าขวบสามารถประเมินโอกาสของตนเอง และข้อจำกัดที่เพศสภาพมีต่อพวกเขาและเธอได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อเข้าใจมุมมองของเด็กๆ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตระเวนไปยังบ้าน 80 หลังในสี่ทวีป เราถามเด็กวัยเก้าขวบด้วยคำถามชุดเดียวกัน คำตอบนั้นตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม หลายคนยอมรับทันทีว่า การทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน และบทบาทที่ถูกคาดหวัง อาจเป็นเรื่องยากลำบาก เหนื่อยหน่าย สับสน และอ้างว้าง แต่อีกหลายคนไปได้สวยเมื่อพวกเขาทลายกำแพงทางเพศลงได้ การเป็นเด็กผู้หญิงมีอะไรดีที่สุด เอเวอรี แจ็กสัน ปัดปอยผมทำไฮไลต์สีรุ้งและครุ่นคิดกับคำถาม “การเป็นเด็กผู้หญิงดีหมดทุกอย่างเลยค่ะ!” แล้วอะไรเลวร้ายที่สุดในการเป็นเด็กผู้หญิง “ก็เรื่องที่พวกเด็กผู้ชายชอบพูดว่า ‘นั่นไม่ใช่เรื่องของเด็กผู้หญิง เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายต่างหาก’ ” เอเวอรีใช้เวลาสี่ปีแรกของชีวิตเป็นเด็กผู้ชาย และไม่มีความสุข ความที่ใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงข้ามเพศอย่างเปิดเผย  มาตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบัน เด็กน้อยชาวแคนซัสซิตีโดยกำเนิดคนนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงอภิปรายที่ขยายวงกว้างขึ้นเกี่ยวกับบทบาทและสิทธิทางเพศ ซันนี โภเป เด็กชายวัยเก้าขวบที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆใกล้นครมุมไบ […]

บำบัดด้วยเขาควาย

ภาพที่เห็นอยู่นี้ ชายคนดังกล่าวไม่ได้กำลังแต่งตัวเตรียมไปงานปาร์ตี้ไดโนเสาร์แต่อย่างใด นี่คือการบำบัดโรคด้วยวิธีการครอบแก้ว เช่นเดียวกับแพทย์แผนจีนเทคนิคการครอบแก้วนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี โดย ใช้ความร้อนขับไล่อากาศภายในถ้วยออกจนเกิดสูญญากาศขึ้น และรีบวางบริเวณจุดเส้นลมปราณบนร่างกาย ถ้วยแก้วจะดูดกล้ามเนื้อขึ้นเพื่อกระตุ้นเลือดลมบริเวณตำแหน่งที่ถูกครอบ โดยการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณนั้น จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียออกมา และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ในอินโดนีเซียไม่ได้ใช้ถ้วยแก้ว แต่พวกเขาใช้เขาของควายน้ำแทน นั่นทำให้ภาพที่ออกมาดูเหมือนว่าชายคนนี้กำลังมีเขางอกออกมาจากลำตัวมากมาย แม้แต่นักกีฬาโอลิมปิกเองก็ใช้วิธีนี้ในการรักษาสุขภาพ อย่างไรก็ตามมีรายงานทางวิทยาศาสตร์เพียงเล็กน้อยที่กล่าวถึงข้อดีของการบำบัดด้วยวิธีนี้   อ่านเพิ่มเติม : กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?, มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก