กัญชา : ความจริงที่คุณต้องรู้ - National Geographic Thailand

กัญชา : ความจริงที่คุณต้องรู้

 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ กัญชา

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ประเทศไทยได้ถอดพืช กัญชา -กัญชง จากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 และให้ทุกบ้านปลูกได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ให้เป็นการใช้เพื่อการแพทย์และการดูแลสุขภาพเท่านั้น

แม้ กัญชา ยังถือเป็นพืชเสพติดในหลายประเทศทั่วโลก แต่การนำกัญชาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เรามีเกร็ดความรู้ว่าด้วยกัญชามาฝากกัน

กัญชา
ลิลี โรว์แลนด์ รับนํ้ามันที่สกัดจากแคนนา-บิไดออล (ซีบีดี) เป็นหลัก สารนี้ได้จากกัญชาและไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท หนูน้อยเคยทรมานจากอาการลมชักนับร้อยๆ ครั้งทุกวันครอบครัวของลิลีตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่รัฐโคโลราโดซึ่งพลเมืองออกเสียงประชามติให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายเมื่อปี 2012 เพื่อที่เธอจะได้รับยาทุกวัน ยานี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน แต่ทุกวันนี้ ลิลีวัยเก้าขวบแทบไม่มีอาการชักอีกเลย

1. ในไซบีเรียมีผู้พบเมล็ดกัญชาที่ไหม้เป็นเถ้าถ่านอยู่ภายในเนินฝังศพอายุ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนเองก็ใช้กัญชาเป็นยามานานหลายพันปี

2. ข้อมูล ณ ปี 2015 พบว่า 23 รัฐของสหรัฐฯ และดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย กัญชาสามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์เป็นบางกรณีอย่างถูกกฎหมาย และชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนให้การเสพกัญชาเพื่อการหย่อนใจเป็นสิ่งถูกกฎหมาย (สถานะทางกฎหมายของกัญชาแตกต่างกันไปในรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ) โดยปัจจุบันมีจำนวน 9 รัฐที่สามารถสูบกัญชาเพื่อการหย่อนใจได้ โดยไม่ต้องมีเหตุผลทางการแพทย์ ได้แก่ รัฐอะแลสกา, แคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, เมน, แมสซาชูเซตส์, เนวาดา, ออริกอน, วอชิงตัน และวอชิงตัน ดี.ซี.

กัญชา
ฟิลลิป เฮก หัวหน้านักพืชสวนของบริษัทไมนด์ฟูล (Mindful) ผู้ผลิตกัญชาในเดนเวอร์ดมกลิ่นรากกัญชาต้นหนึ่งเพื่อตรวจสอบสุขภาพ เขาปลูกกัญชามาเกือบทั้งชีวิตและเดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาสายพันธุ์กัญชาต่างๆ เฮกสนใจการพัฒนาสายพันธุ์กัญชาใหม่ๆ ซึ่งจะเพิ่มความเข้มข้นของสารประกอบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ “กัญชาพูดกับผมครับ” เขาบอก

3. หลายประเทศกำลังทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา เช่น ในอุรุกวัยมีการลงคะแนนเสียงให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ขณะที่ในอิสราเอล แคนาดา และเนเธอร์แลนด์มีโครงการใช้กัญชาในทางการแพทย์ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศยังออกฎหมายอนุญาตให้ครอบครองกัญชาได้

4. การสูบหรือเสพกัญชาอาจทำให้คนหัวเราะโดยไม่มีสาเหตุชั่วขณะ หลงลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวินาทีก่อน และอยากกินขนมขบเคี้ยว (รวมทั้งของหวาน) แม้ว่ายังไม่เคยมีรายงานการเสียชีวิตจากการเสพเกินขนาด แต่กัญชาโดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ออกฤทธิ์แรงในปัจจุบัน ยังถือเป็นยาแรงและในบางกรณีอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน (เช่น ก่อให้เกิดอันตรายเกี่ยวเนื่องจากอุบัติเหตุ เป็นต้น)

5. แต่ในทางกลับกัน กัญชาอาจเป็นเหมือนยาบรรเทาความเจ็บปวด ช่วยให้นอนหลับ กระตุ้นความอยากอาหาร อีกทั้งช่วยทุเลาเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เชื่อกันว่า กัญชายังมีสรรพคุณอีกหลายอย่าง เช่น เป็นยาระงับปวด แก้อาเจียน ขยายหลอดลม และแก้อักเสบ

กัญชา
ที่สถานจ่ายกัญชาโนโฮส์ฟายเนสต์ในลอสแอนเจลิส ดามาริส ดิแอซ ตรวจสอบกลิ่นและความเหนียวของผลิตภัณฑ์ การผสมข้ามพันธุ์ทำให้เกิดสายพันธุ์ลูกผสมทรงพลังซึ่งมีสารทีเอชซีที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทปริมาณสูงกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมาก เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขพากันวิตกกังวลเพราะมีหลักฐานที่แสดงว่า การสูบกัญชาสายพันธุ์ที่มีทีเอชซีสูงเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง

6. ราฟาเอล เมคูลัม นักเคมีอินทรีย์ชาวอิสราเอล เป็นผู้นำในการศึกษาสารออกฤทธิ์ในกัญชาในทศวรรษ 1960 จนนำไปสู่การค้นพบสิ่งที่โลกรู้จักดีในปัจจุบันคือ สารออกฤทธิ์หลักในกัญชาที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ เป็นสิ่งที่ทำให้ใครต่อใครเคลิบเคลิ้ม นั่นคือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือ ทีเอชซี (Tetrahydrocannabinol: THC) และยังเผยโครงสร้างทางเคมีของแคนนาบิไดออลหรือซีบีดี (Cannabidiol: CBD) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างในกัญชาซึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพย์ได้หลายอย่างโดยไม่มีผลทางจิตประสาทต่อมนุษย์ งานของเมคูลัม (ปัจจุบันอยู่ในวัยใกล้ 90) กระตุ้นให้เกิดการศึกษากัญชาทั่วโลก

7. อิสราเอลเป็นประเทศที่ก้าวหน้าเรื่องการศึกษากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ผู้ป่วยมากกว่า 20,000 รายได้รับใบอนุญาตใช้กัญชาเพื่อการรักษาภาวะบางอย่าง เช่น ต้อหิน โรคโครห์น (Crohn’s disease) หรือลำไส้เล็กอุดตันบางส่วน การอักเสบ อาการเบื่ออาหาร และโรคหืด เป็นต้น

8. แม้จะมีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่เมคูลัมไม่สู้จะเห็นด้วยกับการทำให้การเสพกัญชาเพื่อการหย่อนใจกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เขาไม่คิดว่าคนที่มีกัญชาในครอบครองควรติดคุก แต่ก็ยืนยันว่า กัญชา “ไม่ใช่สารที่ไร้อันตราย” โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว สิ่งที่เมคูลัมอยากเห็นคือ การเสพกัญชาเพื่อการหย่อนใจยอมหลีกทางให้กับการใช้กัญชาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในทางการแพทย์ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง “ตอนนี้คนที่ใช้กัญชายังไม่รู้ว่า พวกเขาได้รับสารอะไรเข้าไปบ้าง ถ้าจะให้การใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้ผลอย่างที่ต้องการ เราต้องกำหนดปริมาณที่เหมาะสม ถ้าคุณวัดไม่ได้ ก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ครับ”

คิม คลาร์ก บอกว่า นํ้ามันซีบีดีใช้รักษาอาการชักของเคเดน ลูกชายวัย 11 ปีของเธอได้

9. กัญชากับมะเร็ง: เราอาจเคยได้ยินมาบ้างว่า กัญชาสามารถนำมาใช้บำบัดอาการของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในการบรรเทาผลข้างเคียงรุนแรงบางอย่างจากการทำเคมีบำบัด เป็นที่แน่ชัดว่า กัญชาช่วยขจัดอาการคลื่นไส้ กระตุ้นความอยากอาหาร บรรเทาความเจ็บปวดและช่วยให้นอนหลับ แต่การบรรเทาอาการหรือผลข้างเคียงเหล่านั้นอาจเป็นคนละเรื่องกับการรักษามะเร็ง ให้หาย ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทดลองทั้งในสัตว์ทดลอง (งานวิจัยชิ้นหนึ่งในสเปนใช้สารทีเอชซีกับหนูทดลองที่ได้รับการฉีดเซลล์มะเร็งในสมองมนุษย์) และในมนุษย์ (การทดลองทางคลินิกรุ่นบุกเบิกเกิดขึ้นในอังกฤษ)

10. นักพันธุศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคโลราโดโบลเดอร์ทำการศึกษาต้นกัญชงซึ่งมีระดับทีเอชซีต่ำมาก “กัญชงให้เส้นใยคุณภาพยอดเยี่ยมชนิดพืชอื่นเทียบไม่ติด เป็นพืชที่ให้มวลชีวภาพสูงมากซึ่งทำให้ดินอุดมสมบูรณ์และไม่ต้องการการดูแลเท่าไรนัก” ทว่าแม้แต่ในสหรัฐฯ การปลูกกัญชงในหลายพื้นที่ก็ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งที่นักวิจัยกำลังทำอยู่ที่นี่คือ การศึกษาดีเอ็นเอของกัญชา เมื่อแผนที่จีโนมกัญชาเสร็จสมบูรณ์ แผนที่ดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น การปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณสารประกอบหายากบางชนิดที่มีคุณสมบัติทางการแพทย์

*เรียบเรียงจากสารคดี สรรพคุณกัญชาแรงฤทธิ์ ตีพิมพ์ในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มิถุนายน 2558

ออร์ริน เดวินสกี ประสาทแพทย์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ยังกังขาในเรื่องนี้ เขาศึกษาทางคลินิกเพื่อเปรียบเทียบกัญชากับยาหลอกในการรักษาอาการชักแบบต่างๆ และบอกว่า “ศักยภาพของกัญชามีอยู่จริงครับ แต่เราต้องการข้อมูลที่น่าเชื่อถืออย่างเร่งด่วน”

อ่านเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความดีกับความชั่ว

คีห์ล นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก พบความผิดปกติที่โดดเด่นในสมองของพวกจิตใจอันธพาล เขาทำการสแกนสมองของนักโทษกว่า 4,000 คน เพื่อวัดกิจกรรมในสมองและขนาดของสมองในบริเวณต่างๆ เขากล่าวว่า พวกจิตใจอันธพาลมีความบกพร่องในการเชื่อมต่อของโครงสร้างต่างๆภายในสมองซึ่งช่วยในการประมวลผลด้านอารมณ์ ตัดสินใจ ควบคุมแรงกระตุ้น และตั้งเป้าหมาย

เรื่องแนะนำ

ชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองโมซูล

ชมชุดภาพถ่ายจาก เฟลิเป้ ดานา ช่างภาพจากสำนักข่าวเอพี ผู้เสี่ยงชีวิตเข้าไปในเมืองโมซูลของอิรัก เพื่อถ่ายทอดซากชีวิตของชาวเมืองที่ถูกทำลายอย่างย่อยยับจากการก่อการร้าย

เด็กหญิงในร่างเด็กชาย พบได้ที่อัฟกานิสถาน

ในวัฒนธรรมของหลายประเทศ เด็กผู้ชายมีค่ามากกว่าเด็กผู้หญิง เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ ทั้งเธอและสามีจะคาดหวังว่าลูกคนใหม่จะต้องเป็นเด็กผู้ชาย

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

แผนที่แห่งความสุข

อะไรทำให้คุณมีความสุข แล้วผู้คนจากชาติไหนที่มีความสุขที่สุด ลองชมข้อมูลแผนที่ความสุขที่จัดทำขึ้นโดย มานูเอล กานาเลส และทีโอดอร์ เอ. ซิกลีย์ เชลลีย์ สเปอร์รี แผนที่ดังกล่าวถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ภาษาไทย ฉบับเดือนพฤศจิกายน ที่ว่าด้วยการสำรวจความสุขของผู้คนจากประเทศต่างๆ ใบหน้ายิ้มเหล่านี้แสดงออกซึ่งปริมาณของความสุขในชีวิตประจำวันของผู้คนที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศตั้งแต่ 1 – 100 โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ผู้คนที่เข้ารับการสำรวจจะได้รับคำถามห้าข้อเพื่อระบุว่าพวกเขามีความสุขหรือไม่ในขณะนั้น เช่น วันนี้ได้หัวเราะไหม ส่วนเฉดสีเหลืองที่แสดงออกมานั้นหมายถึงอัตราร้อยละที่ถือว่ามีความสุข หรือสุขภาวะทางกาย ผู้คนจะถูกถามถึงสุขภาพ และข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นระดับคะแนนไล่จาก “ทุกข์” ไปถึง “สุข” ตามเฉดสี ทั้งนี้ในแผนที่ดังกล่าวไม่มีข้อมูลของทุกประเทศ มีเพียงแค่ข้อมูลจากประเทศที่ได้รับการสำรวจเท่านั้น สามารถชมแบบขยายขนาดใหญ่ได้ ที่นี่     อ่านเพิ่มเติม : ความลับของดินแดนแห่งความสุข, 9 วิธีที่ช่วยให้คุณมีความสุขในทุกวันของชีวิต