"เนยโฮมเมด"ที่มีอายุครึ่งศตวรรษ - National Geographic Thailand

เนยโฮมเมดที่มีอายุครึ่งศตวรรษ

“เนยโฮมเมด”ที่มีอายุครึ่งศตวรรษ

Baqar Taihan กำลังขุดบางอย่างที่กินได้ออกมาจากใต้ดิน

ในเมืองกาเนช ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมเชิงเทือกเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของปากีสถาน Taihan กำลังขุดเอาบางสิ่งที่มีค่าไม่ต่างจากทองคำ มันคือเนยโฮมเมดที่ทำมาจากนมของวัวและจามรี ห่อหุ้มด้วยเปลือกไม้เบิร์ช และบรรจุใส่กล่องฝังไว้ยังใต้ดินของจัตุรัสกลางเมืองเป็นเวลานานหลายปี โดยที่เนยบางก้อนนั้นมีอายุมากกว่า Taihan เองที่อยู่ในวัยกลางคนเสียอีก

“ปู่ย่าของเราฝังเนยเหล่านี้นานเป็นร้อยปี” Taihan นักกิจกรรมท้องถิ่นและนักประวัติศาสตร์มือสมัครเล่นของชุมชนกล่าว “ทุกวันนี้เนยที่เก่าแก่ที่สุดที่ผมรู้จักมีอายุประมาณ 40 – 50 ปี”

เนยโฮมเมด
เนยถูกห่อด้วยเปลือกไม้เบิร์ช ก่อนจะนำไปฝังลงใต้ดินเป็นเวลาหลายสิบปี

(วัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ไม่ได้รวมถึงแค่กระบวนการหมักเท่านั้น มาชมวิธีการปรุงซุปแบบคนโบราณ)

Maltash คือชื่อเรียกของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ทำจากนมสัตว์ อาหารขึ้นชื่อของชาวฮันซา ที่อาศัยอยู่ในเมืองกาเนช สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแยกตัวเป็นอิสระจากปากีสถานในปี 1974 เนย Maltash จะได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีหลายปีใต้พื้นดินบนที่ราบสูง ภูมิภาคแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของเกษตรกรผู้เสี้ยงสัตว์และปลูกเอพริคอตมานานหลายร้อยปี พวกเขานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และยังคงรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่ไว้ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำไวน์หรือองค์ความรู้เชมัน (คนทรงเจ้าที่มีความสามารถติดต่อกับวิญญาณได้) แตกต่างจากอาหารที่อุดมไปด้วยเครื่องเทศรสจัดจ้านเหมือนชาวเอเชียใต้ อาหารของพวกเขารสชาติเบาและประกอบด้วยธัญพืชเสียเป็นส่วนใหญ่ ผักที่ปรุงเกือบสุก ผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม ที่ว่ากันว่าอาหารเหล่านี้ช่วยให้ชาวฮันซามีอายุยืนยาว

“เนยที่ผลิตจากหุบเขานี้ เป็นเนยที่มีกลิ่นแรงที่สุด” ข้อเขียนจาก E.F. Knight เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษ จากยุคล่าอาณานิคม ผู้มีประสบการณ์กับอาหารท้องถิ่นนี้ในปี 1892 “ยิ่งเก็บไว้นานมากเท่าไหร่ เนยก็จะยิ่งมีรสชาติดีมากเท่านั้น พวกเขาฝังเนยไว้ใต้ดิน และกว่าจะได้ใช้มันก็คือในคนรุ่นถัดไป ช่วงอายุหนึ่งร้อยปีคืออายุมาตรฐานสำหรับชาวฮันซา พวกเขาชื่นชอบเนยเก่าๆ นี้มาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาคงมองว่าเราเป็นดั่งคนเถื่อนเมื่อเทียบกับวัฒนธรรมที่พวกเขามี”

เนยโฮมเมด
เมืองกาเนชตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหม บนเชิงเขาการาโกรัม ทางตอนเหนือของปากีสถาน

(มาดูกรรมวิธีการผลิตช็อกโกแลตแบบโบราณ สไตล์กัวเตมาลา)

สำหรับกลิ่นฉุนของเนยอันเป็นเอกลักษณ์นี้เกิดขึ้นจากกระบวนการหมักอันยาวนานจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในเนยซึ่งเติบโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ความเย็นของพื้นดินเชิงหุบเขาช่วยถนอมอาหารเอาไว้ วัฒนธรรมการถนอมนมทำนองนี้พบได้ในหลากหลายชนชาติทั่วโลก ชาวโมร็อกโกเองมีกรรมวิธีการผลิตเนยครีมเนื้อนุ่มที่เรียกว่า smen ในไอร์แลนด์มี bog butter หรือเนยในหนองน้ำ ภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนที่ใช้อุณหภูมิและความเป็นกรดของพื้นดินใต้หนองน้ำช่วยถนอมอาหารเอาไว้ โดยเนยลักษณะดังกล่าวที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุมากถึง 5,000 ปี ในยุโรปการฝังเนยขนาดใหญ่ลงดินสิ้นสุดลงในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่สำหรับชาวฮันซายังคงมีเนยอีกนับพันที่เก็บสะสมไว้ใต้ดิน รอวันที่จะขุดมันขึ้นมากินกับขนมปัง

“ราว 10 – 12 ครอบครัวที่ฝังเนยไว้ที่นี่” Taihan กล่าว พร้อมชี้ให้เห็นลานฝังบริเวณบ้านหลังเก่าแก่ของเขา ลึกลงไปใต้ดินเย็นๆ ราวสองฟุตมีอาหารซุกซ่อนอยู่ เนยที่แต่ละครอบครัวฝังไว้มีอายุตั้งแต่ 10 – 50 ปี และถูกทำสัญลักษณ์ไว้ด้วยเศษผ้าสีสัน “มันไม่ใช่อาหารที่เรากินกันเป็นประจำ” เขากล่าวเสริม “มันคืออาหารในวาระพิเศษ เราจะกินในโอกาสสำคัญเช่น งานแต่งงาน”

ตัวเขาหยิบเอาเนยอายุสิบปีขึ้นมา มันแข็งกระด้างและมีรสเปรี้ยว

เรื่องและภาพ พอล ซาโลเพก

เนยโฮมเมด
อาหารเช้าตามวัฒนธรรมของชาวฮันซา ขนมปังทำเองและเนย สำหรับเนยที่เห็นในภาพนี้เป็นเนยทำสดไม่ผ่านการหมัก

 

อ่านเพิ่มเติม : ผจญภัยไปบนเส้นทางสายไหม

ผจญภัยไปบนเส้นทางสายไหม

 

ติดตามข้อมูลดีๆที่เพจ NationalGeographicThailand

เรื่องแนะนำ

กล้วยกินได้ทั้งเปลือกจะช่วยโลกได้ไหม?

คนญี่ปุ่นชื่นชอบการกินผลไม้เอามาก และล่าสุดตลาดผลไม้ราคาแพงในญี่ปุ่นก็มีสมาชิกเพิ่มนั่นคือกล้วยกินได้ทั้งเปลือก! ว่าแต่มันมีประโยชน์อันใดกันถึงเพาะพันธุ์เปลือกกล้วยกินได้ขึ้นมา?

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งเสี่ยงต่อเหตุร้ายแบบเดียวกับ นอเทรอดาม

นักดับเพลิงดับไฟที่กำลังลุกไหม้ในวิหารนอเทรอดาม ในปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2019 ภาพถ่ายโดย BENOIT TESSIER, REUTERS บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สถานที่ทางวัฒนธรรมหลายร้อยแห่งอันเป็นที่รักทั่วโลก ไม่เคยเตรียมรับมือกับเหตุเพลิงไหม้และอุบัติเหตุอย่างเดียวกับที่ นอเทรอดาม ประสบ ในขณะที่อาสนวิหารชื่อดังที่สุดของฝรั่งเศสเกิดไฟไหม้ ผู้คนรอบโลกนิ่งตะลึงด้วยความสะเทือนขวัญต่อภาพเพลิงไหม้ครั้งหายนะ ขณะนี้ ทุกคนโล่งอกหลังรู้ว่าว่าบรรดานักดับเพลิงสามารถรักษาส่วนใหญ่ของ นอเทรอดาม เอาไว้ได้ไม่น้อย แต่เพลิงครั้งนี้ได้จุดประกายการถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนาน ถึงวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องแหล่งมรดกวัฒนธรรม ที่มักขาดการป้องกันจากหายนะหลายประเภท “แหล่งมรดกโลกหลายแห่งไม่มีนโยบาย แผน หรือกระบวนการเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ” เอกสารของ UNESCO กล่าว “สิ่งนี้ทำให้แหล่งทางมรดกหลายร้อยแห่งเผชิญกับความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก” ภัยพิบัติเหล่านั้น ซึ่งมีตั้งแต่เพลิงไหม้และน้ำท่วม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความขัดแย้ง ได้ทำลายสมบัติทางวัฒนธรรมหลายแห่งของโลกในช่วงหลายปีมานี้ เมื่อปีที่แล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของบราซิลถูกเพลิงไหม้จนวอดวาย และส่งผลให้วัตถุต่างๆ เช่นโบราณวัตถุด้านอิยิปต์วิทยา (Egyptology) ซึ่งถูกรวบรวมไว้ และบันทึกเสียงภาษาพื้นเมืองที่สาบสูญไปแล้ว กลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อปี 2016 กองกำลังรัฐอิสลามได้ทำลายประตู Mashki และ Adad ในโบราณสถานในบริเวณนิเนเวห์ (Nineveh) ในอิรัก และเมื่อปี 2015 […]

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]