- นักท่องเที่ยวจีนกำลังกลับมาทำให้ประเทศไทยคึกคักอีกครั้ง และการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตามฤดูกาล แต่เป็นการฟื้นตัวระยะยาวของการท่องเที่ยวไทยของชาวจีน
- ปัจจุบันลักษณะการท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไปจากกรุ๊ปทัวร์สู่ครอบครัว และไทยมีโอกาสกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของชนชั้นกลางจีน
- นี่คือจังหวะทองของไทย ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนเกมท่องเที่ยวเอเชีย ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่น ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายสำคัญ พร้อมแรงหนุนเศรษฐกิจในประเทศ
ท่ามกลางความขมุกขมัวไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย ต้นปี 2569 ดูเหมือนทิศทางการท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มดีขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะปัจจัยจากเทศกาลตรุษจีนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 2569 พบว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 5,067,847 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายประมาณ 250,590 ล้านบาท
ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทย ได้แก่
- จีน 770,427 คน
- มาเลเซีย 461,742 คน
- รัสเซีย 396,808 คน
- อินเดีย 333,845 คน
- เกาหลีใต้ 249,305 คน
ทั้งนี้ตลาดเอเชียยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการท่องเที่ยวไทย สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางระยะใกล้ที่ฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงต้นปี โดยในช่วงสัปดาห์วันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 882,556 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.74% หรือเฉลี่ยวันละกว่า 126,000 คน ยิ่งเฉพาะเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นกว่า 31.88% ขณะที่ตลาดฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ มีจำนวนรวมกันกว่า 100,000 คน สะท้อนแรงหนุนจากการเดินทางช่วงเทศกาลและความต้องการท่องเที่ยวในภูมิภาค
ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์หลักสูตรภาษาจีนเพื่ออุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งสนใจและทำวิจัยเกี่ยวกับคนจีนใหม่ในประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า หลายธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับคนจีนเตรียมสินค้าและบริการตั้งแต่มกราคมที่ผ่านมา เพราะได้รับสัญญาณว่า ประเทศไทยจะเป็นอีกเป้าหมายของนักท่องเที่ยวจีน
โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 ปรากฏสัญญาณที่ชัดเจนว่านักท่องเที่ยวจีนได้กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในระดับที่มีนัยสำคัญ ไม่เพียงแต่ในเชิงปริมาณ แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของรูปแบบการเดินทาง
บ้านอีกหลังที่ชื่อ ‘ประเทศไทย’
มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้คนจีนกลับมาไทยอีกครั้ง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่มีความตึงเครียดและเปราะบาง ทำให้ความกังวลด้านความปลอดภัยและความรู้สึกไม่เป็นมิตรในบางภูมิภาค ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเลือกไทย โดยที่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นตัวตามฤดูกาล (seasonal recovery) แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง (structural recovery) ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านของสังคมจีนสู่ยุค China 2035
“จากการสอบถามกลุ่มธุรกิจ พบว่า นักท่องเที่ยวจีนในช่วงนี้ต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อน คือจากการท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ (group tour) ไปสู่การเดินทางแบบครอบครัวและแบบรายบุคคลมากขึ้น นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเดินทางพร้อมครอบครัวสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียง จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว แต่เริ่มทำหน้าที่เป็น ‘พื้นที่พักอาศัยชั่วคราว’ (temporary living space) สำหรับชนชั้นกลางจีน” ผศ.ดร.ชาดา ให้ความเห็น
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมจีนภายใต้ ยุทธศาสตร์ China 2035 ซึ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ (consumption-driven growth) และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลางซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนมากกว่า 400 ล้านคนภายในทศวรรษหน้า สำหรับชนชั้นกลางจีน การเดินทางระหว่างประเทศไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมพักผ่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต (lifestyle mobility) ที่สะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม
ผศ.ดร.ชาดา กล่าวอีกว่า ในบริบทนี้ ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่สำคัญ เนื่องจากมีความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมกับจีนมายาวนาน มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ มีอาหาร ภาษา และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคยสำหรับนักท่องเที่ยวจีน สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยมีลักษณะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องทางวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็น “ต่างประเทศ” ในความหมายเชิงจิตวิทยา สำหรับนักท่องเที่ยวจีน



โอกาสสำคัญตลาดท่องเที่ยว
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานเมื่อสัปดาห์หน้าเทศกาลตรุษจีนว่า จีนคาดการณ์ว่าจะมี ผู้โดยสารเดินทางท่องเที่ยว มากถึง 9.5 พันล้านคนในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว 40 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 9.02 พันล้านคนในปีที่แล้วซึ่งในเป้าหมาของการท่องเที่ยวมีไทยรวมอยู่ด้วย เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ในขณะที่หลายพื้นที่ในประเทศจีนยังคงหนาวเย็น
อย่างไรก็ตาม จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่ได้สดใสเท่ากันทุกประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทาง ข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ในสัปดาห์ที่เริ่มต้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เที่ยวบินระหว่างจีนและญี่ปุ่นลดลง 49.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีการยกเลิกเที่ยวบินใน 58 เส้นทางที่เคยให้บริการในช่วงตรุษจีนปีก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเคยติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับประเทศไทยและตลาดภูมิภาคอื่น ๆ
ถึงตรงนี้ เป็นสัญญาณที่ดีของประเทศไทย และเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาค อุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า อยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนธันวาคม 2568
สภาอุตสาหกรรมระบุว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าว สะท้อนถึงสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย โดยภาคอุตสาหกรรมได้กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติภายหลังวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ การเปิดเส้นทางบินตรงและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ ยังมีส่วนช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
มีการวิเคราะห์ว่า สถานการณ์และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในลักษณะเฉพาะกลุ่มตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศและแต่ละกลุ่ม รวมทั้งการเข้มงวดในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวได้ในระดับที่น่าพอใจ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
ณ เวลานี้จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย ที่จะต้อนรับนักเดินทางจากประเทศคุ้นเคยอย่างจีนกลับมาอีกครั้ง
ที่มา
ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค. 69 ฟื้นตัวรับแรงหนุนท่องเที่ยว-ตรุษจีน เสนอรัฐแก้ PM2.5
ต่างชาติเที่ยวไทยพุ่ง 1.3 แสนคน/วัน ทัวริสต์จีนฟื้นชัดรับเทศกาลตรุษจีน
อ่านเพิ่มเติม : มองนักศึกษาจีนในไทย ปรากฏการณ์ขยายตัวของการศึกษาข้ามพรมแดน
