แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี ห้องเรียนพันปีแห่งล่าสุดของประเทศไทย

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี ห้องเรียนพันปีแห่งล่าสุดของประเทศไทย

“การศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีเท่าที่ผ่านมา”

แม้เราจะพบโบราณวัตถุโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีจำนวนไม่น้อย แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนในพุทธศตวรรษที่ 12-16 หรือไม่ต่ำกว่าพันปีมาแล้ว ไล่เรียงตั้งแต่ชุมชนติดชายฝั่งทะเลอย่างโบราณสถานทุ่งเศรษฐี หรือโคกเศรษฐี อำเภอชะอำ ก่อนจะลัดเลาะขึ้นไปยังอำเภอบ้านลาดไม่ไกลจากลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีนัก ซึ่งเป็นอีกจุดที่พบโบราณสถานวัฒนธรรมทวารวดีหลายแห่ง เพียงแต่ปัจจุบันกลุ่มโบราณสถานที่ว่ายังไม่ได้รับการขุดค้นและบูรณะจึงยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป 

ล่วงมาราวพุทธศตวรรษที่ 17 เมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมทวารวดีเริ่มจางลง อิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมรสมัยนครวัด สมัยบายน หรือบ้างเรียกว่าสมัยลพบุรี เริ่มเข้ามามีบทบาทในพื้นที่เพชรบุรีมากขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนผ่านเข้าสู่สมัยก่อนอยุธยา และอยุธยา ตามลำดับ ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านแต่ละสมัยต่างทิ้งร่องรอยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในห้วงเวลานั้นไว้อย่างชัดเจน

แต่แล้วในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา หน้าประวัติศาสตร์ของจังหวัดเพชรบุรีที่เคยรับรู้กันมาก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีการค้นพบกลองมโหระทึก หรือกลองสำริดโดยบังเอิญ ผ่านการใช้เครื่องตรวจโลหะบริเวณผิวดิน ณ ผืนนาแห่งหนึ่งที่บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

  • หลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง หมู่ 6 ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ กลองมโหระทึก 6 ใบ โครงกระดูกมนุษย์ 9 โครง เครื่องประดับทำจากทองคำและสำริด แหวนทองคำจารึกอักษรพราหมี กลุ่มลูกปัด และกลุ่มภาชนะสำริดและดินเผา ซึ่งประเมินอายุได้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ปีมาแล้ว 
  • หลักฐานทางโบราณคดีที่พบมีลักษณะและแบบแผนหลายอย่างที่ยังไม่เคยค้นพบในประเทศไทยมาก่อน ซึ่งอาจเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มชนโบราณนี้ 
  • ปัจจุบันการขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทองเป็นที่สิ้นสุด อยู่ระหว่างขั้นตอนเก็บกู้และเคลื่อนย้ายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อรักษาสภาพโครงกระดูกมนุษย์และโบราณวัตถุที่ทับถมกันให้คงรูปเดิมมากที่สุด  ก่อนนำไปทำการ ศึกษาและอนุรักษ์ตามกระบวนการต่อไป

เปิดห้องเรียนโบราณคดีสุดน่าทึ่ง “กลองมโหระทึกใบแรกที่เพชรบุรี”

“ที่นาผืนนี้ชาวบ้านเรียกต่อๆ กันมาว่า ดอนยายทอง ตามชื่อยายทองเจ้าของเดิม ส่วนคำว่า ดอน ก็มาจากสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นที่ดอนสูงกว่าตรงอื่น ส่วนมุมทิศตะวันออกโน้นก็มีเนินกองอิฐโบราณอยู่ พี่เองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แค่ยายสั่งไว้นักหนาว่าอย่ารื้อ อย่าทำลาย คนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านก็เล่ากันมาว่า เคยเห็นไฟพะเนียงพุ่งขึ้นมาจากเนินกองอิฐสูงเท่ายอดสะแกก็มี บางคนก็เล่าว่า เคยได้ยินเสียงปี่กลองโบราณมาจากแถวนี้ เอาเป็นว่า ที่นาตรงนี้มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมานาน ตอนกรมศิลป์เข้ามาสำรวจ เขาก็บอกว่า พอขุดหลุมนั้นเสร็จก็ขอขุดตรวจตรงนี้ต่อเพราะใต้กองอิฐที่เห็นอาจจะเป็นฐานเจดีย์สมัยทวารวดีก็ได้

“คราวนี้มีคนเจอกลองมโหระทึกใกล้ๆ กองอิฐโบราณอีก เราก็เลยคิดว่า บริเวณนี้อาจจะมีคนโบราณเคยอยู่มาก่อนจริงๆ ก็ได้ พอกรมศิลป์ขออนุญาตขุดกลอง เราก็ให้เลย เขาจะได้เอาไปศึกษาเพราะมันเป็นประโยชน์ต่อคนเพชรมากกว่าทิ้งไว้ที่นี่” 

คนางค์ เพชรสุด ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ทีมขุดค้นจากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ลงพื้นที่ทำงานได้ทันที แต่ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานอย่างดียิ่ง

คนางค์ เพชรสุด เจ้าของที่นาเล่าความเป็นมาของดอนยายทองให้ฉันฟัง ขณะที่สองมือก็สาละวนกับการแกะถุงอาหารคาวหวานที่เตรียมมาลงจานทีละใบๆ เพื่อนำไป “ไหว้” คุณๆ ทั้งหลายที่ขุดพบตามความเชื่อเรื่องการบูชาผู้ล่วงลับแบบไทยๆ อาหารอีกส่วน คนางค์ก็เตรียมมาเป็นเสบียงกรังสำหรับทีมขุดค้น ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งเธอทำอยู่จนเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว 

เมื่อมองผ่านหลุมขุดค้นไปจะเห็นผืนนาสีทองอันกว้างใหญ่ ไกลออกไปมี “เขาทะโมน” ภูเขาหินปูนขนาดใหญ่เป็นฉากหลัง จินตนาการก็เริ่มทำงานทันทีเมื่อเทียบเคียงจากคำบอกเล่าที่ว่า เขาทะโมนอุดมไปด้วยถ้ำใหญ่น้อยมากมาย ภูมิศาสตร์แบบนี้สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็ได้ หรือจะใช้เป็นศาสนสถานประเภทถ้ำอย่างที่เคยพบในแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมทวารวดีหลายๆ แห่งก็ได้เช่นกัน ส่วนดอนยายทองที่ฉันกำลังยืนอยู่นี้ เดิมทีก็อาจจะเป็นพื้นที่สำหรับฝังศพสำหรับกลุ่นชนบางกลุ่มเนื่องจากเป็นที่ดอน น้ำท่วมไม่ถึงก็เป็น ได้  ส่วนกองอิฐที่เห็นก็อาจจะเป็นฐานเจดีย์ หรืออาคาร สมัยทวารวดี อย่างที่กรมศิลปากรตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน

“หลังได้รับแจ้งจากอาจารย์แสนประเสริฐ ปานเนียม ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีว่า มีการค้นพบกลองโบราณน่าจะเป็นกลองมโหระทึก ซึ่งไม่เคยค้นพบในจังหวัดเพชรบุรีมาก่อน หลังลงพื้นที่ตรวจสอบตำแหน่งที่พบกลอง เราวางแผนจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน เพื่อขุดกู้กลองขึ้นให้เร็วที่สุด เพราะกลัวว่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานกลองจะยิ่งผุ ยิ่งเสื่อมสภาพลงได้ เพราะปัญหาน้ำใต้ดินที่จะแทรกซึมเข้ามา

กรรณิการ์ เปรมใจ บรรจงใช้ไม้เล็กๆ เขี่ยเศษดินออกจากโครงกระดูกทีละน้อยอย่างใจเย็น

“วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พวกเราจึงเริ่มดำเนินการขุดกู้กลองมโหระทึก โดยวางผังและกำหนดหลุมขุดค้นขนาด 2 x 2.2 เมตร 

ก่อน กำหนดตำแหน่งที่พบกลองให้อยู่กึ่งกลางหลุมเพื่อดูบริบทแวดล้อม แต่พอเริ่มขุดไปเรื่อยๆ จนถึงระดับความลึกจากผิวดินประมาณ 60 เซนติเมตร เรากลับเจอภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง พอกู้กลองขึ้นมาแล้ว เราเลยต้องตามขุดภาชนะดินเผาต่อ และเปลี่ยนระบบจากงานขุดกู้เป็นงานขุดค้นแทน”

กลองมโหระทึกใบที่ 1 สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ขาดเพียงส่วนหน้ากลอง และชิ้นส่วนที่สันนิษฐานว่า อาจเป็นส่วนหน้ากลองของกลองมโหระทึกใบที่ 1 (ภาพ: สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี)

กรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี หัวหน้าทีมขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เล่าเหตุการณ์ย้อนกลับไปให้ฉันฟัง พลางชี้ให้ดูหลุมขุดค้นเบื้องหน้าซึ่งในวันที่ฉันและทีมไปเยือน (4 มิถุนายน 2569) ไม่เพียงหลุมขุดค้นจะขยายขนาดไปเป็น 4 x 4.5 เมตร เท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นโครงกระดูกอย่างน้อย 8 โครง กลองมโหระทึกอีกราว 4 ใบและวัตถุแวดล้อมจำนวนมากที่รอการเก็บกู้ 

กลองมโหระทึกเป็นกลองสำริดที่ผลิตขึ้นในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และพบต่อเนื่องมาในช่วงประวัติศาสตร์ ราว 3,000-1,500 ปีมาแล้ว) สำหรับประเทศไทยแม้จะพบกลองชนิดนี้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ รวมทั้งภาคกลางที่อำเภอปากท่อและอำเภอโพธาราราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ออกไปทางทิศเหนือด้วยระยะทาง 60  และ 80 กิโลเมตรตามลำดับ  

“นอกจากการเจอกลองมโหระทึกใบแรกในตำแหน่งดั้งเดิม (in situ) ที่ถูกทิ้ง หรือฝังไว้ในอดีต ซึ่งมีความสำคัญสูงสุดในการ 

ศึกษาบริบทการใช้งานแล้ว เรายังพบกลองใบที่ 2 ในตำแหน่งดั้งเดิมอีกเช่นกัน ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ เราพบกลุ่มโครงกระดูกมนุษย์ฝังอยู่ไม่ห่างจากกลองมโหระทึกในระนาบความลึกเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ยังไม่เคยพบมาก่อนในเมืองไทย เช่นเดียวกับการฝังศพร่วมกับเครื่องประดับทองคำ ซึ่งไม่เคยพบมาก่อนในเมืองไทย ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงความพิเศษของที่นี่จริงๆ” 

การค้นพบกลองมโหระทึกร่วมกับกลุ่มโครงกระดูกในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนโบราณก่อนสมัยวัฒนธรรมทวารวดี แต่ยังรวมถึงการเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะของมนุษย์อย่างน้อย 8 คนที่หลับใหลใต้ผืนดินดอนยายทองมาไม่ต่ำกว่าพันปีแล้ว ซึ่งพวกเขาคงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญของชุมชนอย่างไม่ต้องสงสัย 

กลุ่มโครงกระดูกที่แบ่งการฝังออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน แต่ละโครงมีภาชนะสำริดและภาชนะดินเผาวางตามตำแหน่งต่างๆ ของร่าง

“มโหระทึก” กลองสำริดสมัยก่อนประวัติศาสตร์

กลองมโหระทึกเป็นกลองโลหะผสมเรียกว่า ทองสำริด หรือสำริด ประกอบด้วยทองแดงเป็นโลหะหลัก ผสมกับดีบุก หรือตะกั่ว ตัวกลองเป็นทรงกระบอก ส่วนหน้ากลองและฐานกลองผายออก เอวคอด มีหูสี่หูสำหรับหิ้วหรือแขวน รวมทั้งมีลวดลายเรขา คณิต ลายรูปสัตว์และรูปบุคคลบริเวณบนหน้ากลอง บางใบอาจมีประติมากรรมสำริดขนาดเล็กตกแต่งร่วมด้วย 

กลองมโหระทึกมีหลักฐานการผลิตในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องในช่วงประวัติศาสตร์ (ราว 3,000-1,500 ปีมาแล้ว) ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มชนขนาดเล็กเริ่มรวมตัวกันเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน กลองมโหระทึกพบมากในมณฑลกวางสีทางตอนใต้ของจีน และพบรองลงมาทางตอนเหนือของเวียดนามที่เรารู้จักในชื่อ “วัฒนธรรมด่งเซิน หรือดองซอน” 

เรายังพบกลองชนิดนี้ประปรายในไทย ลาว มาเลเซีย รวมทั้งอินโดนีเซีย สันนิษฐานว่า กลองมโหระทึกเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะทางสังคมของบุคคล เครื่องประโคมในพิธีกรรมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ พิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย หรือเป็นภาชนะบรรจุอาหารสำหรับเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งเป้นภาชนะใส่กระดูกมนุษย์

สำหรับประเทศไทย เราพบหลักฐานที่เชื่อว่า น่าจะเป็นกลองมโหระทึกในภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำตาด้วง จังหวัด

กาญจนบุรี เป็นภาพคล้ายขบวนแห่ กึ่งกลางภาพมีบุคคลกำลังแบกคานที่แขวนวัตถุทรงกลมคล้ายกลองอยู่ นอกจากนี้ยังพบกลองมโหระทึกในหลายจังหวัด เช่น น่าน ชุมพร ราชบุรี อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ มุกดาหาร สกลนคร อุบลราชธานี  

ยิ่งขุด ยิ่งพบประเด็นใหม่ที่ชวนตั้งคำถาม

ล่าสุดหลุมขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทองพบโครงกระดูกมนุษย์แล้วจำนวน 9 โครง กลองมโหระทึกจำนวน 6 ใบ เครื่อง ประดับทองคำ ลูกปัดทองคำ ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว ลูกปัดดินเผา เครื่องประดับสำริด ภาชนะสำริด ภาชนะดินเผาขนาดต่างๆ ฟัน รวมทั้งกรามฟันบนและล่างของสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทวัวและควาย 

ตัวอย่างภาชนะดินเผา ลูกปัดคาร์เนเลียน และลูกปัดแก้วสีเขียวที่ขุดพบ (ภาพ: สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี)

ประการหลังนี้อาจบ่งบอกได้ว่า สัตว์เจ้าของกรามฟันนี้คงถูกฝังไปพร้อมกับศพคล้ายเครื่องเซ่นสังเวย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ถือเป็นข้อมูลใหม่ที่ยังไม่เคยพบในประเทศไทยอีกเช่นกัน  

ด้วยปัญหาเรื่องน้ำซึมจากใต้ดิน ปัญหาน้ำหลากในฤดูฝน และความชื้นสะสมในหลุมขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง สุ่มเสี่ยงเกิดความเสียหายต่อโครงกระดูกและวัตถุต่างๆ อันจะกระทบต่อกระบวนการอนุรักษ์ ดังนั้นจึงมีมติให้ระดมทีมผู้เชี่ยว ชาญสาขาต่างๆ ร่วมเก็บกู้โครงกระดูกและวัตถุทั้งหมดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา 

ระหว่างกระบวนการเก็บกู้ในวันแรกได้พบแหวนทองคำเกลี้ยง 1 วง และแหวนทองคำอีก 1 วง ซึ่งมีลักษณะเหมือนแหวนตราประทับ ส่วนหัวแหวนมีการสลักอักษรโบราณ ดร.อุเทน วงศ์สถิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภาษาโบราณ สันนิษฐานว่า เป็นอักษรอินเดียโบราณพราหมี อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5-7 หรือประมาณ 1,900-2,100 ปีที่ผ่านมา อ่านว่า “ปุสรขิตส” แปลว่า “ของปุสรขิตะ” หมายถึงผู้ที่ถูกรักษาโดยฤกษ์หรือดาวปุษยะ ซึ่งแหวนตราประทับ นี้นับเป็นอีกหลักฐานสำคัญที่อาจช่วยไขเรื่องราวในอดีตของแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ได้กระจ่างขึ้น              

แหวนทองคำสลักอักษรอินเดียโบราณพราหมี (ภาพ: สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี)

อย่างที่กรรณิการ์เล่า การขุดค้นที่ดอนยายทองครั้งนี้ดูเหมือนว่า ยิ่งขุด ยิ่งตาม ทีมขุดค้นก็ยิ่งพบประเด็นใหม่ที่ชวนตั้งคำถามและทำการศึกษาต่อไปมากมายไม่ใช่แค่กลองมโหระทึกเท่านั้น ซึ่งฉันได้สรุปตัวอย่างประเด็นที่น่าสนใจไว้ดังนี้ 

  • กลุ่มโครงกระดูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 4 โครง ทั้งสองกลุ่มมีรูปแบบการฝังศพที่มีการฝังศพต่อเนื่องในแนวเดียวกันโดยมีการวางภาชนะดินเผาคั่นระหว่างกลุ่มอย่างชัดเจน ส่วนอีกโครงที่พบล่าสุดฝังแยกออกไปจากกลุ่ม
  • การฝังศพที่มีลักษณะซ้อนทับกัน 
  • โครงกระดูกหมายเลข 1-8 สวมกำไลข้อเท้าสำริด และมีการวางภาชนะสำริด ภาชนะดินเผา ทั้งด้านข้าง ใต้ร่าง และปลายเท้า ส่วนโครงกระดูกหมายเลข 9 มีการวางวัตถุสำริดไว้กลางลำตัว ร่วมกับภาชนะดินเผาและลูกปัดแก้ว 
  • ส่วนบนของกะโหลกโครงกระดูกหมายเลข 1-4 มีเครื่องสำริดลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะและน่าจะรวมถึงบริเวณคาง โดยภาชนะสำริดของโครงกระดูกหมายเลข 1 ซึ่งพบเครื่องประดับทองคำมากที่สุด มีลักษณะคล้ายแผ่นกระบังลงมาปิดด้านหน้าแตกต่างไปจากโครงอื่นๆ 
  • การฝังศพพร้อมเครื่องประดับทองคำ
  • พบฟันกรามบนและล่างของสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทวัว ควาย 
  • พบแหวนทองคำสลักอักษรอินเดียโบราณพราหมีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5-7                   

ตัวอย่างเครื่องประดับทองคำและลูกปัดทองคำที่ขุดพบ กำไลข้อมือและจี้ทองคำมีลวดลายคล้ายเชือกถักและกระพรวน (ภาพ: สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี)

ประเด็นเหล่านี้ไม่เพียงใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาของนักโบราณคดีและสาขาวิชาทีเกี่ยวข้องต่อไปเท่านั้น แต่ครั้งนี้ทีมนักโบราณคดียังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจมีโอกาสได้มาสัมผัสแหล่งโบราณคดีอย่างใกล้ชิดด้วย ไม่ต่างจากห้องเรียนจริงๆ  

ห้องเรียนพันปีที่เปิดกว้างสำหรับผู้สนใจได้เรียนรู้แบบฟรีๆ

“สวัสดีครับ พี่บี ผมพาเด็กๆ มาเยี่ยมครับ” 

เสียงตะโกนทักทาย กรรณิการ์ เปรมใจ ดังขึ้น ขณะที่กำลังเขี่ยดินออกจากโครงกระดูกหมายเลข 1 ไปพร้อมๆ กับพูดคุยกับฉันอย่างออกรส  ตามด้วยเสียงฝีเท้าจำนวนหนึ่งเคล้ากับเสียงเด็กๆ เซ็งแซ่ นั่นอาจเป็นภาพที่ฉันตกใจเล็กๆ เพราะยังไม่เคยเห็นกับตา แต่กลับเป็นภาพที่กรรณิการ์และทีมขุดค้นคุ้นชินกันเป็นอย่างดี 

นั่นเพราะหลังข่าวการขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทองแพร่กระจายออกไป นอกจากความร่วมมือ ความช่วยเหลือจากเจ้า ของที่ดิน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานรัฐตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ที่หลั่งไหลมาโดยไม่ต้องร้องขอแล้ว โรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็เป็นอีกกลุ่มที่ให้ความสนใจมาเยี่ยมชมกันมาก เรียกว่า หลุมขุดค้นแห่งนี้ไม่เคยเหงาเลยสักวัน

คณะนักเรียนจากโรงเรียนบ้านบ่อหวาย และโรงเรียนใกล้เคียงกำลังเดินแถวเข้าสู่หลุมขุดค้น

“การค้นพบกลองมโหระทึก โครงกระดูก โบราณวัตถุ ที่ดอนยายทอง ไม่ใช่แค่เป็นที่รู้จักในระดับชาติ แต่ยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลระดับโลก ผมเองในฐานะลูกหลานคนเพชรบุรี ดีใจและภูมิใจมากๆ รู้สึกว่า มันเหมือนการฉีกประวัติศาสตร์บ้านเรากลายๆ ด้วยว่า จริงๆ แล้วคนเพชรบุรีไม่ได้อพยพมาจากที่อื่น แต่บรรพบุรุษของเราเขาอยู่ที่นี่มาเป็นพันๆ ปีแล้ว ด้วยความที่ผมก็เป็นครูด้วย เลยอยากให้เด็กๆ ได้มาเห็นจะได้รู้ว่า คนโบราณซึ่งอาจจะเป็นบรรพบุรุษเราก็ได้ เมื่อเกือบสองพันปีก่อน เขามีเครื่องมือ เครื่องใช้ อะไรบ้าง เด็กๆ จะได้มีความภูมิใจในบ้านเกิดครับ” 

ชินพรรธน์ โชติพิสิฐภัทร ครูโรงเรียนบ้านบ่อหวาย ตำบลโพไร่หวาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เล่าให้ฉันฟังโดยมีภาพ ประกอบเป็นบรรยากาศเด็กนักเรียนชายหญิงกำลังอ่านแผ่นป้ายไวนิลสี่สี ซึ่งบรรจุข้อมูลการขุดค้นติดตั้งอยู่ตลอดแนวด้านหนึ่งของหลุม บ้างนั่งดูนักโบราณคดีที่กำลังง่วนกับการทำงานในหลุมขุดค้นอย่างสนอกสนใจ  

“หลังรู้เรื่องนี้มาจากเฟสบุ๊คของจังหวัด (เพชรบุรี) ผมก็อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ครับ อยากมาเห็นโครงกระดูกกับตาว่า มันเหมือนอย่างที่คิดหรือเปล่า แล้วก็ได้เห็นพี่ๆ นักโบราณคดีทำงานจริงๆ ด้วย”  น้องหม่ำ – เด็กชายมนตรี เสี่ยนชง นักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านบ่อหวาย บอกกับฉัน 

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จากโรงบ้านดอนยาง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เตรียมสมุดและปากกามาพร้อมจดความรู้ที่ได้รับจากการบรรยายกลับไป

เช่นเดียวกับ น้องแอม-เด็กหญิงณภัสร์ ทัศนากร นักเรียนชั้นประถมศึกษา  โรงเรียนบ้านบ่อหวาย ที่เล่าในทำนองคล้ายๆ กันว่า “หนูได้ยินเรื่องดอนยายทองจากโซเชียลว่า เจอกลองโบราณ แล้วก็เจอโครงกระดูกก็เลยอยากมาดูว่า มันจะเหมือนในภาพไหม พอได้มาหนูก็ตื่นเต้นนะ เพราะมันใหญ่กว่าที่คิดมากๆ ได้เห็นพี่ๆ เค้าขุดกัน ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน”  

วิชาโบราณคดีที่สอนให้รู้ว่า ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากเด็กๆ โรงเรียนบ้านบ่อหวายที่เจอในวันนี้แล้ว กรรณิการ์ ยังเล่าถึงเด็กผู้ชายอีกคนที่สนใจแหล่งโบราณคดีดอนยาย

ทองมากเป็นพิเศษและมีโอกาสได้ลงมาสัมผัสงานโบราณคดีร่วมกับทีม  อย่าง น้องติณ – เด็กชายวันศิลป์ แฉ่งฉายา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 

กรรณิการ์ เปรมใจและวันศิลป์ แฉ่งฉายา ทั้งคู่กำลังมุ่งมั่นกับงานตรงหน้า (ภาพ: อ.ดร.วิฑูรย์ คุ้มหอม)

“ติณเป็นเด็กที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนในงานโบราณคดี สงสัยเรื่องอะไรก็ถาม พอสอน ติณก็สามาถทำได้และจำได้ทั้งหมด เช่น การจดจำตำแหน่งวัตถุที่พบในหลุมขุดค้น ช่วงเวลาที่เจอ ขอชื่นชมจากใจเลยว่าเก่งมาก แล้วติณก็มาช่วยทีมขุดค้นตั้งแต่วันแรกๆ ที่เริ่มเปิดหน้าดิน จากนั้นวันเสาร์ก็มา ปิดเทอมก็ยังมาอีกอีก เรียกว่า มาเกือบทุกวัน ซึ่งส่วนตัวแล้วมองว่า หายากสำหรับเด็กวัยนี้”

ทว่าสายตาคนนอกที่มองเข้ามาคงแปลกใจและเต็มไปด้วยคำถามเพราะบริเวณที่เด็กชายยืนอยู่นั้นไม่ใช่บริเวณรอบๆ หลุมขุดค้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันคือภายในหลุมขุดค้นซึ่งควรเป็นสถานที่สำหรับนักโบราณคดีและทีมมากกว่า 

“วันแรกที่ติณมาที่นี่ ติณก็ยืนดูแบบเก้ๆ กังๆ กล้าๆ กลัวๆ แล้วก็ถามขึ้นมาว่า ขอผมลงไปได้ป้าบี เราเลยบอกว่า มาเลยๆ คนยิ่ง

น้อยๆ อยู่มาช่วยกัน ก็มอบหมายหน้าที่และตำแหน่งการทำงานให้ พอเริ่มงานจริง ถ้าตรงไหนมีอะไรน่าสงสัย เขาจะหยุดทันที แล้วเรียกเรา หรือพี่ๆ ในทีมไปดูก่อน และก็ไม่ใช่แค่ติณนะที่มีโอกาสลงมาในช่วงการทำงานแรกๆ แต่ยังมีครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาอีกหลายคนที่เราเปิดโอกาสให้ลองทำงานในหลุมขุดค้นดู ซึ่งคงเห็นจากภาพข่าวบ้างแล้ว”  

งานโบราณคดีภาคสนามแม้จะมีความละเอียดอ่อนแต่ก็พร้อมเปิดกว้างให้ผู้สนใจได้เรียนรู้เสมอ ซึ่งนั่นถือเป็นโอกาสที่ดีและ

สำคัญมากๆ สำหรับเด็กน้อยคนหนึ่ง 

“อ.ตั้ม (อ.ดร.วิฑูรย์ คุ้มหอม อาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) มาชวนไปดูหลุมขุดค้นดอนยายทอง เพราะเห็นติณสนใจประวัติศาสตร์ แล้วตัวติณเองรู้จักป้าบีมาก่อน ตั้งแต่ป้าบีไปขุดที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีเมื่อปีก่อน ป้าบีใจดีมาก สอนติณหลายอย่างเลย เช่น การจับเกรียง การพล็อตหลุม ก็เลยตาม อ.ตั้ม มาครับ 

“ที่ดอนยายทอง ติณด้ลงไปช่วยเปิดหน้าดินด้วยจอบและเสียมตามจุดที่ป้าบีกำหนดให้ พอขุดเจอเชิ้ต (ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา) ชิ้นนึงก็ตื่นเต้น เจอลูกปัด ลูกปืนดินเผา เจอหม้อก็ยิ่งตื่นเต้น พอทำไปเรื่อยๆ จนเจอโครงกระดูก ติณก็เริ่มไม่กล้าแม้แต่จะใช้ไม้เล็กๆ เขี่ยเศษดินออกเพราะกลัวทำกระดูกร้าว หรือเสียหาย สุดท้ายพอเจอของมากขึ้นเรื่อยๆ ป้าบีก็ไม่ให้ใครลงไปในหลุมแล้ว แต่ติณก็ยังมาที่หลุมอยู่เหมือนเดิม เพียงแค่ไปช่วยทำงานอื่นๆ นอกหลุมขุดค้นตามที่ป้าบี หรือพี่ๆ เห็นสมควรแทน ซึ่งสิ่งที่ป้าบีและพี่ๆ มอบให้ติณถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆ เลยครับ” 

บรรยากาศการทำงานในหลุมขุดค้นที่ทุกคนกำลังช่วยกันดูภาชนะดินเผาที่ฝังอยู่รอบๆ กลองมโหระทึกใบหนึ่ง (ภาพ: อ.ดร.วิฑูรย์ คุ้มหอม)

การขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี ตลอดกว่าสี่เดือนที่ผ่านมานับเป็นการเปิดห้องเรียนวิชาโบราณคดีฉบับย่อที่น่าทึ่ง ทำให้ผู้คนหลากหลายวัยที่มีความสนใจเดียวกันได้มาพบกันผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออนไซด์และออนไลน์ มีทั้งผู้ที่ได้เรียนรู้งานโบราณคดีเป็นครั้งแรก มีนักวิชาการนำเสนอแนวคิด ให้ข้อมูลเพิ่มเติม และแลกเปลี่ยนมุมมองกัน 

ปัจจุบันแม้ห้องเรียนแห่งนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงปิดเทอมด้วยการปิดหลุมขุดค้น (ชั่วคราว) เพื่อคืนพื้นที่ให้เจ้าของที่ดิน โดยทีมนักโบราณคดีอยู่ระหว่างเก็บกู้โครงกระดูกและวัตถุที่พบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์และทำการศึกษาในแง่มุมต่างๆ แต่ฉันและผู้สนใจทุกคนต่างเฝ้ารอคอยผลการศึกษาของแหล่งโบราณคดีดอนยายทองที่จะออกมาอย่างจดจ่อ พร้อมๆ กับรอคอยการเปิดเทอมของห้องเรียนพันปีแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ 

ภาพ อกรัตน์ ปัญญะธารา


อ่านเพิ่มเติม : อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

ดินแดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาของกลุ่มชนหลากวัฒนธรรม

Recommend