ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา - National Geographic Thailand

ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา

ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา

ความจริงข้อหนึ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือ ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นมาเป็นสิบๆ ปี หรือกระทั่งเป็นร้อยๆ ปีข้ามเส้นแบ่งทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม แต่แล้วจู่ๆ ใบหน้าที่คุ้นเคยกลับกลายเป็น “พวกเขา” หรือ “พวกศัตรู” หรือ “คนอื่น” และในความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ความเป็นปัจเจกจะมลายหายไป ความเข้าอกเข้าใจจะเหือดแห้งไปสิ้น  เช่นเดียวกับความไว้เนื้อเชื่อใจ

การแบ่งเขาแบ่งเราสามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์และชาวไร่ในไนจีเรียหรือระหว่างคนท้องถิ่นโดยกำเนิดกับผู้อพยพในฝรั่งเศสหรือในสหรัฐอเมริกา สถานการณ์เหล่านี้มีความแตกต่างกันอยู่มาก  และความแตกต่างก็เป็นเรื่องสำคัญ ทว่ารากฐานร่วมของปัญหาก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน นั่นคือ ผู้คนทุกหนแห่งมี “ความคลั่งอัตลักษณ์” ดังคำกล่าวของจอห์น ทูบี นักจิตวิทยาวิวัฒนาการ เราทุกคนล้วนอดไม่ได้ เราถูกกำหนดมาแต่กำเนิดให้แบ่งแย่งระหว่าง “พวกเรา” กับ “พวกเขา” และเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ (บางครั้งโดยไม่รู้ตัว) ที่จะเอนเอียงมาทางฝ่าย “พวกเรา” โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกมีภัยคุกคาม

แบ่งเขาแบ่งเรา
ใกล้กับเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ทางหลวงสายหนึ่งตัดผ่านและแยกสองชุมชนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือย่านพริมโรสที่มีคนผิวขาวชนชั้นกลางอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ กับนิคมมาโกสที่เหล่าคนงานเหมืองทอง ตกงานย้ายเข้ามาอาศัยในช่วงทศวรรษ 1990 ลูกบ้านเกือบทั้งหมดของนิคมนี้เป็นคนผิวดำ

แน่นอนว่ามนุษย์มีลักษณะนิสัยนี้ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จำนวนมาก ตั้งแต่มดไปจนถึงปลาแซลมอนและลิง แต่สิ่งที่สัตว์อื่นๆ แทบไม่มีทางทำคือ  การเปลี่ยนการรับรู้และการกระทำของกลุ่ม วิหคและหมู่ภมรล้วนอยู่แต่ในเผ่าใครเผ่ามัน  ขณะที่ชาวยูโกสลาเวียกลายเป็นชาวโครแอต เซิร์บ และบอสเนีย ที่ลุกขึ้นมาห้ำหั่นกันได้ มีแต่มนุษย์เท่านั้น เช่นชนเผ่าฮูตูและชนเผ่าทุตซี ที่ตัดสินใจว่าจะไม่เป็นเพื่อนร่วมชาติกันอีกต่อไป หลังจากอาศัยในแผ่นดินเกิดเดียวกันอย่างสันติมาหลายร้อยปี

ขณะเดียวกันความสามารถของเราในการเปลี่ยนการรับรู้ก็ยังพอเป็นความหวังอยู่บ้าง เพราะเอื้อให้คนสามารถเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดไปในทิศทางที่เปิดกว้างมากขึ้น ยุติธรรมมากขึ้น และสันติสุขมากขึ้นได้ ในไนจีเรียและที่อื่นๆ ทั่วโลก ชุมชนต่างๆ ที่แตกแยกเพราะความขัดแย้งระหว่างกลุ่มกำลังหันหน้าเข้าหากันมากขึ้นโดยอาศัยความช่วยเหลือจากแหล่งที่น่าประหลาดใจ  นั่นคือบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของผู้คนว่าเหตุใดผู้คนจึงแบ่งเขาแบ่งเรา?

แบ่งเขาแบ่งเรา
เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกรมตำรวจเมืองสโปเคน ซึ่งมีนิก บริกส์รวมอยู่ด้วย พัฒนาทักษะต้านความลำเอียงโดยอาศัยการฝึกด้วยเหตุการณ์จำลองที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันสเตตในเมืองสโปเคน เหตุการณ์จำลองที่เหมือนจริงช่วยฝึกเจ้าหน้าที่หน้าที่ตำรวจให้เลือกใช้เบาะแสชี้นำที่แท้จริง ไม่ใช่ใช้เบาะแสแบบเหมารวม เมื่อต้องตัดสินใจว่าจะต้องใช้กำลังระดับอาจถึงแก่ชีวิตหรือไม่

 

ผมเป็นเสือดาว

เจย์ แวน แบเวล นักประสาทวิทยาศาสตร์ สังกัดมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ผู้ศึกษาเรื่องอัตลักษณ์กลุ่ม จำแนกผมเป็นสมาชิกกลุ่มเสือดาวเมื่อฤดูร้อนปีที่ผ่านมา  ระหว่างที่ผมนอนอยู่ในเครื่องสแกนเอฟเอ็มอาร์ไอ (functional magnetic resonance imaging: fMRI) ใกล้กับสำนักงานของเขา ทีมงานให้ผมดูภาพถ่ายใบหน้าจำนวนหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยชายหนุ่มผิวขาว 12 คน และชายหนุ่มผิวดำ 12 คน เครื่องสแกนติดตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสมองของผมระหว่างที่ผมเชื่อมโยงบุคคลเหล่านั้นกับอัตลักษณ์กลุ่มต่างๆ ความที่ถูกเลี้ยงดูและเติบโตขึ้นในสหรัฐฯ ผมจึงอยู่กับการจำแนกเชื้อชาติในประเทศของผมมาตลอดชีวิต ดังนั้นผมจึงทำกิจกรรมหนึ่งที่อยู่ในการทดลองได้ไม่ยาก  นั่นคือการจัดแต่ละใบหน้าเข้ากลุ่มตามสีผิว ไม่ผิวดำก็ผิวขาว อย่างไรก็ตาม ผมต้องทำการจัดหมวดหมู่อีกชุดหนึ่งด้วย  ผมได้รับการบอกกล่าวว่า เหล่าชายหนุ่มในภาพเป็นสมาชิกของทีมใดทีมหนึ่ง คือทีมเสือกับทีมเสือดาว  ภาพที่ฉายขึ้นบนจอบอกให้ผมรู้ว่า ใครอยู่ทีมไหน และป้อนรายละเอียดให้ผมเรื่อยๆ จนผมเข้าใจอย่างชัดเจน แต่ปรากฏว่าผมไม่ใช่ผู้สังเกตที่เป็นกลาง ทีมทดลองบอกกับผมว่า ผมเป็นทีมเสือดาว

ภารกิจที่ผมทำระหว่างการสแกนสมอง (ซึ่งยึดตามการทดลองที่แวน แบเวลและทีมของเขาทำเมื่อปี 2008) เอื้อให้แวน แบเวลเปรียบเทียบกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสมองผมระหว่างที่มันทำงานอยู่ อันดับแรกคือขณะจำแนกอัตลักษณ์กลุ่มซึ่งคุ้นเคยและมีผลต่อเนื่อง (คือเชื้อชาติในอเมริกา) ต่อมาก็คือขณะจำแนกอัตลักษณ์กลุ่มที่ไม่มีความหมายอะไรในเชิงผลลัพธ์

เช่นเดียวกับสมองของคนอื่นๆ ในการทดลองจริง สมองผมสว่างเรืองขึ้นในบริเวณต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าขณะนั้นผมกำลังรับรู้ใบหน้าของคนในกลุ่มตัวเอง (ซึ่งในกรณีผมคือสมาชิกทีมเสือดาว) หรือใบหน้าของคนนอกกลุ่ม (ทีมเสือ)  ยกตัวอย่างเช่น  สมองส่วนออร์บิโทฟรอนทัลคอร์เท็กซ์ (orbitofrontal cortex) ของผม ซึ่งเป็นบริเวณของสมองที่เชื่อมโยงกับความชื่นชอบ สว่างวาบมากขึ้นมากกว่าเมื่อผมเห็นใบหน้าของคนในกลุ่มตัวเอง ไม่ต่างกับที่เกิดขึ้นในสมองส่วนฟิวซิฟอร์มไจรัส (fusiform gyrus) ซึ่งเป็นบริเวณของสมองที่เชื่อมโยงกับการประมวลอัตลักษณ์ใบหน้า

แบ่งเขาแบ่งเรา
ที่ด่านตรวจ 300 ใกล้กับเมืองเบทลิเฮม ชาวปาเลสไตน์จากเขตเวสต์แบงก์เข้าแถวรอการตรวจสอบเพื่อผ่านเข้าไปยังเขตอิสราเอล บางคนปีนขึ้นกำแพงเพื่อแซงคิว คนงานนับพันคนอดทนฝ่าฟันความยากลำบากรายวันนี้เพื่อแลกกับงานที่ให้ค่าแรงสูงกว่าในอิสราเอล ความแตกต่างด้านโอกาสทางเศรษฐกิจมักตอกย้ำการแบ่งแยกบนพื้นฐานของศาสนา ชาติพันธุ์ หรือการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนกับคู่อริให้เลวร้ายลง

การทดลองดังกล่าวรวมทั้งการทดลองทำนองเดียวกันอื่นๆ อีกหลายสิบชิ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ล้วนยืนยันถึงข้อเท็จจริงสำคัญหลายประการที่บ่งชี้ว่า สมองของมนุษย์นั้นมี “ความคลั่งอัตลักษณ์” มากเพียงใด  ประการหนึ่งคือผลการสแกนเผยให้เห็นว่า  การรับรู้และอารมณ์ของเราที่มีต่อคนกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นนอกเหนือภาวะตระหนักรู้หรือการควบคุมของเรา  ผมไม่มีความลำเอียงไปทางคนผิวขาวมากกว่าคนผิวดำในระดับจิตรู้สำนึก กระนั้น  หากผมไม่ได้รับการบอกล่าวว่า  ผมเป็นทีมเสือดาว  ก็เกือบจะมั่นใจได้เลยว่า  ผมคงเผยความเอนเอียงไปทางใบหน้าคนขาวมากกว่าใบหน้าคนดำออกมาโดยไม่รู้ตัวเป็นแน่  แต่ที่ผมไม่ทำเช่นนั้นแสดงถึงการค้นพบสำคัญอีกข้อหนึ่งในงานวิจัยของ แวน แบเวล นั่นคือ อัตลักษณ์ทีมชุดใหม่สามารถเข้าไปแทนที่อัตลักษณ์ชุดเดิมๆในความคิดของเราได้อย่างง่ายดายยิ่ง ทั้งหมดที่แวน แบเวิลต้องทำก็แค่บอกผมว่า  ใบหน้าทั้งหมดแบ่งออกเป็นสองทีม และแจ้งให้ทราบว่า ผมอยู่ทีมไหน เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับสมองของผมที่จะเอนเอียงไปทางทีมเสือดาวมากกว่าทีมเสืออย่างชัดเจน และรวดเร็วพอๆ กับตอนจำแนกคนผิวดำกับคนผิวขาวออกจากกันในยามปกติทั่วไป

ผลการสแกนสมองสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับความชอบรวมฝูงของมนุษย์ (human groupishness) กล่าวคือ  เรามีเรดาร์อันเฉียบคมคอยเรียนรู้ว่า รอบตัวเรานั้นคนกลุ่มไหนสำคัญต่อเรา กลุ่มไหนที่เราเป็นสมาชิกอยู่  เรดาร์ตัวนี้ทำงานอยู่ตลอดเวลา  แม้ขณะนั่งอยู่สบายๆ ท่ามกลางอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ ศาสนา ชนชาติ และอัตลักษณ์อื่นๆของเรา  จิตใจของเราก็ยังตื่นตัวมองหาความเป็นไปได้ที่จะสร้างพันธมิตรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจได้ว่า เหตุใดมนุษย์จึงวิวัฒน์ไปในทางที่ต้องเอาใจใส่ทีมของตัวเอง รวมทั้งตำแหน่งแห่งที่ของตนในทีมนั้นๆ การพึ่งพาอาศัยกันเป็นกลยุทธ์การอยู่รอดที่สมเหตุสมผล สำหรับสิ่งมีชีวิตที่บอบบาง เอะอะโวยวาย ไม่มีอาวุธอะไรมากมายติดตัวมาแต่กำเนิด การใช้ชีวิตอยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่าคือใบเบิกทางสู่การอยู่รอด ซึ่งก็คือเหตุผลที่ทำไมไพรเมตส่วนใหญ่จึงอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม อันที่จริง ไม่มีสังคมมนุษย์แห่งใดเลยที่ปราศจากเส้นแบ่งอันชัดเจนที่จำแนกคนหลายหมู่เหล่าออกจากกัน

เรื่อง  เดวิด เบอร์เรบี

ภาพถ่าย  จอห์น สแตนเมเยอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

สีผิวที่แตกต่าง

เรื่องแนะนำ

ภาพวาดอันน่าทึ่งจากศิลปินออทิสติก

สตีเฟน วิลต์เชียร์ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่ 3 ขวบ ณ ปัจจบุันเขากลายเป็นศิลปินผู้โด่งดังด้วยการวาดเมืองทั้งเมืองจากความทรงจำ

เพื่อจะไปโรงเรียน เด็กๆ ชาวอินเดียเหล่านี้ต้องข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กๆ ในรัฐหิมาจัลประเทศ ของอินเดีย ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันยากลำบากนั่นคือกระแสน้ำอันไหลเชี่ยวที่ลงมาจากหุบเขา ผลกระทบจากมรสุม วิดีโอฟุตเทจนี้ถูกบันทึกไว้ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ชัมบา ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากพายุมรสมที่เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกับเด็กๆ พวกเขาพร้อมใจกันพับขากางเกงขึ้น ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างช้าๆ ลงไปในสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากท่ามกลางโขดหินที่ลื่น ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำสายนี้ทีความกว้างถึง 14 เมตรเลยทีเดียว การเดินข้ามแม่น้ำเป็นไปอย่างเชื่องช้า รายงานข่าวระบุว่าเด็กๆ เหล่านี้ใช้เวลาในการข้ามถึง 40 นาทีด้วยกัน ในบางครั้งพวกเขาต้องหยุดพัก หรือทรงตัว เด็กบางคนจีบมือกันเป็นโซ่มนุษย์เพื่อไม่ให้ถูกพัดไป ส่วนเด็กที่โตกว่าแบกเด็กเล็กไว้บนหลัง รายงานจากสำนักข่าว Times of India หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว 400 คน และเด็กๆ ต้องเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 1.6 กิโลเมตรเพื่อที่จะไปเรียนหนังสือ ในการให้สัมภาษณ์กับ India TV News เด็กหญิงคนหนึ่งอธิบายว่า เธอพยายามขอร้องให้ผู้ใหญ่ช่วย แต่ในเวลานั้นไม่มีใครอยู่ “เสื้อผ้าของหนูเปียกไปหมด รองเท้าและหนังสือก็ด้วย” เธอกล่าวเป็นภาษาฮินดู ทุกๆ ปี ภูมิภาคนี้ในอินเดียจำต้องเผชิญกับฤดูมรสุม ที่ช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำกินมีน้ำใช้ แต่ก็ต้องแลกมากับการใช้ชีวิตที่ยากลำบากขึ้นผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature […]

ไขปริศนาเลือดข้นคนจาง “ยาจีน” ลึกลับในถ้วยคือ?

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้คนในหลายวัฒนธรรมรู้จักนำประโยชน์ของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับเลือด หรือฤทธิ์ระบาย มาใช้เพื่อกำจัดเด็กที่พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดมา