Art of Anatomy กายวิภาคศาสตร์ ศิลปะแห่งร่างกาย และการเรียนรู้ความงามของสัดส่วนมนุษย์ - National Geographic Thailand

Art of Anatomy กายวิภาคศาสตร์ ศิลปะแห่งร่างกาย และการเรียนรู้ความงามของสัดส่วนมนุษย์

Art of Anatomy กับ “กายวิภาคศาสตร์” วิชาที่อยู่ตรงกลางพอดีระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ การสร้างความสมดุลระหว่างความสวยงามและความจริงจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ไปพร้อมกับความท้าทายระหว่างลงมือทำ

กายวิภาคศาสตร์​ (Anatomy) ในความรับรู้ของผู้คนคือวิชาพื้นฐานของสายแพทย์ที่จะต้องเรียนรู้โครงสร้างร่างกายของมนุษย์ในเชิงหน้าที่การทำงาน และอีกมุมมองหนึ่ง กายวิภาคศาสตร์ คือศาสตร์ที่นำพาศิลปินไปค้นหาความงามตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะต่อไป

“กายวิภาคฯ เป็นวิชาที่ดูแค่รูปอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องมีคนอธิบายด้วยว่าทำไมรูปนี้ถึงเป็นแบบนี้” คุณอาร์ต – วรรณฤทธิ์ กะรินทร์​ อาจารย์ และผู้ก่อตั้ง Art of Anatomy ห้องเรียนกายวิภาคฯ สำหรับศิลปะ เล่าให้เราฟังถึงความสำคัญของวิชากายวิภาคศาสตร์ต่องานศิลปะ “หลายครั้งคนที่เป็นสายวาดหรือปั้น อาจจะไม่มั่นใจกับวิชานี้ เพราะมันอิงกับหลักวิทยาศาสตร์ กลัวว่าวาดออกมาแล้วผิดหรือเปล่า เขาต้องการคนสักคนหนึ่งมาพิสูจน์ว่าที่เขาวาดมันถูกต้องนะ แล้วถ้าไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกตรงไหน”

“เราก็ต้องอธิบายว่า ด้วยความที่กายวิภาคฯ มันอยู่ตรงกลางระหว่างวิทย์กับศิลป์ มันเป็นธรรมดาของโลก ถ้าเน้นไปทางความเป็นจริงและความถูกต้องทางวิทย์มาก ก็อาจจะสูญเสียความสวยงามบางอย่างในเชิงของศิลปะ อย่างรูปแกะสลักหินดาวิด (ผลงานโดย มีเกลันเจโล) เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงการต่อรองกันระหว่างความเป็นวิทย์ของกายวิภาคฯ กับความสมบูรณ์แบบของศิลปะ ศิลปินจะพยายามบาลานซ์ระหว่างความสวยกับความจริง ความเป็นวิทย์กับความเป็นศิลป์ แล้วทำหน้าที่สรุป เชื่อโยง ประมวลความรู้ เพื่อหาจุดสมดุลของทั้งสองศาสตร์”

 

Anatomy for Art : กายวิภาคศิลป์ เพื่อการสร้างสรรค์

คุณอาร์ตให้นิยามของวิชากายวิภาคศาสตร์ สำหรับความงามทางฟากฝั่งศิลปะเอาไว้ว่า เป็นกายวิภาคฯ ที่เน้นในเรื่องความสวยงาม มากกว่าเรื่องความถูกต้องในแบบกายวิภาคฯ ทางการแพทย์ ความท้าทายของศิลปินจึงเป็นเรื่องของการค้นหาว่า อวัยวะแต่ละส่วนมีสุนทรียศาสตร์และความงามเฉพาะตัวอย่างไร

“กายวิภาคฯ ของหนังสือวาดรูปกับหนังสือแพทย์ บางอย่างแทบไม่ตรงกันเลย เพราะสมัยก่อนตอนมีการเริ่มศึกษากายวิภาคฯ สำหรับการวาดภาพ มีส่วนที่เกิดจากการศึกษาของศิลปินเพื่อทำงานศิลปะด้วย เป็นศิลปินที่มาเลาะเปิดแล้วสเก็ตช์กันเอง หลังจากองค์ความรู้ถูกถ่ายทอดต่อกันมาเรื่อยๆ สายวิทย์และสายศิลป์ก็เริ่มแยกจากกันไปอย่างชัดเจน หนังสือกายวิภาคฯ สำหรับศิลปะที่ขายกันในปัจจุบันก็จะเป็นสูตรของศิลปะไปเลย อย่างพวกมุมกระดูก อาจจะไม่ได้ตรงกันขนาดนั้น แต่ก็ยังคงพื้นฐานทางการแพทย์อยู่”

ความท้าทายอีกประการของการเรียนการสอนวิชากายวิภาคฯ​ สำหรับศิลปะ คือการสร้างความประนีประนอมระหว่างภาษาแบบแพทย์กับศิลปะ “อะไรที่มันเป็นเนื้อหาวิชาการของสายนี้ เราเอาตรงกลางไว้ และวิชานี้เรียนเป็นภาษาไทยค่อนข้างยาก ด้วยชื่อเฉพาะของกล้ามเนื้อหรือกระดูก หรือชื่อเฉพาะที่บอกเล่าการเชื่อมโยงของแต่ละส่วน จึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งของวิชา”

นักเรียนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเรียนในคอร์ส เป็นศิลปินสายวาดรูป วาดคาแร็กเตอร์ เกม ทำงานปั้น หรือแม้แต่คนในวงการแพทย์ที่ชอบวาดรูปก็มาลงเรียนคอร์สนี้เช่นกัน

“คนอยากมาเรียนกายวิภาคฯ เพื่อสรรหาความถูกต้องของการวาดรูป แต่จริงๆ แล้ววิชากายวิภาคฯ มันเรียนไปเพื่อดัดแปลง ศิลปินก็ควรจะเอาความรู้นี้ไปดัดแปลงให้เข้ากับงานของตัวเอง มีคำพูดหนึ่งของอาจารย์ต่างประเทศที่ผมชอบมาก เขาบอกว่า ศิลปินเป็นผู้ที่ถ่ายทอดธรรมชาติของโลกนี้ในรูปแบบของตน แล้วผมก็จะบอกว่า เรียนกายวิภาคฯ มันคือ เราไม่ได้เรียนเพื่อเอาความเป๊ะนะ เราเรียนเพื่อไปดัดแปลงให้เป็นงานของตัวเอง เพราะว่าในโลกของงานศิลปะมันมีหลากหลายสไตล์มากๆ”

ห้องเรียนปัจจุบันแบ่งเป็น 3 วิชาหลัก ได้แก่ Anatomy – วิชาของร่างกาย กล้ามเนื้อ กระดูก, Figure Drawing – วิชาวาดหุ่นมนุษย์ และ Portrait – วิชาวาดภาพใบหน้ามนุษย์ โดยเฉลี่ยคอร์สละ 8 ครั้ง ครั้งละ 4 ชั่วโมง และด้วยความที่เนื้อหาเยอะมาก นักเรียนจึงสามารถกลับมาเรียนทวนได้ตลอดชีวิต

 

จากหน้ากระดานสู่การสอนออนไลน์​

Art of Anatomy
ภาพจาก นิทรรศการ SILPA : TRANSFORM กาย-วิพากษ์ โดยหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ภาพจำของ Art of Anatomy ที่ทำให้ผู้คนทึ่ง และทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือภาพวาดกายวิภาคฯ สีสันสดใสบนกระดานดำขนาดมหึมา เบื้องหลังคือพัฒนาการของการเรียนการสอนจากในห้องเรียน สู่ยุคการระบาดของโควิดที่ต้องปรับตัวเป็นการสอนแบบออนไลน์

“สำหรับห้องเรียนออนไลน์ แทบไม่มีปัญหาเลย เพราะว่าเป็นวิชาเล็กเชอร์อยู่แล้ว ต่อให้นั่งในคลาส มันก็คือดูผมวาดแล้วพูดไปด้วยวาดไปด้วย มันก็แค่เปลี่ยนไปดูหน้าจอเท่านั้นเอง ก็เลยไม่มีปัญหา”

จากห้องเรียนแรกสุดที่ใช้กระดาษขนาดยักษ์ติดตั้งกับผนัง มาสู่การใช้กระดานดำกับสีพาสเทลตามคำแนะนำของอาจารย์ต่างประเทศ “พอรูปขนาดใหญ่ เราต้องวาดให้เร็วตามที่เราพูด คนจะโฟกัสที่ผมมากกว่ารูปบนกระดาน เพราะมีความเคลื่อนไหว“ จึงเปลี่ยนมาสู่การใช้เครื่องฉายสไลด์ที่สร้างสมาธิในการเรียนให้กับนักเรียน จนปัจจุบันที่เป็นการเรียนแบบออนไลน์เนื่องมาจากสภาวการณ์ของโควิด-19

Art of Anatomy

“พอเป็นออนไลน์ ก็ต้องมีวิธีคิดแบบออนไลน์ เพราะว่าเวลาเรียนออนไลน์ คู่แข่งเราไม่ใช่คนในประเทศ เพราะทั้งโลกก็เป็นออนไลน์เหมือนกัน เท่ากับว่าคนที่เรียนออนไลน์กับเรา ก็สามารถเรียนกับใครก็ได้ในโลก เมื่อมีการเปรียบเทียบแล้ว อะไรจะทำให้เราดีกว่าเค้านอกจากเนื้อหา นั่นก็คือโปรดักชั่นในการสอน”

สิ่งที่ทำให้โปรดักชั่นเป็นข้อสำคัญ ก็เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างสมาธิให้ผู้เรียนจดจ่ออยู่กับบทเรียนตรงหน้า การแก้ปัญหาในจุดเล็กน้อย เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน หรือแสงบนจอที่ไร้เงา จึงช่วยให้การเรียนการสอนเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

“ผมถามอาจารย์ต่างประเทศว่าอะไรที่สำคัญกับการสอนออนไลน์ เขาบอกว่าเสียง สำคัญกว่ารูป เพราะถ้าเสียงดี มันทำให้การสอนเป็นมืออาชีพ การเรียนการสอนตลอดช่วงเวลาต้องไหลลื่นไปทั้งหมด เราก็เลยลงทุนกับไมค์ เครื่องจูนเสียงให้ดีไปเลย อีกเรื่องก็คือภาพ เราต้องวาดต้องสาธิต เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการจัดไฟ ให้บนกระดาษไม่มีเงาอยู่เลย และความละเอียดสูง เพื่อให้ผู้เรียนได้โฟกัสกับเนื้อหาโดยตรง”

Art of Anatomy

ในส่วนของวิชาที่ต้องใช้โมเดลหรือหุ่นนิ่งตัวอย่าง อย่างวิชาวาดภาพหุ่นมนุษย์ จากเดิมที่ในห้องเรียนใช้การวาดจากแบบของหุ่นนิ่งหรือนายแบบ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการสแกนหุ่นนิ่ง แล้วส่งเป็นลิงค์ให้ผู้เรียนสามารถเลือกมุมกล้อง จัดเซ็ตติ้ง จัดการองค์ประกอบได้เอง

“โปรแกรมเหล่านี้ช่วยชดเชยการไม่ได้มาเรียนจริงในห้องได้ และระหว่างเรียน ถ้ามีสมาร์ทโฟนอีกเครื่อง ก็สามารถหมุนโมเดลพร้อมกันไปด้วยได้ เพราะอนาคตก็มองไกลไปถึงการใช้ VR ในการเรียน จึงลงทุนกับการใช้งานเทคโนโลยีสำหรับการเรียนการสอน”

 

วิชาที่เติมทักษะให้กับศิลปิน

จนถึงวันนี้ คลาสนี้เข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว พร้อมกับการสร้างศิลปินผู้วาดภาพสิ่งมีชีวิตทั้งคนและสัตว์ด้วยความเข้าใจที่มากกว่าเพียงการจดจำเช่นในอดีต เช่นเดียวกับ คุณป๋อ ศิลปินนักวาดภาพประกอบที่เข้ามาเรียนห้องเรียนของคุณอาร์ต เพื่อเพิ่มทักษะให้กับผลงานของตัวเอง

“ที่มาเรียนคลาสนี้เพราะอยากเรียนรู้ให้เข้าใจ และต่อไป ถ้าเข้าใจมากขึ้น แน่นอนว่ามันพัฒนาการวาดไปได้เอง มาเรียนเพื่ออัพเกรดสกิลตัวเอง ถ้าเราทำได้ดีขึ้นก็คือดีกว่ามาตรฐานของเราเองขึ้นไปอีก เป็นการอัพมูลค่าให้กับงานของตัวเองมากขึ้น”

“พอมาเรียน มันเกิดความเข้าใจจากสิ่งที่เราเคยจดจำ ถ้าถามว่ายากไหม ยากนะ แต่คุณอาร์ตก็ค่อยๆ สอนให้เข้าใจ ช่วงแรกจะทฤษฏีเยอะ ต้องตั้งใจมากๆ แต่พอเริ่มวาดไปด้วยกันแล้ว เราได้ Learning by Practicing ก็ค่อยๆ เข้าใจมากขึ้น นอกจากนั้นก็คุณอาร์ตก็ยังแทรกเทคนิคหลายๆ อย่าง เช่น การวาดให้เป็นธรรมชาติ การใช้เส้นสายเชื่อมต่ออวัยวะแต่ละส่วน ซึ่งช่วยให้จำง่าย เข้าใจง่าย”

คุณป๋อเป็นนักเรียนที่เคยเรียนในห้องเรียนจริงแล้ว ครั้งนี้เธอกลับมาเรียนทบทวนอีกครั้งในห้องเรียนออนไลน์ นั่นทำให้เธอได้มองเห็นพัฒนาการของการเรียนการสอนที่เติบโตมากขึ้น “การเรียนแบบออนไลน์ดีเลยนะ เพราะสามารถได้เห็นเต็มตามากๆ มีเทคนิค การเอาโปรแกรมมาช่วย การหมุนมุมให้ดู ปิดกล้ามเนื้อให้ดูข้างใน เราก็เห็นภาพได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องแค่จินตนาการ แต่มีอุปกรณ์ในการเรียนมาช่วยสนับสนุนในการทำความเข้าใจได้มากขึ้น”

นอกจากความรู้ในทางกายวิภาคฯ ที่ช่วยเติมความมั่นใจในงานวาดให้คุณป๋อมากยิ่งขึ้น การได้เรียนในห้องเรียนนี้ยังช่วยมอบมุมมองทางศิลปะกับความงามของร่างกายมนุษย์ให้กับเธอได้อีก

“กายวิภาคฯ เป็นเรื่องสไตล์แต่ละคน เหมือนศิลปินแต่ละคนที่เอาตัวอย่างมาโชว์ ทุกคนมีสไตล์การทำกายวิภาคฯ เป็นของตัวเอง เอาหลักสรีระมาบวกกับมุมมองทางศิลปะที่ต่างกัน มันเลยทำให้เกิดความรู้สึกว่า ทุกคนที่วาดรูปไม่มีถูกผิด มันเป็นเรื่องของศิลปะ เราเริ่มผูกพันกับมัน ผูกพันอยู่กับการวาดและเอกลักษณ์ของเรา”

“ไม่ใช่แค่วาดได้เพราะจำได้ แต่เพราะวาดด้วยความเข้าใจจริงๆ”

Art of Anatomy

 

Art of Anatomy
http://artofanatomy-thailand.com/
www.facebook.com/artofanatomy.thailand

 

เรื่อง ณัฐนิช ชัยดี

ภาพ หทัยรัตน์ ดีนวลพะเนาว์, Art of Anatomy


อ่านเพิ่มเติม โรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่มุ่งสร้างนักวิจัย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรม

เรื่องแนะนำ

CMU Lifelong Education พื้นที่สาธารณะที่เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคน

CMU Lifelong Education พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ภาพของผู้คนที่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างอิสระรอบอ่างแก้วเป็นภาพที่ชินตาของเชียงใหม่มาแสนนาน โดยเฉพาะหลังจากการปรับทัศนียภาพครั้งใหญ่ พื้นที่สาธารณะแห่งนี้เปิดต้อนรับทุกคนทั้งในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้งานพื้นที่ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านการใช้ชีวิต “ถ้าเรามองกันดีๆ มหาวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นมาเพื่อชุมชน”​ รศ.ดร.​ปรารถนา ใจผ่อง ผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มต้นเล่าให้เราฟัง “การมีอยู่ของมหาวิทยาลัย จริงๆ แล้วคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะ เพื่อนำความรู้ไปทำงาน ช่วยเหลือสังคม หรือประกอบธุรกิจ นั่นคือกรอบเดิมของการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาบัณฑิตที่มีคุณภาพ” มหาวิทยาลัยคือแหล่งทรัพยากรอันทรงคุณค่า ทั้งในเรื่ององค์ความรู้ บุคลากร และอาคารสถานที่ที่ผู้คนในชุมชนเข้าถึงได้ แล้วทำไมการศึกษาขั้นสูงจึงจำกัดอยู่แค่กับการบ่มเพาะนักศึกษาในมหาวิทยาลัย? จะดีกว่าไหมถ้าความรู้เหล่านี้จะถูกส่งต่อสู่ผู้คนที่ต้องการพัฒนาตัวเอง? นี่คือโจทย์ที่นำมาสู่การก่อตั้งวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี 2561   Reinventing University ปรับวัฒนธรรมการเรียนรู้ “ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนจะคิดถึงเรื่องการศึกษาเป็นการเรียนที่เกิดขึ้นตามระบบ ขั้นตอน ตามอายุ เพื่อให้จบตามแต่ละขั้นของการศึกษาไป การศึกษาเป็นกระบวนการที่ตอบสนองจุดประสงค์ระยะสั้น”​ ในยุคที่โลกเปิดกว้าง ผู้คนต้องปรับตัวเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ อยู่ตลอด หรือแม้แต่การลงลึกในเรื่องราวที่ตัวเองสนใจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป คำว่า ‘การศึกษา’ จึงไม่ได้ถูกผูกติดอยู่กับสถาบันการศึกษาหรือกรอบเวลาอีกต่อไป หากแต่นี่ก็เป็นอีกพันธกิจของสถาบันที่ก็ต้องปรับตัวเปิดกว้างต้อนรับผู้คนอย่างเป็นมิตรเช่นเดียวกัน เป้าหมายชีวิตระยะยาวจึงกลายมาเป็นนิยามของการศึกษายุคใหม่ “การก่อตั้งวิทยาลัยนี้ขึ้นมา เกิดจากประสบการณ์ การมองเห็นข้อมูล […]

ดร.ณิชา ลีโทชวลิต นักวิจัยไทยผู้ร่วมค้นพบหนึ่งในกาแล็กซีไกลที่สุด ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

ความตื่นตัวทางด้านดาราศาสตร์ของคนไทยเมื่อยุคของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์มาถึง และ ดร.ณิชา คือหนึ่งในทีม GLASS ผู้ร่วมตามล่าหากาแลกซีที่ไกลที่สุด ช่วงกลางปีที่ผ่านมา กระแสตื่นตัวเรื่องอวกาศกลับมาอีกครั้งเมื่อภาพแรกของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope หรือ JWST) เผยแพร่ภาพถ่ายของกระจุกกาแลกซี่ SMACS 0723 หรือชื่อเล่นที่ว่า Deep Field ที่มาจากความห่างไกลของกาแลกซี่ถึง 13,500 ปีแสง ซึ่งนับว่าไกลที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยค้นพบในปัจจุบัน จะด้วยความตื่นตาจากภาพที่สวยงาม หรือเรื่องราวการค้นพบที่ข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปอีกขั้น แต่นี่นับว่าปลุกความกระหายในแวดวงดาราศาสตร์ให้กับชาวไทยอีกครั้ง “น่าสนใจมากเลยนะ อาจารย์ของพี่ยังแปลกใจเลยว่า คนไทยนี่สนใจดาราศาสตร์จัง” จากคำถามถึงกระแสเจมส์ เว็บบ์ในเมืองไทยกับ ดร.ณิชา ลีโทชวลิต นักวิจัยไทยจากสถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ผู้ร่วมค้นพบ GLASS-z13 หนึ่งในกาแลกซี่ที่ไกลที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยบันทึกภาพได้ เราเชื่อว่า บทสนทนากับ ดร.ณิชา ต่อจากนี้ไป จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับคนไทยที่เคยมองดาราศาสตร์เป็นเรื่องราวที่ไกลตัว ว่าอวกาศอันแสนไกลและแสนลึกลับ แต่การค้นพบครั้งใหม่ยังคงสร้างความตื่นเต้น และแสดงศักยภาพของมนุษยชาติที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การทำงานกับทีม GLASS โปรเจ็คต์ที่พาดาราศาสตร์ก้าวออกไปไกลกว่าเดิม GLASS หรือ Grism […]

กำเนิดวิทย์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่มุ่งสร้างนักวิจัยพร้อมนวัตกรรม

กำเนิดวิทย์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการบ่มเพาะให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ และสร้างคนเก่งที่เป็นคนดี หากพูดถึงคำว่า ‘คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์’ เชื่อว่าหลายคนจะคิดถึงชื่อวิชาที่ต้องเรียนจนจบหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ แต่ที่ โรงเรียน กำเนิดวิทย์ ความหมายของคำนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของวิชาการ แต่เป็นเรื่องของกระบวนการคิด สร้างสรรค์ และหลักเหตุผลที่หลอมรวมเข้าในทุกวิชาเรียน “ทำไมเราต้องมาสนใจเด็ก gifted?” ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการ โรงเรียน กำเนิดวิทย์ เริ่มต้นเท้าความถึงดำริของโรงเรียนที่มองภาพใหญ่คือการสร้างบุคลากร เพื่อนำนวัตกรรมกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ด้วยการสร้างองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี “ถ้าเราหันกลับไปดูว่า ทำไมประเทศของเราถึงยากจน ถ้าเราดูย้อนหลังปี 1965 GDP ของเราสูงกว่าเกาหลีนะ แต่หลังจากนั้นอีก 20-30 ปี เราน้อยกว่าเขา 4-5 เท่า หรือจีนที่พึ่งเปิดประเทศไม่นาน ตอนนี้เขาล้ำหน้ากว่าเราไปมาก ทำไมเราทำไม่ได้? “ณ วันนี้ เรามีคนที่ประกอบอาชีพนักวิจัย นักประดิษฐ์ อยู่ประมาณ 1,300 คนต่อประชากรล้านคน ในขณะที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีอยู่ที่ประมาณ 6 พัน ทั้งหมดทั้งประเทศไทยมีนักวิจัยประมาณ 8-9 หมื่นคน […]

อาชีพในฝันที่ถูกกลืนหาย-ท่ามกลางระบบการศึกษาและสังคมไทย

ตอนเด็กเรามักมีความฝันเรื่องอาชีพที่หลากหลาย แต่เมื่อเติบโตขึ้นท่ามกลางระบบการศึกษาและสังคม ทำไมเด็กหลายคนจึงมีความฝันเรื่องอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไป อะไรเป็นสาเหตุทำให้เด็กส่วนมากเลือกที่จะ “เปลี่ยนฝัน” แทนที่จะทำ “อาชีพที่ตนใฝ่ฝัน” ตอนวัยเยาว์ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” หากถามคำถามนี้กับเด็ก ๆ จะได้คำตอบที่หลากหลายต่างกันไปและจะเห็นได้ถึง “ความช่างฝัน” ที่แฝงอยู่ในคำตอบเหล่านั้น น้องขุนพล – เด็กชายปัณณสิทธ์ ผณินทรารักษ์ อายุ 10 ขวบที่ฝันอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยน้องให้เหตุผลว่า “ผมชอบเวลาที่ได้เตรียมอาหารร้อน ๆ แล้วนำไปเสิร์ฟให้ผู้โดยสาร ได้ถามผู้โดยสารว่าเขาอยากทานอะไร มันมีความสุขมากเลยครับ และถ้าสมมุติว่าเครื่องบินตกกลางทะเล (อันนี้ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้นจริงนะครับ) ผมก็อยากลองเล่นสไลเดอร์ยางที่ปล่อยออกมาตอนฉุกเฉินเหมือนกัน มันน่าสนุกดีครับ” หากพิจารณาผลการสำรวจจากกลุ่มบริษัท Adecco ประเทศไทย ประจำปี 2564 พบว่า เด็กไทยอายุ 7 – 14 ปี จำนวน 2,024 คน จากทั่วประเทศเลือกให้ “แพทย์” เป็นอาชีพอันดับ 1 รองลงมาคืออาชีพครู อันดับที่ 3 และอันดับที่ 4 คือยูทูปเบอร์ […]