พื้นที่คุ้มครองทั่วโลกกว่า 1 ใน 3 กำลังถูกรุกราน จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์

1 ใน 3 ของพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกกำลังถูกรุกราน

1 ใน 3 ของ พื้นที่คุ้มครอง ทั่วโลกกำลังถูกรุกราน

พื้นที่คุ้มครอง คือเครื่องมือที่นักสิ่งแวดล้อมใช้เพื่อปกป้องทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นั้นๆ โดยการกำหนดขอบเขต แต่ยังคงไว้ซึ่งระบบนิเวศทางธรรรมชาติที่เอื้อให้สายพันธุ์พืชและสัตว์ยังคงเติบโตขยายพันธุ์ต่อไปได้

แต่ผลการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่ลงในวารสาร Science พบว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่คุ้มครองกำลังถูกรุกล้ำโดยมนุษย์ ปัจจุบันทั่วโลกมีพื้นที่คุ้มครองราว 200,000 แห่ง แต่ทุกวันนี้มีพื้นที่กว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตรที่กำลังเผชิญกับการรุกล้ำเพื่อการเกษตร, การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน, ตัดถนน, มลพิษทางแสง, ทางรถไฟ ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ

ทีมนักวิจัยมุ่งเป้าไปที่ “รอยเท้าคาร์บอน” ที่แสดงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของมนุษย์ พวกเขาเปรียบเทียบปริมาณของมันกับแผนที่ในปี 2016 ซึ่ง James Watson หนึ่งในนักวิจัยจากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าเผยว่า ร่องรอยการรุกล้ำธรรมชาติของมนุษย์กำลังเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งนี้กำลังทำลายความหลากหลายที่มีในธรรมชาติ นอกจากนั้นยังระบุถึงอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อความหลากหลายทางชีวภาพลดน้อยลง

ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้ล่าตามธรรมชาติอย่างบอบแคตลดจำนวนลง และกวางมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นักวิจัยพบว่ามันทำให้เห็บมีจำนวนเพิ่มขึ้นตาม เนื่องมาจากมีเจ้าบ้านให้อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของโรคลายม์ และโรคอื่นๆ ตามมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังเป็นวิกฤติทั่วโลก ซึ่ง Wilson เองพยายามเรียกร้องให้มีการปกป้องคุ้มครองพื้นที่เหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพจะได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ทีมวิจัยระบุว่า การค้นพบของพวกเขานั้นเปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ไม่ใช่แค่การกระตุ้นให้คิดใหม่ทำใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทบทวนมาตราฐานของพื้นที่คุ้มครองที่กำหนดโดยอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยสนธิสัญญาในปี 1992 ระบุว่าประเทศสมาชิกจำนวน 196 ประเทศต้องสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาจะยังคงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งหากดูจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วดูเหมือนว่าจะผิดไปไกลจากข้อตกลงร่วมกัน

(ชมไอเดียจากโรงแรมที่อนรุักษ์ผืนป่าควบคู่กับธุรกิจท่องเที่ยวได้ ที่นี่)

พื้นที่คุ้มครอง
มุมมองทางอากาศของถนน MKAD ที่ตัดผ่านอุทยานแห่งชาติ Losiny Ostrov ในรัสเซีย
ภาพถ่ายโดย Maksim Blinov, Sputnik, AP

Elizabeth O’Donoghue ผู้อำนวยการโครงสร้างพื้นฐานและการสำรวจที่ดิน หรือTNC ระบุว่าเธอไม่แปลกใจกับการค้นพบนี้ เมื่อมองจากอัตราการเติบโตของประชากรทั่วโลกแล้ว

ที่ TNC เธอและทีมพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า “Green Print” ที่เอื้อให้ชุมชนหรือนักพัฒนาสามารถมองเห็นแนวโน้มของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครองของซานฟรานซิสโก สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการเติบโตของประชากรมากที่สุดในสหรัฐฯ และมีปัญหาด้านที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ

“ตอนนี้พื้นที่บริเวณอ่าวมีคนเพิ่มจาก 7 ล้านเป็น 9 ล้านคน และตรงจุดนั้นคือบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ” O’Donoghue กล่าว ปัจจุบันเครื่อมือของ TNC ช่วยกระจายข่าวสารข้อมูลในประเด็นนี้มากขึ้น แต่ทั้งหมดยังเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เพราะการที่จะสำเร็จได้อย่างแท้จริงนั้นจะเป็นต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนใหญ่ เช่น นโยบายทางการเมือง

ว่าแต่ผลกระทบที่แท้จริงคืออะไร หากเราไม่ลุกขึ้นมาปกป้องธรรมชาติ? “บรรดาพืชและสัตว์ที่ทำให้ภูมิภาคนี้น่าสนใจจะพากันลดน้อยลง” เธอกล่าว “สายพันธุ์สัตว์จะขาดความหลากหลาย ความสามารถในการดูดซับน้ำฝนตามธรรมชาติจะลดน้อยถอยลงตาม และนั่นจะส่งผลกระทบต่อน้ำและอากาศที่เราใช้ตามมา”

อย่างไรก็ตามแม้จะฟังดูเลวร้าย แต่งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้พบแต่เรื่องลบไปเสียหมด ในภูมิภาคที่มีการดูแลพื้นที่คุ้มครองอย่างเข้มงวด ทีมวิจัยพบร่องรอยของการรุกรานโดยมนุษย์น้อยมาก นั่นหมายความว่าแนวทางที่พื้นที่อนุรักษ์เหล่านี้ใช้ คือตัวอย่างที่ดีในการเพิ่มความหลากหลายตามธรรมชาติ

ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้วิเคราะห์ในประเด็นของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เองเตือนว่าสองปัจจัยนี้ก็ทีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวไม่ต่างจากการรุกรานของมนุษย์เช่นกัน

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

 

อ่านเพิ่มเติม

โครงการสะพานเชื่อมสัตว์ป่าในบราซิล

เรื่องแนะนำ

แมลงกินได้ : อนาคตอาหารโลก

เมื่อประชากรโลกเพิ่มขึ้น ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือการผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของประชากร ทางออกหนึ่งที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประขาชาติมองเห็นอยู่ในแมลงตัวเล็กๆ

พบร่างคู่สามีภรรยาหายตัวไปเมื่อ 75 ปีก่อน ในธารน้ำแข็งที่เริ่มละลาย

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่สกีหิมะ จากบริษัท Glacier 3000 กำลังตรวจเช็คอุปกรณ์ บริเวณธารน้ำแข็ง Tsanfleuron บนเทือกเขาแอลป์ ของสวิสเซอร์แลนด์ พวกเขาสังเกตุเห็นรองเท้าบู๊ทโผล่ออกมาจากน้ำแข็ง และเมื่อเข้าไปสำรวจใกล้ๆ พวกเขาพบว่ารองเท้านั้นเป็นของมนุษย์คู่หนึ่ง นอกจากนั้นยังพบหมวก และข้าวของอื่นๆ อีกที่ถูกแช่แข็งไปพร้อมกับร่างดังกล่าว ทั้งคู่คือ มาเซย์ลิน และฟรานซิน ดูมอว์ลิน พวกเขาเป็นช่างทำรองเท้าและคุณครู ที่หายตัวไปอย่างปริศนาเมื่อ 75 ปีก่อน “เขารายงานกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่วนผมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรจ” เบนฮาร์ด ทาชเนน ซีอีโอของบริษัทกล่าว และในวันต่อมาเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งก็บินมายังบริเวณดังกล่าว น้ำแข็งขนาดใหญ่ถูกตัดออก เพื่อนำร่างของทั้งคู่ไปตรวจสอบ ต่อมาในวันที่ 19 กรกฎาคม ผลการตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าทั้งคู่คือสามีภรรยาที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1942 จริง รายงานจาก Le Matin หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของสวิสเซอร์แลนด์ ร่างของพวกเขาไม่ใช่ร่างแรกที่ถูกดึงออกมาจากธารน้ำแข็งนี้ ศพของสามพี่น้องที่หายตัวไปในปี 1926 ถูกพบในปี 2012 […]

วิกฤตินกทะเล

เหล่าวิหคแห่งท้องทะเลกำลังประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงการจะปกป้องพวกมันต้องเริ่มจากการรู้จักนกทะเลเหล่านี้ให้มากขึ้น

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.