การประมงเกินขนาด สร้างหายนะให้ทะเลอย่างไร -National Geographic Thailand

การประมงเกินขนาด สร้างหายนะให้ทะเลอย่างไร

การประมงเกินขนาด ส่งผลให้ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลกำลังถูกทำลาย ด้านบรรดาผู้นำโลกพบเจออุปสรรคในการวางมาตรการป้องกัน

การประมงเกินขนาด (overfishing) ซึ่งเป็นการทำประมงเกินอัตราที่ปลาจะเพิ่มประชากรมาแทนที่ได้อย่างสมดุลสร้างความกังวลแก่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมานับทศวรรษแล้ว อย่างไรก็ตามเหล่าผู้นำโลกยังไม่มีข้อตกลงที่แน่ชัดในการจัดการต่อปัญหานี้ การตกปลามากเกินนำไปสู่ความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมประมงเอง และนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าปัญหานี้อาจพัฒนาเป็นวิกฤตได้ในไม่ช้า

อะไรที่ทำให้เกิด การประมงเกินขนาด

ปรากฏการณ์ของ การประมงเกินขนาด มีมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่สหรัฐอเมริกาจากการล่าวาฬในบริเวณทะเลตื้น สเตลวาเกน (Stellwegen Bank) นอกชายฝั่งคาบสมุทรเคป (Cape Cod) ซึ่งประชากรวาฬจำนวนมากถูกฆ่าและสกัดไขมันวาฬไปทำน้ำมันสำหรับตะเกียงไฟ

การทำประมงมากเกินไปเริ่มขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในหลายประเทศเริ่มผลักดันให้อาหารจากการประมงมีความมั่นคงและทั่วถึงต่อประชากร เงินอุดหนุนและนโยบายต่างๆ จากรัฐบาลทำให้อุตสาหกรรมการประมงขนาดใหญ่เติบโตอย่างรวดเร็วและแทนที่การประมงท้องถิ่นที่เคยเป็นผู้ผลิตหลัก เทคโนโลยีและกลวิธีการจับปลาพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ปลาถูกจับมากขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตทางการประมงจึงมีความหลากหลายและเข้าถึงง่ายอย่างที่หลายคนคุ้นชินอย่างปัจจุบัน

การประมงเกินขนาด

ในปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) มีปลาจำนวนกว่า 90 ล้านตันถูกจับในมหาสมุทร ซึ่งนั่นถือเป็นจุดสูงสุดของอุตสาหกรรมประมง จำนวนปลาที่จับได้ในแต่ละปีมีจำนวนคงที่หรือลดลงตั้งแต่นั้นมา ปลาที่เป็นที่นิยมบางสายพันธุ์เช่นปลาหัวเมือก (Orange Roughy) และปลาทูน่ายักษ์ (Bluefin Tuna) เริ่มขาดตลาดเนื่องจากประชากรปลาลดลงอย่างเฉียบพลัน ข้อมูลในปี 2003 คาดการณ์ว่าปลาใหญ่ในมหาสมุทรเช่นปลาค็อดบางสายพันธุ์ (codfish) และฉลามมีจำนวนเหลือเพียงแค่ร้อยละ 10 หากเทียบจำนวนกับช่วงก่อนอุตสาหกรรมประมงรุ่งเรือง

ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

การตกปลามากเกินไปทำให้เรือประมงพาณิชย์ต้องขยายพื้นที่ในการจับปลาเพื่อชดเชยต่อประชากรปลาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละพื้นที่ การขยายพื้นที่นี้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลในหลายๆ ด้าน ความเสียหายที่พบได้บ่อยเกิดจากการจับปลาแบบลากอวนซึ่่งมักมีสัตว์หลงติดอวน (bycatch) อย่างเต่าทะเล โลมาหรือแม้กระทั่งฉลามติดอวนอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจได้รับบาดเจ็บและตายได้

การจับปลามากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแนวปะการังได้เช่นกัน  ปลาบางชนิดช่วยทำความสะอาดแนวปะการังด้วยการกินตะไคร่น้ำซึ่งช่วยให้ปะการังเติบโตและแข็งแรงพอที่จะทนต่อความเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิน้ำได้ การจับปลาในบริเวณเหล่านี้อาจทำให้ไม่มีปลาเพียงพอในการทำความสะอาดปะการังซึ่งทำให้ปะการังอ่อนแอและตายได้ง่ายท่ามกลางภูมิอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง อุปกรณ์การประมงอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อแนวปะการังโดยตรงได้เช่นกัน

การทำประมง, การประมงเกินขนาด
เรือลากอวนกำลังจับปลาบริเวณช่องแคบอังกฤษ (English Channel) การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมประมงทำให้กว่าหนึ่งในสามของทรัพยากรปลา (fish stock) ในปัจจุบันกำลังประสบกับการการประมงเกินขนาด (overfishing) ภาพโดย JASON ALDEN, BLOOMBERG/GETTY IMAGES

ความพยายามในการหยุดการตกปลามากเกินไป

จำนวนปลาที่ลดน้อยลงอย่างฉับพลันทำให้นักวิทยาศาสตร์เตือนถึงขีดจำกัดของทะเล ข้อมูลการจับปลาจากวารสาร “Science” ในปี ค.ศ. 2006 ทำนายว่าอุตสาหกรรมประมงอาจล่มสลายในปี ค.ศ. 2048 (พ.ศ. 2591) หากยังมีจับปลาโดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าประชากรปลายังสามารถฟื้นฟูได้ด้วยมาตรการเข้มงวดจากรัฐบาลเช่นการจำกัดจำนวนการจับปลาและการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือ FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations) มีการจัดวางมาตรการสากลสำหรับการประมงที่ยั่งยืนซึ่งมีรายงานในปี ค.ศ. 2020 ถึงผลผลิตจากการประมงที่คงที่หรือเพิ่มขึ้นจากพื้นที่ที่ปฏิบัติตามมาตรการ อย่างไรก็ตาม กว่าหนึ่งในสามของทรัพยากรปลา (fish stock) ทั่วโลกยังคงประสบกับการการตกปลามากเกินไป ซึ่งทาง FAO รายงานว่าเกิดจากการที่มาตรการสากลยังไม่ถูกใช้อย่างครอบคลุม

การประมงเกินขนาด
คนงานใช้ค้อนยักษ์เพื่อแยกปลาทูน่าแช่แข็งในเรือขนสินค้าของจีนที่จอดอยู่ในท่าเรือ General Santos ประเทศฟิลิปปินส์ PHOTOGRAPHY BY ADAM DEAN, NAT GEO IMAGE COLLECTION

จะหยุดการตกปลามากเกินไปได้อย่างไร

การให้เงินอุดหนุอุตสาหกรรมประมงโดยรัฐบาลยังคงเป็นแนวโน้มการบริหารที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกลายเป็นอุปสรรคหลัก เพราะเงินอุดหนุนซึ่งเป็นการสนับสนุนการตกปลามากเกินไป เช่นการให้เงินสนับสนุนค่าน้ำมันให้เรือสามารถออกทะเลไปยังพื้นที่ที่ไกลขึ้น ถือว่าเป็น ”เงินอุดหนุนที่อันตราย” (harmful subsidies) ผลสำรวจในปี ค.ศ. 2018 พบว่าประเทศทั่วโลกมีการให้เงินอุดหนุนอันตรายกว่า 7 แสนล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปี ค.ศ. 2009 สำหรับประเทศจีนมีการเพิ่มเงินอุดหนุนอันตรายถึงสองเท่าตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

องค์การการค้าโลก (World Trade Organization) มีการพูดคุยถึงการจำกัดเงินอุดหนุนเหล่านี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างล่าช้าและแม้มีการวางแผนถึงการตั้งข้อตกลงให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อตกลงเป็นรูปธรรม

คุณอึงโกซี อะโคนโจ-อิเวลา (Ngozi Okonjo-Iweala) ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกยังคงเรียกร้องให้สมาชิกตั้งข้อตกลงนี้ขึ้นมาและ “ความล้มเหลวในการตั้งข้อตกลงจะเป็นภัยมหาศาลต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนทางทะเลซึ่งเป็นทั้งแห่งอาหารและรายได้แก่ผู้คนมากมาย” เธอกล่าว

เรื่องโดย AMY MCKEEVER และ NATIONAL GEOGRAPHIC STAFF

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม ลดผลกระทบจากความสุขชั่วมื้อ ด้วย 6 วิธีซื้ออาหารทะเลที่ดีตัวเราและโลก

เรื่องแนะนำ

PM 2.5: มลพิษทางอากาศในไทย เหตุใดจึงยังไม่สิ้นสุด

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2020 ปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่เริ่มเกิดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อะไรคือสาเหตุของปัญหาฝุ่นที่ไม่อาจสิ้นสุดได้ง่ายๆ ในประเทศไทย ทำความรู้จัก PM 2.5 PM ย่อมาจาก Particulate Matter หรืออนุภาคใดๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร (ไมครอน) ซึ่งขนจมูกไม่ดักจับได้ โดยเป็นสารแขวนลอยที่ฟุ้งกระจายในชั้นบรรยากาศ อาจอยู่ในสภาพของเหลวหรือของแข็งขนาดเล็ก เช่น อนุภาคต่างๆ เชื้อโรค หรือฝุ่นละออง จนทำให้เรามองเห็นในภาพกว้างเป็นลักษณะคล้ายหมอกหรือควัน ในประเทศไทยเริ่มตรวจวัดค่า PM 2.5 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ก่อนที่กรมควบคุมมลพิษจะมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นละอองและข้อมูลอื่นๆ หลังจากนั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงออกประกาศการกำหนดมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ใน พ.ศ. 2553 ในสถานการณ์ปัจจุบันนิยมใช้การวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index, AQI) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ระบุคุณภาพอากาศของสถานที่นั้นๆ โดยตัวเลขบอกปริมาณ PM 2.5 เป็นหน่วย ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (μg/m3) ค่าเฉลี่ย AQI […]

ดอยหลวงเชียงดาว 2 ปี หลังไฟป่าครั้งใหญ่ อัศจรรย์ธรรมชาติในการฟื้นฟูตัวเอง

ดอยหลวงเชียงดาว เกือบ 2 ปี หลังไฟป่าครั้งใหญ่ ติดตามนักอนุรักษ์ไปสำรวจการฟื้นตัว หลังปิดผืนป่าไม่ให้มนุษย์ขึ้นไปรบกวนการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของธรรมชาตินานกว่า 1 ปี เส้นทางคดเคี้ยวทอดยาวไปไกลสุดสายตา เบื้องหน้าคือผืนป่าที่โอบอุ้มด้วยเมฆฝนอันชุ่มชื้น เรากำลังเดินเท้าขึ้นสู่ดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เทือกเขาหินปูนที่สูงที่สุดของประเทศไทย และยอดเขาสูงอันดับ 3 รองจากดอยอินทนนท์และดอยผ้าห่มปก เมื่อ 2 ปีก่อน เกิดเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ณ ดอยหลวงเชียงดาว สร้างความเสียหายให้ผืนป่าเกือบ 4,000 ไร่ ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตหลากชนิดพันธุ์เป็นวงกว้าง และสร้างความหวาดหวั่นให้เหล่านักอนุรักษ์ว่าอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชพรรณอันเปราะบางบางชนิด กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจึงตัดสินใจปิดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติดอยหลวงเชียงดาว ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวอย่างไม่ลังเล เป็นเวลานานกว่า 1 ปี ไม่ให้มนุษย์ขึ้นไปรบกวนการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของธรรมชาติ และเพื่อเป็นการคุ้มครองแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โดยการเดินทางสู่ดอยหลวงเชียงดาวของเราในครั้งนี้ เป็นการติดตามเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และทีมภาคีเรารักดอยหลวงเชียงดาว มาสำรวจการฟื้นตัวของธรรมชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว 2 ปี หลังไฟป่าขนาดมโหฬารลุกลามไปทั่วพื้นที่ เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เราก็ประจักษ์ชัดแก่ใจว่า การเยียวยาและฟื้นฟูตัวเองของธรรมชาติ นั้นมหัศจรรย์กว่าที่มนุษย์คาดคิด 01 บ้านของพืชถิ่นเดียว นัยนา เทศนา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ […]

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]