5 คำถามสำคัญเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก - National Geographic Thailand

5 คำถามสำคัญเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

5 คำถามสำคัญเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

“If you can’t reuse it, refuse it” หรือ “หากคุณเอามันกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้ ก็จงปฏิเสธมันเสีย” คือคำขวัญใหม่ประจำวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2561 โดยโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติที่มุ่งเน้นไปที่การขจัดวิกฤติขยะพลาสติกโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนี้กำลังกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของโลก

ความตายของวาฬนำร่องครีบสั้นที่มีขยะพลาสติกมากถึง 8 กิโลกรัมในท้องเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยิ่งจุดประกายให้ผู้คนเห็นภาพของปัญหานี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเราทุกคนมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการตายของมัน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ภาษาไทย พูดคุยกับศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ มูลนิธิโลกสีเขียว กับ 5 คำถามสำคัญเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ที่ยังคงคาใจคนธรรมดาอย่างเราๆ ว่าจะใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรเพื่อชดเชยให้วาฬนำร่องครีบสั้นตัวนั้น ตลอดจนหลีกเลี่ยงป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

 

  1. เราลดการใช้พลาสติกแค่คนเดียวจะไปช่วยอะไรได้ ในเมื่อคนอื่นก็ยังใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันอยู่?

เราลดการใช้พลาสติกแค่คนเดียว คงเปลี่ยนโลกไม่ได้จริงๆ ครับ แต่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่มีแค่เราคนเดียวครับที่คิดและลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด หากคุณรู้สึกว่าตัวเองทำอยู่คนเดียวแล้วท้อลองหาโอกาสร่วมกิจกรรม หรือเสพสื่อในกลุ่มของผู้คนที่พยายามทำเรื่องนี้กันดูครับ เราจะได้ไม่ท้อ

หากชวนคนรอบตัวแล้วเขายังไม่สนใจเปลี่ยนพฤติกรรมทันที นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับ เรื่องพฤติกรรมมันเป็นเรื่องของความเคยชิน ยิ่งนานวัน ยิ่งเปลี่ยนยาก ลองนึกถึงวันแรกๆ ที่เราตระหนักแล้วพยายามลดการใช้พลาสติกดูสิ เราต้องเจอกับความยุ่งยากหลากหลายรูปแบบ แต่สุดท้ายพอเราชิน พอทุกอย่างลงตัว เราก็จะทำมันได้โดยไม่รู้สึกลำบากอะไร ไปๆ มาๆ กลายเป็นรู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้ทำ – ทำได้ในทุกๆ วัน

ทว่าหากเราพยายามลดคนเดียว ในขณะที่คนรอบข้างไม่สนใจเลย ผมเข้าใจว่ามันดูเจ็บปวดใจ แต่ผมเชื่อว่า “น้ำเซาะหินทุกวัน หินมันยังกร่อน” แค่เพียงเราหมั่นทำไปเรื่อยๆ สักวันคนรอบข้างจะต้องคล้อยตามในที่สุด มันมีทริคบางอย่างที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายขึ้น นั่นคือหาวิธีที่ทำให้ใช้สะดวก อย่างเช่นเรื่องการใช้ปิ่นโตซื้อกับข้าวแทนหิ้วถุงแกงเข้าบ้าน เราสามารถจัดวางปิ่นโตและภาชนะลดขยะในจุดที่เห็นเด่นชัด หยิบฉวยใช้ง่าย เพื่อให้สมาชิกในบ้านเห็นว่าสะดวกใช้กว่า เวลากลับมาบ้านก็เปิดฝาแล้วกินได้เลย อยากให้อาหารร้อนก็ไม่ต้องอุ่น เพราะใส่ภาชนะเก็บรักษาอุณหภูมิได้ ทำแบบนี้บ่อยๆ เดี๋ยวคนอื่นก็มาใช้ตามเอง ทุกวันนี้แม้ญาติๆ ของผมจะยังไม่อินในประเด็นสิ่งแวดล้อมมาก แต่หากพวกเขานึกได้ก็จะหยิบปิ่นโต กล่องข้าวไปใช้เสมอ

นอกจากนั้น ปัจจุบันนี้สื่อโซเชียลมิเดียเข้าถึงง่าย และเราทุกคนเป็นสื่อได้ หากเราทำ เราจงบอกต่อไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เชื่อเถอะว่า ทั้งโลกใบนี้ ไม่ได้มีแค่เราเท่านั้นหรอกที่พยายามลดการใช้พลาสติกแค่คนเดียว เมื่อทำเช่นนั้นพลังของพวกเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะที่ผ่านมา ยังไม่เคยเห็นใครที่อินเรื่องนี้แล้วจะเปลี่ยนใจกลับไปใช้ชีวิตไม่แคร์โลกได้อีก

และเมื่อจำนวนคนแคร์โลกมีมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง มันจะก่อเกิดเจตจำนงทางการเมือง แล้วสิ่งที่เปลี่ยนมันจะไม่ใช่แค่จำนวนพลาสติกที่เราลดได้ แต่มันจะกลายเป็นคุณภาพชีวิตของมนุษย์และธรรมชาติที่งดงาม

(อยากทราบไหมว่าจังหวัดของคุณมีขยะมูลฝอยตกค้างมากเป็นอันดับที่เท่าไหร่ ดูได้ ที่นี่ ตั้งแต่หน้า 29 เป็นต้นไป)

 

  1. กรณีพลาสติกฆ่าวาฬ เราแยกขยะและทิ้งพลาสติกให้ถูกจุดแล้ว แต่ทำไมขยะพลาสติกจึงยังลงไปในทะเลได้ กรณีนี้เกิดจากกระบวนการกำจัดขยะที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเกิดจากความมักง่ายของคนทิ้งเอง?

เกิดจากทั้ง 2 อย่างเลยครับ ทั้งกระบวนการจัดการขยะที่ไม่มาตรฐาน และความมักง่ายของคนก็ยิ่งส่งเสริมให้การจัดการขยะยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก ทุกวันนี้ โลกเราให้ความสำคัญกับการผลิตมากกว่าการจัดการขยะ เพราะการผลิตนั้นสร้างเม็ดเงินมหาศาล ส่วนการจัดการขยะ หากจะทำให้ดี ยิ่งต้องมีต้นทุนการจัดการมาก และถ้าจะแก้ไขให้ครบวงจร สุดท้ายก็ต้องวนกลับมาจัดการตั้งแต่ต้นทางการผลิต นั่นคือการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงการจัดการหลังเลิกใช้งานด้วย

เรื่องการจัดการขยะให้ดีเป็นเรื่องไม่ง่าย ทุกวันนี้ในประเทศไทย เอาแค่เก็บขยะที่ทิ้งกันให้หมด ไม่เหลือตกค้างยังทำกันไม่ได้เลย (แม้จะเหลือตกค้างน้อยลงทุกปี) แต่ทุกวันนี้ปีๆ หนึ่ง เรายังมีขยะตกค้างเป็น 10 ล้านตัน

นอกจาก 2 สาเหตุที่กล่าวไปแล้วเรายังมีปัญหาความเข้าใจหรือทัศนคติอยู่บ้าง เช่น ยังมีชาวบ้านที่เชื่อว่าการทิ้งขยะ ลงคลอง ลงทะเล หรือพื้นที่รกร้าง เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สามารถทำได้ เพราะเดี๋ยวน้ำมันก็พัดพาขยะจมหายไป หรือทิ้งไว้เดี๋ยวมันก็ย่อยสลายไปเองในที่สุด

ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยระบุว่าขยะพลาสติกที่พบในทะเลราว 80% เป็นขยะที่เกิดจากกิจกรรมบนบก และอีก 20% เกิดจากกิจกรรมทางทะเล ดังนั้นแม้เราจะอยู่ห่างจากทะเลมาก ขยะที่เราทิ้งอย่างดีแล้วก็อาจไปอืดอยู่ในท้องวาฬได้ด้วยประการฉะนี้

เพื่อไม่ให้หมดหวังขอเสริมว่า ในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่ง เราสามารถจัดการขยะของตัวเราเองได้มากเลยทีเดียว เพียงเริ่มจากแยกขยะเศษอาหาร (ขยะที่ย่อยสลายได้) ออกจากขยะที่ย่อยไม่ได้ ไปทำปุ๋ยหรือเป็นอาหารสัตว์ ขยะที่เราก่อก็จะกลับคืนสู่ธรรมชาติไปราวๆ 60% และหากเราแยกขยะที่ย่อยไม่ได้แต่ขายให้ซาเล้งได้ออกมาอีก อย่างน้อยๆ ก็จะลดขยะไปได้อีกราว 15%  ส่วนที่เหลือที่ย่อยไม่ได้ ขายไม่ได้ เราอาจลองพิจารณาทบทวนดูว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ก่อขยะเหล่านี้ขึ้นมาอีกภายหลัง

หากเราทำได้เท่านี้ ก็ลดปริมาณขยะของเราเองไปมากโข

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ขยะในไทยได้ ที่นี่ )

 

  1. ใช้ชีวิตประจำวันแบบไม่สนับสนุนและไม่บริโภคของป่า เท่านี้เพียงพอหรือไม่ที่จะช่วยบรรดาสัตว์จากองค์กรลักลอบค้าสัตว์ป่า หรือมีวิธีไหนที่ประชาชนคนธรรมดาสามารถทำได้อีก?

รอให้พวกเขาล่าสัตว์ป่ากันให้หมด ก็หมดปัญหาไปเองครับ (ฮ่า) จริงๆ เราก็คงทำได้เท่านี้แหละครับ คือไม่สนับสนุนและไม่บริโภคของป่า หากอยากจะทำมากกว่านี้คงต้องพยายามโน้มน้าวให้คนรอบข้างไม่สนับสนุน และไม่บริโภคเช่นกัน ตลอดจนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือร่วมสนับสนุนแคมเปญรณรงค์เพื่อการอนุรักษ์ต่างๆ ตามโอกาสที่เหมาะสม

 

  1. ปัจจุบันมีพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้แล้ว ทำไมไม่เปลี่ยนพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งในชีวิตประจำวันให้เป็นพลาสติกย่อยสลายได้ทั้งหมด?

พลาสติกที่ย่อยสลายได้มี 2 แบบ แบบที่ไม่ได่ย่อยจริงๆ แต่แค่แตกตัวเป็นเศษชิ้นเล็กๆ ทว่ายังคงสมการทางเคมีเป็นพลาสติกอยู่ ซึ่งแบบนี้ดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ แล้วอันตรายมาก เพราะเศษพลาสติกจิ๋วๆ เหล่านี้จะปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมง่ายมาก

ส่วนพลาสติกที่ย่อยสลายได้จริงๆ (Biodegradable plastic) ก็ไม่ใช่ว่าใช้เสร็จแล้วจะโยนๆ ทิ้งไปทางไหนก็ได้  เพราะพลาสติกประเภทนี้ก็ต้องการการกำจัดอย่างถูกวิธีเช่นกัน ซึ่งจะต้องมีกระบวนการคัดแยก รวบรวม และส่งไปยังโรงย่อยสลายพลาสติก  ดังนั้นไม่ใช่แค่เปลี่ยนมาใช้พลาสติกแบบย่อยสลายได้ แล้วปัญหาขยะพลาสติกจะหมดไป

หนทางที่ง่ายกว่าและเราทุกคนสามารถทำได้ทันทีคือ ลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุด และหันมาใช้วัสดุธรรมชาติแทน

วันสิ่งแวดล้อมโลก
ขยะที่รวบรวมได้จากท้องของเต่าทะเล ภาพถ่ายโดย Ocean Cleanup Foundation องค์กรที่วิจัยเกี่ยวกับขยะพลาสติกในทะเลโดยเฉพาะ

 

  1. จะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจและเห็นความสำคัญของปัญหาพลาสติกล้นโลกอย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่เคยชินกับการใช้ถุงพลาสติก?

เวลาต้องอธิบายปัญหานี้ เรามักเล่าถึงปัญหาแพขยะพลาสติกกลางมหาสมุทร ว่าทุกวันนี้มีขยะในทะเลลอยตามกระแสน้ำไปรวมกันจนเกาะกันเป็นแพขนาดใหญ่ คล้ายๆ ผักตบชวา แต่ทีนี้ ทั้งโลกขยะพลาสติกมีมากมายเหลือเกิน และประเทศไทยเราก็เป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของโลกที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุด แพขยะที่ว่านั้นมีหลายแพทั่วโลก และแพที่ใหญ่ที่สุด มีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ประเทศไทยเราทั้งประเทศถึง 3 เท่า…ย้ำว่า 3เท่าเชียวนะ

เล่าแค่นี้อาจฟังดูไกลตัว ขยะลอยกลางทะเลก็ลอยไป ฉันไปเที่ยวทะเล ว่ายน้ำดูปะการัง ก็ไม่เคยเห็นแพขยะสักหน่อย เราก็จะถามเสริมว่า เคยสำลักน้ำทะเลไหม? รู้หรือเปล่าว่าเดี๋ยวนี้ ในน้ำทะเลหนึ่งแก้วนั้นมีชิ้นพลาสติกจิ๋ว(ที่เล็กมากๆ จนอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า) ปนเปื้อนเยอะมากกว่าแพลงก์ตอนเสียอีก เร็วๆ นี้ที่อเมริกา มีการสำรวจเกลือทะเลที่ขายตามท้องตลาด ผลสำรวจพบว่า เกลือทุกยี่ห้อมีพลาสติกจิ๋วๆ ปนเปื้อนทั้งนั้น และประเทศไทยก่อพลาสติกอันดับ 5 ของโลก ฉะนั้นเกลือในครัวเราจะรอดพ้นจากเศษพลาสติกหรือ?

ยังไม่พอ เว็บไซต์เดอะการ์เดี้ยน เปิดเผยรายงานการศึกษาล่าสุดของ Orb Media ว่า น้ำประปา 83 % ที่นักวิจัยเก็บตัวอย่างมาทั่วโลกนั้นมีเส้นใยพลาสติก (Plastic Fibres) ปนเปื้อนมาด้วย ในรายงานไม่ได้ระบุว่าน้ำประปาบ้านเราเป็นอย่างไร แต่อเมริกา อังกฤษ อินเดีย เยอรมัน ก็มีปนเปื้อนกันทั้งนั้น

สุดท้ายนี้ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ กล่าวเสริมว่าวิธีแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างจริงจัง คือต้องพยายามทำให้ทรัพยากรต่างๆ นั้นหมุนเวียนเป็นวงจรให้ได้ แต่ทุกวันนี้ กระบวนการผลิตของบ้านเรายังคงเป็นเส้นตรง ดังนั้นก็จะหมักหมมปัญหาขยะไปเรื่อยๆ อีกปัญหาใหญ่ที่ถูกละเลย และควรให้ความสำคัญไม่ต่างจากขยะพลาสติกก็คือ การพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ หากเราทุกคนยึดหลักการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solution) แทนที่จะเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ขยะก็คงไม่มากมายล้นโลกดังเช่นทุกวันนี้

 

อ่านเพิ่มเติม

ผลกระทบจากพลาสติก: เมื่อพลาสติกทำร้ายสัตว์ป่า

เรื่องแนะนำ

วัตถุที่มนุษย์สร้างมีน้ำหนักเท่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกแล้ว

น้ำหนักของคอนกรีต ยางมะตอย เหล็ก และพลาสติกบนโลกกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปีนี้อาจจะเป็นจุดที่ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งมีชีวิต ในขณะที่มวลของสิ่งชีวิตบนโลกอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านเมตริกตัน และไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกว่ามวลที่เกิดจากมนุษย์ (anthropogenic mass) หรือ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังเติบโตอย่างพุ่งทะยาน มวลที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าคอนกรีต ตึกสูงที่เต็มไปด้วยเหล็กและกระจก รวมไปถึงขวดพลาสติก เสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ ตอนนี้มีจำนวนเท่ากับน้ำหนักของสิ่งมีชีวิตบนโลก และอาจมีน้ำหนักมากกว่าในปีนี้ ตามงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ผลการสำรวจได้สนับสนุนข้อเสนอที่ว่า โลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Anthropocene หรือจุดช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่มนุษย์เป็นฝ่ายสร้างแรงที่ครอบงำการก่อตัวของโลก Ron Milo นักวิจัยอาวุโสผู้เขียนบทความ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ Weizmann Institute of Science ประเทศอิสราเอล กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางวัตถุ (material transition) ที่ “ไมเพียงแค่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา แต่เป็นในยุคสมัย (era) ของเราเลย” การระเบิดของมวลที่มนุษย์สร้างขึ้น Milo และทีมงานของเขาได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่เกี่ยวกับจำนวนของวัสดุสังเคราะห์และสิ่งมีชีวิตว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนับตั้งแต่ปี 1900 มาจนถึงปัจจุบัน โดยข้อมูลในรอบ […]

แพลงก์ตอนถึงจิ๋ว แต่มีผลต่อมหาสมุทร

แพลงก์ตอนถึงจิ๋ว แต่มีผลต่อมหาสมุทร เจ้าสัตว์เล็กจิ๋วอย่างแพลงก์ตอนเคยถูกเชื่อกันว่าไม่น่าจะมีผลอะไรต่อมหาสมุทรมากนัก แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า แพลงก์ตอนสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อันประกอบด้วยคริลล์ และตัวอ่อนของกุ้ง ปูเหล่านี้ เมื่อพวกมันว่ายรวมกันเป็นกลุ่ม การมีอยู้่ของพวกมันสามารถส่งผลกระทบต่อกระแสสมุทรได้เลยทีเดียว กระแสสมุทรคือระบบหมุนเวียนน้ำนมหาสมุทรที่มีทิศทางการไหลที่แน่นนอน โดยเกิดขึ้นจากแรงลมและอุณหภูมิของน้ำ ทีมนักวิจัยพบว่าการที่กลุ่มของแพลงก์ตอนสัตว์จำนวนหลายพันล้านตัวนั้นว่ายขึ้นมาจากความลึกหลายร้อยเมตรสู่ผิวน้ำสามารถส่งผลกระทบต่อกระแสสมุทรเดิมได้ ผ่านการทดลองกับแทงก์น้ำในห้องปฏิบัติการ โดยในการศึกษาครั้งต่อไปพวกเขาจะหาคำตอบเพื่มเติมว่า วิถีชีวิตของสัตว์นั้นจะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม มหาสมุทรเป็นพิษ: ภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลในปัจจุบัน

วัตถุดิบน่าเกลียดเหล่านี้เป็นอาหารของคน 5,000 คน

ขยะอาหารคือขยะที่ควรเกิดขึ้นน้อยที่สุด วัตถุดิบเหล่านี้ถูกทิ้งเพียงเพราะรูปลักษณ์ของมันไม่สวยงาม แต่นอกซุปเปอร์มาร์เก็ต มันเป็นอาหารให้แก่ผู้คนมากถึง 5,000 คน

รวมฟุตเทจหายากของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

ต่อไปนี้คือภาพถ่ายและวิดีโอของ 5 อันดับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นกับแม่น้ำฮวงโหวและแม่น้ำแยงซีของจีน เมื่อปี 1931 ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 850,000 – 4 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโรคระบาดที่มากับน้ำและความอดอยากอีกด้วย ไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในอินเดียและบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1970 พายุไซโคลนความรุนแรงระดับ 3 นี้คร่าชีวิตผู้คนไป 300,000 คน และทำลายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน แม้ว่านักพยากรณ์อากาศจะทราบถึงการมาของพายุ แต่กลับไม่สามารถเตือนชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงได้ ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี เกิดขึ้นกับภูเขาไฟปินาตูโบ ในฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1991 เคราะห์ดีที่นักวิทยาศาสตร์สามารถอพยพผู้คนได้ทันก่อนที่ภูเขาไฟจะระเบิด ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนในบริเวณนั้นได้หลายพันคน อย่างไรก็ตามฝนตกหนักจากพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้พัดเอาเถ้าถ่านจำนวนมากรวมถึงถอนเอาต้นไม้ใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 840 คน แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเท่าที่มีบันทึกมา เกิดขึ้นในชิลี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1960 แผ่นดินไหวขนาด 9.5 แมกนิจูดเขย่าชายฝั่งชิลีและส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิความสูง […]