กลยุทธ์ 7 Go green เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมงของ ‘ซีพี ออลล์’

กลยุทธ์ 7 Go Green เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมงของ ซีพี ออลล์

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ ไปจนถึงการเจริญเติบโตด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม เป็นสาเหตุให้ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และตั้งเป้าหมายดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกินกว่า 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียส และลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดภายในปี 2030

เช่นเดียวกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ประกอบธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านค้าสะดวกซื้อ ทั้งสินค้าบริโภคและอุปโภคมากกว่า 13,000 สาขา ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘7-Eleven’ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ 7 Go Green เพื่อสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงในส่วนของธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์

ประกอบด้วย หลัก Green Store เน้นเรื่องการออกแบบและบริหารจัดการร้านด้วยการหันมาประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อมาคือหลัก Green Logistics เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบศูนย์กระจายสินค้าโดยใช้หลักเกณฑ์ในระดับสากล คือมาตรฐานอาคารเขียว หรือ Leadership in Energy & Environmental Design: LEED รวมถึงการขนส่งสินค้า โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือ Green Living ผ่านการปลูกจิตสำนึก และสร้างความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น รณรงค์การแยกขยะให้กับเด็กและเยาวชน

จนถึงหลักที่ขาดไม่ได้เลยอย่าง Green Packaging หรือการหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม เนื่องด้วยสินค้าและผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า มาตรฐานความปลอดภัย ในการผลิต ขนส่ง จนถึงผู้บริโภค จึงทำให้เกิดบรรจุภัณฑ์จำนวนมากในระบบ การสร้างมาตรการด้านบรรจุภัณฑ์อย่างจริงจังจึงเกิดขึ้น ตามกรอบแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งประกอบด้วย 3 ข้อสำคัญ

ข้อแรก การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการปรับใช้เทคโนโลยีการผลิตต่าง ๆ เช่น การลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์​ โดยการ ปรับเปลี่ยนเป็นพลาสติกให้บางลงแต่ยังคงคุณสมบัติในการใช้งาน การใช้ฝายกดื่มแทนการใช้หลอด รวมถึงผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ ซีพี ออลล์ทั้งหมดที่ดำเนินการได้จะมีสัญลักษณ์รีไซเคิล เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้ใช้งาน อีกทั้งช่วยในการคัดแยกขยะเบื้องต้นด้วย สำหรับน้ำดื่ม ได้ยกเลิก การใช้พลาสติก หุ้มห่อฝาขวด หรือแคปซิลทุกแบรนด์น้ำดื่มที่ขายในร้าน จนถึงการใช้วัสดุที่มาจากแหล่งที่มีการจัดการที่ยั่งยืน หรือการเปลี่ยนฝาพลาสติกหนามาเป็นการใช้แผ่นฟิล์มบาง การพัฒนาและเลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้เพื่อสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่และลดขยะลงสู่หลุมฝังกลบ โดยต้องรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด

ข้อที่สองคือการลดและทดแทนการใช้พลาสติกจากถุง หลอด และโฟมให้ได้ ซึ่งซีพี ออลล์ก็ได้ดำเนินการงดใช้โฟมบรรจุอาหารมากว่า 9 ปีแล้วเช่นกัน

และข้อสุดท้าย Green Living คือการลดขยะหลังการบริโภค ผ่านความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคนในพนักงานในองค์กร ลูกค้าและชุมชน ชุมชน จนถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนัก ด้านจัดการขยะ โดยเราจะสังเกตเห็นได้ว่าทุกร้านของเซเว่นมีถังขยะ 2 แบบ คือแบบทั่วไปและขยะรีไซเคิล เพื่อให้ผู้บริโภคช่วยกันแยกขยะลงถังตามประเภท ขณะเดียวก็มีตู้คืนขวดสะสมแต้มซึ่งได้พาร์ทเนอร์อย่างซันโทรี่ เปบซี่โค มาร่วมด้วย และนำขวดที่ได้มาทำเป็นเส้นใย และทอเป็นเสื้อพนักงานกว่าหนึ่งแสนตัว

ภายใต้การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ยังมีกระบวนการที่เรียกว่า 3R+1R ซึ่งมองการเดินทางของบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่ Reduce หรือการใช้ให้น้อยลง ลดการใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ต่อมาคือ Reuse การนำวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ยังใช้งานได้ กลับมาใช้ซ้ำ จนถึง Recycle คือการนำวัสดุผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานแล้วมาแปรรูป แล้วนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ จนถึง Renewable หรือการเลือกใช้แหล่งวัตถุดิบที่มีการจัดการที่ยั่งยืน ไม่ใช้แล้วหมดไป เช่น เยื่อไม้ที่มาจากป่าปลูกทดแทนเป็นต้น

โดยภายในปี 2568 ซีพี ออลล์ได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่า บรรจุภัณฑ์ที่เกิดจากสินค้าที่อยู๋ในการควบคุมของบริษัท ( Private Brand ) ทั้งหมด( 100%) จะสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) รีไซเคิล (Recyclable) หรือสามารถสลายตัวได้ทางชีวภาพ (Compostable) ได้ ซึ่งการนำพลาสติกชีวภาพที่ทำมาจากธรรมชาติและย่อยสลายได้มาใช้นั้นต้องอาศัยองค์ความรู้ทางด้านวัสดุศาสตร์ เพื่อยืดอายุของอาหารได้ยาวนานขึ้น มีคุณสมบัติทนต่อความร้อนและความเย็น รวมทั้งยังต้องลดปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์ได้ด้วย

นอกจากการปรับเปลี่ยนการบริหารและการผลิตขององค์กรสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์แล้ว ยังมีการร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ตั้งแต่ แบรนด์พันธมิตรอื่น ๆ ทางซีพี ออลล์ ก็มีนโยบายกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยน Packaging เพิ่มเติม ไปพร้อมกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลาสติกและขยะ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือการใช้วัสดุธรรมชาติที่มีแหล่งที่มาที่ยั่งยืน เรื่อยไปจนถึงชุมชน และสังคม ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เห็นประโยชน์ของพลาสติก จนสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นได้ กลายเป็นที่มาของกองทุนรีไซเคิลที่สนับสนุนการจัดเก็บขยะพลาสติก

จากการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาตลอด 2 ปี กลยุทธ์การผลิตบรรจุภัณฑ์สีเขียวนั้นช่วยลดการใช้พลาสติกได้มากถึง 33,100 ตัน หรือเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 94,200 ตันคาร์บอน โดยผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะซีพี ออลล์เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากการร่วมมือของพันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า และภาคส่วนต่างๆ ในการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างจริงจังและตั้งใจ นับเป็นก้าวสำคัญของเมืองไทยในการร่วมกับลดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

เรื่องแนะนำ

1 ปีกับ 200 ชีวิตนักสิ่งแวดล้อมที่ถูกฆาตกรรม

เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา มีผู้ถูกสังหารเนื่องจากปกป้องผืนดิน น้ำ และพืชสัตว์ในชุมชนของตนเองอย่างน้อย 200 คน และเรื่องราวของผู้ที่ออกมาปกปักรักษาธรรมชาตินี้อยู่ในความสนใจน้อยมาก

ภาวะโลกร้อนจะยิ่งทำให้วิกฤติผู้ลี้ภัยในยุโรปย่ำแย่ลง

ผลการศึกษาใหม่ระบุว่า หากในอนาคตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทวีความรุนแรงขึ้น จะยิ่งขับเคลื่อนให้จำนวนของผู้ลี้ภัยเดินทางเข้าสู่ทวีปยุโรปมากขึ้นทบทวี

ทะเลน้ำแข็งฤดูร้อนของอาร์กติกอาจละลายหมดในปี 2035 (ดังช่วงหลังยุคน้ำแข็ง)

ในช่วงเวลาไม่ถึง 20 ปีต่อจากนี้ ทะเลน้ำแข็งของอาร์กติกในซีกโลกเหนืออาจกลายเป็นเพียงอดีต เมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 จำนวนน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกมีปริมาณน้อยกว่าเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์เริ่มติดตามน้ำแข็งในปี 1979 อันเป็นก้าวย่างไปสู่การทำล้ายล้างและเปลี่ยนโฉมหน้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ฤดูร้อนที่ไร้แผ่นน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติก ในแต่ละปี แผ่นน้ำแข็งทะเลอาร์กติกจะขยายเนื่องจากผิวน้ำจะถูกแช่แข็งในระหว่างฤดูหนาวอันยาวนานและมืดมน ในเดือนมีนาคม ซึ่งมักจะมีจำนวนแผ่นน้ำแข็งสูงสุด แผ่นน้ำแข็งจะมีพื้นที่เท่ากับมหาสมุทรอาร์กติก หรือเกือบ 16 ล้านตารางกิโลเมตร น้ำแข็งจะละลายในช่วงฤดูร้อน จนถึงช่วงเวลาที่มีน้ำแข็งน้อยที่สุดในเดือนกันยายน ในเดือนกรกฎาคมช่วงทศวรรษ 1980 มีแผ่นน้ำแข็งครอบคลุมพื้นที่กว่า 9,800,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดเทียบได้กับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดาเลยทีเดียว แต่ในเดือนกรกฎาคม 2020 ทะเลน้ำแข็งครอบคลุมพื้นที่เพียง 7,200,000 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกลดลงเฉลี่ย ราว 70,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี และไม่ได้เพิ่มขนาดอีกเลย งานศึกษาที่เผยแพร่ในนิตยสาร Nature Climate Change ได้สนับสนุนการคาดการณ์ว่า ฤดูร้อนในทะเลที่อยู่เหนือสุดของโลกกำลังจะสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งทั้งหมดภายในปี 2035 “สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เรารู้ (พื้นที่น้ำแข็งละลาย) กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ขณะนี้เรารู้ว่าเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมัน [อาจจะเร็วกว่าที่เราคิด]” มาเรีย วิกตอเรีย […]

ลุ่ม แม่น้ำโขง กำลังอยู่ในภาวะแห้งแล้งขั้นอันตราย

ชาวประมงบนริมฝั่ง แม่น้ำโขง ที่จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ภาพถ่ายโดย SOE ZEYA TUN, REUTERS แม่น้ำโขง สายนี้หล่อเลี้ยงอารายธรรมมาเป็นเวลานับพันปี ขณะนี้กำลังแห้งแล้ง และไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทราย (sand mining) ได้อีกต่อไป กรุงพนมเปญ, กัมพูชา – เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่บรรดาโลมาอิรวดี (Irrawaddy dolphin) ว่ายน้ำมาติดตาข่ายดักปลาของชาวประมงซึ่งถูกพบเห็นในแม่น้ำโขงที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เป็นจุดที่ห่างจากแหล่งอาศัยดั้งเดิมทางตอนเหนือของกัมพูชา นักอนุรักษ์ธรรมชาติต่างพยายามช่วยเหลือบรรดาสัตว์ที่กำลังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในแม่น้ำแห่งนี้แม้จะต้องแข่งกับเวลาที่กำลังหมดลง สำหรับชาวกัมพูชา โลมามีบทบาทในเชิงเปรียบเทียบตามความเชื่อ มันแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของลำน้ำโขง ชะตาชีวิตของปลาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสมดุลของธรรมชาติ แม่น้ำโขงก็เช่นกัน สัญญาณเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นว่า แม่น้ำที่ได้ชื่อว่ามีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกำลังอยู่ในภาวะที่บีบคั้นในระดับลุ่มแม่น้ำ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังปรากฏขึ้นลางๆ ในเส้นทางน้ำที่มีความยาวกว่า 4,300 กิโลเมตร และไหลผ่านถึง 6 ประเทศ แม่น้ำโขงไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทรายได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม่น้ำสายนี้ก็ยังคงทรงพลังเนื่องจากมีผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่ยังคงพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้ในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในปี 2019 […]