สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว ตัวการคร่าชีวิตในอนาคต? - National Geographic

สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว ตัวการคร่าชีวิตในอนาคต?

สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว ตัวการคร่าชีวิตในอนาคต?

อุทกภัยครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่นไปราว 200 คน รวมไปถึงคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทางตะวันออกของแคนาดา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 70 คน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 อาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างถึงการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว ด้านผู้เชี่ยวชาญเองเชื่อว่าในอนาคตมนุษยชาติจะเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ หากปัญหาก๊าซเรือนกระจกยังคงไม่ได้รับการแก้ไข

“เป็นอีกครั้งที่โลกของเราเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงอย่างสุดขั้ว ซึ่งรวมไปถึงกรณีคลื่นความร้อนและไฟป่าที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนีย และน้ำท่วมจากพายุฝนในญี่ปุ่น และภาวะโลกร้อนจะทำให้มันยิ่งเลวร้ายมากขึ้น” Stefan Rahmstorf ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศจากสถาบันวิจัยผลกระทบสภาพอากาศ Postdam ในเยอรมนี หรือ PIK กล่าว

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศรุนแรงอย่างพายุ, น้ำท่วมฉับพลัน, คลื่นความร้อน ตลอดจนอากาศเย็นนอกฤดูกาลได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายแสนคน และอีกกว่าพันล้านคนที่ได้รับบาดเจ็บ รายงานจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ร่วมกับสหประชาชาติ

ผลการศึกษาจาก The Lancet Planetary Health เมื่อปี 2017 ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ประกอบกับการพยากรณ์รูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พวกเขาคาดการณ์ว่าระหว่างปี 2017 – 2100 อาจมีชาวยุโรปมากถึง 152,000 คนที่เสียชีวิตจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนมากกว่าถึง 50 เท่า เมื่อเทียบกับสถิติการเสียชีวิตเพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงในระหว่างปี 1981 – 2010 โดยระบุว่าคลื่นความร้อนคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว
แผนภูมิแสดงจำนวนครั้งของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ปี 1950 – 2017
กราฟิกโดย DW

 

การประมาณที่เกินจริง?

แม้ว่าผลกระทบจากความรุนแรงของสภาพอากาศจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทว่า Clare Nullis เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กรจาก WMO กล่าวกับสำนักข่าว DW ว่า ตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศเสมอไป โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ของปีที่ผ่านมาที่แม้จะเผชิญกับมรสุม แต่การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นจำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย เช่น สภาพเศรษฐกิจ เป็นต้น

ด้าน Ovais Sarmad รองเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC ประจำเยอรมนีเห็นด้วยในประเด็นนี้ โดยระบุว่าผลการคาดการณ์สภาพอากาศที่จะกระทบต่อชีวิตของชาวยุโรปนั้นค่อนข้างที่จะเกินจริงไป “แม้ว่าจะมีการบันทึกข้อมูลและผลกระทบจากสภาพอากาศทุกปี แต่มันยากที่จะคาดการณ์” นอกจากนั้นยังเสริมว่ากว่า 50% ของผู้คนที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นนั้น ได้รับผลกระทบจากผลข้างเคียงของภัยพิบัติ เช่นดินถล่มที่เกิดตามมาจากพายุฝน จึงสร้างความซับซ้อนเพิ่มไปอีกขั้นในการเก็บข้อมูล

สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวเยอรมันเผชิญกับน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้น
ขอบคุณภาพจาก Getty Images

 

ข้อตกลงปารีสคือกุญแจสำคัญ

ท่ามกลางการถกเถียงถึงความรุนแรงของผลกระทบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันก็คือ “จะหยุดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้วได้ก็ต่อเมื่อข้อตกลงปารีสได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็วเต็มรูปแบบ” Rahmstorf กล่าว

Sarmad ชี้ว่าที่ผ่านมาทางสหประชาชาติเองก็ทำงานอย่างเต็มที่ร่วมกับรัฐบาลของ 178 ประเทศที่ให้สัตยาบันกับข้อตกลงปารีส รวมไปถึงบรรดาธุรกิจและหน่วยงานเอกชน โดยมีจุดประสงค์เดียวกันเพื่อลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก “สหประชาชาติร่วมมือกับหลายองค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนรัฐบาลเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้เราหยุดความกังวลต่อตัวเลขผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติในอนาคตได้” เขากล่าว

สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว
แผนที่แสดงประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วตั้งแต่ปี 1997 – 2016 โดยสีแดงคือประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
กราฟิกโดย DW

ทั้งนี้ในความร่วมมือนั้นยังรวมไปถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเกิดภัยพิบัติอีกด้วย ด้าน Nullis เสริมประเด็นที่น่าสนใจ โดยระบุว่ากุญแจสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเน้นย้ำถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแบบสุดขั้ว เพื่อกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวกับเรื่องนี้กันมากขึ้น “เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นส่งผลกระทบในทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาหาร, สุขภาพ, การบริหารจัดการน้ำ ไปจนถึงที่อยู่อาศัย ทว่าการพยากรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความพยายามในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติจะสามารถช่วยชีวิตมนุษยชาติได้”

อย่างไรก็ดีท่ามกลางความเบื่อหน่ายประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในมุมมองของคนทั่วไป ขณะนี้มีหลายรัฐบาลที่ยังคงพยายามลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามที่ให้สัตยาบันไว้ ยกตัวอย่างเช่น ในสหภาพยุโรป รายงานจากปลายปี 2017 หรือสองปีหลังข้อตกลงปารีส พวกเขาระบุว่าสามารถลดการผลิตก๊าซเรือนกระจกได้จริง และจะเดินหน้าลดไปเรื่อยๆ ให้ถึงอย่างน้อย 40% ภายในปี 2030 นี้

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าว DW

 

อ่านเพิ่มเติม

ผู้คนราว 143 ล้านคนจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ

เรื่องแนะนำ

มองผลกระทบจากไมโครพลาสติกในปลาทูที่มีต่อมนุษย์

ภาพถ่ายปลาทูวางจำหน่ายบนเข่งที่ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ ขอบคุณภาพถ่ายจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Short_mackerel ปัญหา ไมโครพลาสติก ในอาหารคือผลกระทบโดยตรงถึงมนุษย์จากการใช้พลาสติกกันอย่างไม่บันยะบันยัง เปรียบได้กับการนำสิ่งแปลกปลอมและสารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ทันได้รู้ตัว เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่เฟซบุ๊กของ ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จังหวัดตรัง เผยแพร่รายงานเรื่อง การศึกษา ไมโครพลาสติก ในปลาทู บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง จากการเก็บตัวอย่างปลาทูจากท่าเรือบริเวณหาดเจ้าไหม เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของขยะประเภทไมโครพลาสติกจากการกินอาหารของปลาทู โดยวิธีการผ่าพิสูจน์และตรวจสอบพบว่า มีไมโครพลาสติกในกระเพาะของปลาทูในลักษณะที่เป็นเส้นใย แท่งสีดำ และกลิตเตอร์ ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเดียวกับที่มนุษย์โลกกำลังเผชิญ คือเรื่องการพบไมโครพลาสติก หรือพลาสติกจิ๋ว ปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมที่เป็นอาหารของมนุษย์ และถ้ามนุษย์บริโภคอาหารที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนในปริมาณที่มากก็จะส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สัตว์ประเภทต่างๆ หรือพืชที่บริโภคไมโครพลาสติกจิ๋วเข้าไปก่อนหน้าเรานี้ ย่อมได้รับผลกระทบจากไมโครพลาสติกที่มนุษย์เป็นผู้ผลิต ทั้งผลกระทบต่อร่างกาย ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ และส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ก่อนที่ผลกระทบของไมโครพลาสติกจะมาจบลงที่ตัวมนุษย์ในฐานะผู้บริโภค ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าอนุภาคพลาสติกคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารของเราเอง ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย)  ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว ผลกระทบต่อไมโครพลาสติกที่มีต่อร่างกาย อาจมีผู้คนสงสัยว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพลาสติกอยู่ในร่างกายของเรา มันจะเข้าสู่กระแสเลือดไหม จะซึมผ่านเข้าไปในลำไส้ […]

คุยกับ ซิลเวีย เอิร์ล “เจ้าหญิงแห่งห้วงลึก”

นักสมุทรศาสตร์ ซิลเวีย เอิร์ล ได้สมญาว่า “เจ้าหญิงแห่งห้วงลึก” หรือ “Her Deepness” จากการอุทิศตนเพื่อการสำรวจและการอนุรักษ์มหาสมุทรของเธอ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีโอกาสได้พูดคุยกับเธอ แบบสบายๆ (และไม่ต้องเปียกน้ำ) เมื่อไม่นานมานี้ NG: ซิลเวีย เราได้ยินข่าวลือว่าจริงๆ แล้วคุณเกิดใต้นํ้า และคุณยังมีเหงือกเหมือนปลา ที่ผ่านมาคุณเสแสร้งมาตลอดว่าเป็นมนุษย์ ที่เห็นเดินดินอยู่นี่เป็นภาพลวงตาใช่ไหม ซิลเวีย: เป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ!   NG: เกิดอะไรขึ้นกับคุณตอนเป็นเด็ก ทำไมจู่ๆ การใช้ชีวิตอยู่บนบกถึงกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญรองลงไปสำหรับคุณ ซิลเวีย: สมัยเด็กๆ ที่ชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์ มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันถูกคลื่นซัดจมนํ้า ฉันหายใจ ไม่ออก จนกระทั่งนิ้วเท้าสัมผัสพื้น ถึงทะลึ่งพรวดขึ้นมาได้ ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกว่า มันทั้งสนุกและเจ๋งสุดๆ หลังจากนั้น พอครอบครัวย้ายไปอยู่ฟลอริดาตอนฉันอายุ 12 หลังบ้าน เราคืออ่าวเม็กซิโก คุณก็รู้นี่นาว่า เด็กๆ คือ นักสำรวจโดยธรรมชาติ พวกเขาเป็นนัก วิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ต้น ชอบถามคำถามไม่หยุดหย่อน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่และน่าทึ่งไปเสียหมด   NG: ถ้าเป็นเด็กๆ […]

ปากบารา : มรดกแบบไหนที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เคยนำเสนอสารคดีเรื่อง “ทางแพร่งของปากบารา” ในฉบับเดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ และนักเขียน ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง ในตอนนั้น ข่าวเรื่องโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความพยายามผลักดันทะเลอันดามันของไทยให้เป็นมรดกโลก... วันนี้ เกือบสองปีให้หลัง ความพยายามจะเดินหน้าโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง เราขอความเห็นจาก ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ และนักอนุรักษ์ ผู้ถ่ายภาพสารคดีชิ้นนี้ว่าเขาคิดอย่างไร