นักวิจัยไทยถึง ขั้วโลกเหนือ แล้วพบว่าน้ำทะเลขั้วโลกอุ่นขึ้น - NGThai.com

นักวิจัยไทยถึงขั้วโลกเหนือแล้ว พบน้ำทะเลขั้วโลกอุ่นขึ้น 5 องศาฯ

นักวิจัยไทยถึง ขั้วโลกเหนือ แล้วพบว่าน้ำทะเลขั้วโลกอุ่นขึ้น 5 องศาฯ

 สองนักวิจัยไทยเดินทางถึงพื้นที่ ขั้วโลกเหนือ เพื่อดำเนินการดำน้ำเพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ ผลกระทบของภาวะโลกร้อนและขยะพลาสติกขนาดเล็กที่มีต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่ขั้วโลกเหนือการวิจัย ในใต้ทะเลอาร์กติก ภายใต้ความร่วมมือของ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดรวรณพ วิยกาญจน์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา  ชวนิชย์  อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้ร่วมคณะจากประเทศไทย รวม 13 ชีวิต ได้เดินทางด้วยเรือปฏิบัติการ ถึงบริเวณชายฝั่งหมู่เกาะสวาลบาร์ด มหาสมุทรอาร์กติก และดำน้ำเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมใต้ทะเล

เผยในการสำรวจและสังเกตการณ์ของช่วงฤดูร้อนพื้นที่ขั้วโลกเหนือขณะนี้ พบว่า จะไม่เห็นน้ำแข็งในทะเล  ภูเขาน้ำแข็ง และแผ่นน้ำแข็งมากนัก   เทียบกับฤดูร้อนของขั้วโลกใต้ ยังเห็นแผ่นน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็งอยู่จำนวนมาก  แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือสูงขึ้น  ทำให้น้ำแข็งละลาย ขณะเดียวกันยังพบหมีขั้วโลกหันมากินพืชเป็นอาหาร อีกทั้งยังมีปริมาณสาหร่ายและแมงกะพรุนในทะเลเพิ่มขึ้น และพบกวางเรนเดียร์กินสาหร่ายเป็นอาหารมากขึ้น

ทีมนักวิทยาศาสตร์ไทยเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ขยะพลาสติกขนาดเล็กและมลพิษ

รองศาสตราจารย์ ดรวรณพ วิยกาญจน์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าคณะนักสำรวจ กล่าวว่า หลังจากเดินทางมาถึงพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการวิจัยตามแผนงาน แต่หลายครั้งไม่สามารถปฏิบัติงานได้เนื่องจากชายฝั่งได้เพราะคลื่นแรง  หรือน้ำขุ่นมากอันตรายต่อการการดำน้ำและเก็บตัวอย่างใต้ทะเล หรือแม้กระทั่งหมีขาวที่กำลังว่ายน้ำอยู่ ก็เป็นอุปสรรคหนึ่งในการทำงานเช่นกัน

ทั้งนี้จากการสำรวจบนบกพบสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เลี่ยนแปลงที่ขั้วโลกเหนือคือ คณะของเราพบเห็นแม่หมีขาวกับลูกกำลังกินพวกมอสและพืชเป็นอาหาร จากปกติหมีขาวเป็นสัตว์ผู้ล่าที่กินเนื้อสัตว์พวกแมวน้ำเป็นอาหาร  ประกอบกับจากการผ่ากระเพาะซากหมีขาวของนักวิจัยในพื้นที่ พบปริมาณของพืชมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ   แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันหมีขาวไม่สามารถล่ากินอาหารสัตว์ทะเลอื่นได้อย่างเพียงพอ  ทำให้ต้องหันมากินพวกพืชบนบกแทน  โดยการกินพวกพืชเป็นอาหารมากๆจะทำให้หมีขาวมีสภาพร่างกายอ่อนแอและไม่แข็งแรง นอกจากนี้การดำน้ำสำรวจในพื้นที่ขั้วโลกเหนือยังพบว่ามีปริมาณสาหร่ายจำนวนมาก  อาจจะมาจากการที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้น้ำทะเลบริเวณนี้อุ่นขึ้นทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดี ขณะเดียวกันยังพบแมงกะพรุน และหวีวุ้น(สัตว์จำพวกแมงกะพรุน) อยู่ในน้ำทะเลมาก  แสดงว่าอุณหภูมิน้ำทะเลที่ขั้วโลกเหนือสูงขึ้นจากในอดีต” รศ.ดรวรณพ กล่าว

นักวิทยาศาสตร์กำลังเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์ขยะพลาสติกขนาดเล็กในแหล่งน้ำ

 ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา  ชวนิชย์  อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากการพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ของประเทศนอร์เวย์  พบว่าในช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมา  ในช่วงฤดูหนาว  หิมะตกน้อยลง  น้ำแข็งไม่หนาพอ  จึงทำให้ไม่สามารถใช้รถขับบนหิมะ หรือ Snow mobile วิ่งได้ และมีความเสี่ยงสูงต่อการที่มีหิมะถล่มในพื้นที่ต่างๆ  และเกิดน้ำท่วม  แสดงให้เห็นว่าที่ขั้วโลกเหนือ ณ ปัจจุบัน  อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปกติมากเนื่องจากภาวะโลกร้อน  ทำให้น้ำแข็งหรือหิมะมีน้อยมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน น้ำแข็งละลายไปเยอะมากกว่าปกติ

“อุณหภูมิที่ขั้วโลกโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิปกติ  มากกว่า 5 องศาเซลเซียส  ทำให้พฤติกรรมการกินอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่ขั้วโลกเปลี่ยน  สัตว์เหล่านั้นไม่สามารถที่จะหาอาหารได้เพียงพอ  ทั้งนี้การดำน้ำที่ขั้วโลกเหนือในครั้งนี้  ไม่ใช่แค่ต้องเผชิญกับน้ำทะเลที่เย็นจัด อุณหภูมิเกือบศูนย์องศา  แต่ในการดำน้ำต้องระวังหมีขาวและช้างน้ำ(walrus) ขั้วโลกด้วย  เพราะอาจจะเกิดอันตรายถ้านักดำน้ำไปดำใกล้สัตว์เหล่านั้น  ที่สำคัญมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทางทีมดำน้ำได้ลงไปในบริเวณใกล้ธารน้ำแข็ง และเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำแข็งละลายสูงมาก ทำให้น้ำบริเวณดังกล่าวขุ่นมาก จากน้ำจืดของน้ำแข็งที่ไหลลงทะเล เมื่อทางทีมดำน้ำลึกลงไปประมาณ 2-3 เมตรตามปกติน้ำที่ระดับน้ำลึกลงไปน้ำทะเลต้องใสมากขึ้น แต่พื้นที่นั้นกลับขุ่นมากกว่าปกติ เมื่อทีมงานดำลงไปที่ความลึกระดับ 10 เมตรซึ่งเป็นระดับที่มีน้ำขุ่นมากและมีทัศนะวิสัยการมองเห็นใต้น้ำเพียง 0 เมตร อันตรายมากจนตนแอบคิดถอดใจที่จะได้กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าหากเรามองไม่เห็นแล้วดำน้ำต่อไปอาจจะพลาดตกไปในส่วนลาดชันใต้ทะเลที่มีระดับความลึก 40 เมตรได้ แต่สุดท้าย ทุกคนก็สามารถที่จะขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย”รศ.ดร. สุชนา กล่าวทิ้งท้าย

จากการสำรวจพบแมงกะพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก

 การเดินทางสำรวจวิจัยดังกล่าวนอกจากจะเป็นการศึกษาผลของภาวะโลกร้อนและขยะพลาสติกขนาดเล็กที่มีต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่มหาสมุทรอาร์กติก แล้วยังเป็น สร้างความร่วมมือในการทำวิจัยที่อาร์กติกระหว่างประเทศไทย  จีน  และราชอาณาจักรนอร์เวย์ รวมถึงสร้างความตระหนัก จิตสำนึก และความตื่นตัว ในผลของภาวะโลกร้อนและขยะทะเลที่มีต่อมหาสมุทรอาร์กติกและโลก ให้กับประชาชนและเยาวชนไทย โดยจะดำเนินการสำรวจวิจัยเสร็จสิ้นในวันที่ 12 สิงหาคม2561 ทั้งนี้หลังจากคณะวิจัยกลับถึงประเทศไทยจะมีการนำเสนอเรื่องราวต่างๆที่ได้จากการปฏิบัติงาน สู่เยาวชนและประชาชนที่สนใจอีกครั้ง

ขอบคุณภาพถ่ายจาก Thai Arctic Expedition

จากการสำรวจพบว่าหมีขาวกินพืชจำพวกมอส
ทีมวิจัยพบขวดพลาสติกจำนวนมาก
พบอวนที่ชายหาด

อ่านเพิ่มเติม

แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

เรื่องแนะนำ

ชมการสอดประสานเต้นรำของหมู่แมลงและมวลบุปผา

ชมการสอดประสานเต้นรำของหมู่แมลงและมวลบุปผา จะมีอะไรให้เราชมอย่างพึงใจได้เทียบเท่ากับธรรมชาติ ในโลกยุคเทคโนโลยีที่ทุกอย่างหมุนเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านพักจากทุกสิ่งชั่วครู่ และปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความงดงามของดอกไม้และแมลง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งธรรมชาติที่ย่นย่อขนาดลง ผลงานการสื่อสารระหว่างดอกไม้และแมลงชิ้นนี้เป็นของ Yoshiyuki Katayama ได้บันทึกช่วงเวลาพิเศษของมิตรสหายผู้พึ่งพากันมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ “ดอกไม้และแมลง” จะน่าตื่นตาแค่ไหนลองไปชมกัน   อ่านเพิ่มเติม ดอกไม้เรืองแสง

กลไกเบื้องหลัง ตั๊กแตน ระบาด

สำนักข่าวในประเทศลาวรายงานการระบาดของฝูง ตั๊กแตน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยในเนื้อหารายงาน ความเสียของพืชผลทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ช่วงก่อนหน้านั้น สื่อหลายแห่งรายงานข่าวการระบาดของแมลงในประเทศอินเดียเช่นกัน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า จากอินเดียแมลงบินข้ามพรมแดนไประบาดในประเทศลาวได้อย่างไร จากกรณีดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญพบว่า “ตั๊กแตน ที่ระบาดในประเทศลาวและอินเดียเป็นคนละชนิดพันธุ์” ศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวและอธิบายว่า “ตั๊กแตนที่ระบาดในประเทศลาวคือตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Ceracris kiangsu) ส่วนที่พบระบาดในอินเดียคือ ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Schistocerca gregaria)” สำหรับวงจรชีวิตของของตั๊กแตนไผ่จะแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดินในช่วงเดือน มกราคม-เมษายน ระยะตัวอ่อน (46 – 69 วัน) ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และระยะไข่ในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งมีรายงานพบว่า ตั๊กแตนชนิดนี้วางไข่บริเวณใต้ผิวดินจำนวนมาก โดยไข่จะฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง […]

‘ป่าโบสถ์’ โอเอซิสอันเขียวชอุ่มของเอธิโอเปีย

ในเอธิโอเปีย โบสถ์เป็นมากกว่าสถานที่ทางศาสนาแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจและความหวังในการอนุรักษ์ป่า ที่ปัจจุบันกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ จากการรุกคืบของเกษตรกรรม

กำแพงชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก จะทำลายระบบนิเวศของสัตว์จำนวนมาก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐชูนโยบายการสร้างกำแพงกั้นเขตแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย และหนึ่งในนั้นคือความกังวลจากบรรดานักอนุรักษ์ ว่ากำแพงของทรัมป์นั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนมากกว่าที่คิด แม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่าพื้นที่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศนั้นแห้งแล้งและเต็มไปด้วยทะเลทราย แต่แท้จริงแล้วภูมิอากาศแบบอบอุ่นกึ่งเขตร้อนของพื้นที่นี้ เป็นบ้านของบรรดาสัตว์หลากชนิดไม่ว่าจะเป็น เสือพูม่า, แมวป่าโอซีล็อต, แอนทิโลป, อาร์มาดิลโล, นก Chachalaca, หมูป่าและกิ้งก่าหนาม กำแพงจะกั้นกลางระหว่างถิ่นหาอาหาร และอพยพของสัตว์เหล่านี้ และทำให้บรรดาสัตว์ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำ ตลอดจนจับคู่สืบพันธุ์ได้เหมือนเดิม ลองชมอนิเมชั่นเหล่านี้แล้วคุณผู้อ่านจะเข้าใจว่านโยบายทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดของสัตว์ป่าเหล่านี้อย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม : คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ, ‘สืบ’ สานงานอนุรักษ์