โลกร้อนทำให้ เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ ทวีความรุนแรง - National Geographic

โลกร้อนทำให้เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ทวีความรุนแรง

โลกร้อนทำให้ เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ ทวีความรุนแรง

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของโลกส่งผลให้พายุทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ฝนตกมากขึ้น ตลอดจนความเร็วลมเพิ่มขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงคลื่นพายุ หรือ Storm Surges กระแสน้ำที่พัดเข้าหาฝั่งเมื่อพายุเคลื่อนตรงมายังแผ่นดิน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะสูงและรุนแรงขึ้นเช่นกัน รายงานจากผลการศึกษาใหม่ที่บ่งชี้ถึงความรุนแรงในภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทว่าการจะด่วนสรุปว่า เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ และไต้ฝุ่นมังคุดที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศด้วยนั้น ยังเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป และมีข้อมูลไม่มากพอ

ถ้อยแถลงจากนักอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์จำนวน 17 ท่าน ที่ศึกษาเฮอร์ริเคนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมานานระบุว่า ภาวะโลกร้อนไม่ได้ก่อให้เกิดเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ เนื่องจากในเดือนกันยายนของทุกปีเป็นฤดูของพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตเเลนติก แต่ยกระดับให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้นต่างหาก

(10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเฮอร์ริเคน)

“เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์คือตัวแทนของภัยพิบัติรุนแรงที่จะเกิดบ่อยขึ้นในอนาคต เมื่อโลกของเราอุ่นขึ้น” Jonathan Overpeck จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าว เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่เมื่อถามถึงเหตุการณ์พิเศษด้านสภาพอากาศที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ บรรดานักวิทยาศาสตร์จะพยายามไม่เชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งานวิจัยใหม่ๆ ช่วยเสริมให้นักวิทยาศาสตร์ใช้สถิติและโมเดลคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะแตกต่างไปอย่างไร หากโลกใบนี้ไม่มีภาวะโลกร้อน

“เหมือนหนังเรื่อง ‘Back to the Future’ เลยครับ เมื่อคุณได้ท่องไปยังมิติคู่ขนานอื่นๆ” แต่เป็นโลกที่มนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศใดๆ รายงานจาก Peter Stott นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ มหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์

ภาพความเสียหายจาก เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์
อาสาสมัครเข้าช่วยเหลือชาวบ้านและสัตว์เลี้ยงที่เผชิญกับน้ำท่วมในเมือง New Bern รัฐนอร์ทแคโลไรนา
ภาพถ่ายโดย Chip Somodevilla, Getty Images

สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่าการศึกษาในทำนองนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือ หนึ่งในทีมวิจัยพยายามวิเคราะห์ข้อมูลของเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ ท่ามกลางเสียงเตือนจากนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ตั้งอยู่บนการพยากรณ์ ไม่ใช่การสังเกตการณ์ อีกทั้งยังไม่มากพอที่จะคำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้

พวกเขาพบว่าพายุที่เกิดขึ้นนั้นจะมีความรุนแรงขึ้น ปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนสร้างความเสียหายให้แก่ชายฝั่งมากขึ้นเช่นกัน หากอุณหภูมิในอากาศอุ่นขึ้น โดยทุกๆ หนึ่งองศาฟาเรนไฮต์จะส่งผลให้พายุอุ้มน้ำมากขึ้นราว 4% (สัดส่วนเพิ่มเป็น 7% หากเป็นองศาเซลเซียส) จากน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นซึ่งส่งผลให้มีปริมาณน้ำระเหยไปสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นตาม อีกทั้งอากาศที่อุ่นยังสามารถเก็กกักน้ำได้ในปริมาณมากขึ้นอีกด้วย

ในการพิจารณาเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์โดยเฉพาะ Jeff Masters ผู้อำนวยการ Weather Underground Meteorology ชี้ว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นน่าจะส่งผลให้พายุมีปริมาณน้ำฝน และความรุนแรงมากกว่าปกติ จากข้อมูลตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่มหาสมุทรแอตแลนติกมีอุณหภูมิสูงที่สุด ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูง

Masters ยังเสริมอีกว่า ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นยังส่งผลให้คลื่นพายุมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากว่าการเกิดคลื่นพายุความสูงราว 1.8 – 3 เมตร นั้นถือเป็นระดับปกติที่ไม่อันตราย แต่นี่คือมาตรฐานที่ตั้งขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ปัจจุบันระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นสูงสุดราว 8 นิ้ว จะส่งผลให้คลื่นทะเลมีความสูงต่างไปจากเดิม แม้ความสูงของคลื่นจะอยู่ในเกณฑ์ไม่อันตราย ทว่าเมื่อพิจารณารวมกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจสร้างความเสียหายได้

ด้าน Ryan Maue นักอุตุนิยมวิทยาจาก weathermodels.com ชี้ว่า การพิจารณาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศควรพิจารณารวม ไม่ใช่จากเหตุการณ์เดียว สอดคล้องกับความคิดเห็นจาก Brian McNoldy ผู้เชี่ยวชาญด้านเฮอร์ริเคน จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่ระบุว่า การเกิดภัยพิบัติมีปัจจัยมากมาย และไม่ควรกล่าวโทษภาวะโลกร้อนเพียงอย่างเดียว

สำหรับความเสียหายจากเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ ล่าสุดเดินทางถึงเมืองวิลล์มิงตัน ในรัฐเดลาแวร์แล้ว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูง รวมยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 32 รายหลังเฮอร์ริเคนขึ้นฝั่งที่รัฐนอร์ทแคโนไรนา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และอีกราว 500,000 คน ไม่มีไฟฟ้าใช้ คาดกันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะอยู่ที่ราว 17 – 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาพความเสียหายจาก เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์
Ryan Nichols เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากเทกซัส เข้าช่วยเหลือสุนัขถูกทิ้งที่กำลังตื่นตระหนก ในเมือง Leland รัฐนอร์ทแคโลไรนา
ภาพถ่ายโดย Jonathan Drake, Reuters

 

อ่านเพิ่มเติม

เปิดภาพความเสียหายจากไต้ฝุ่นมังคุด

 

แหล่งข้อมูล

What Forecasters Got Right and Wrong About Florence

Global warming didn’t cause Florence, scientists say, but it’s making hurricanes more intense

Hurricane Florence is not climate change or global warming. It’s just the weather.

เรื่องแนะนำ

ต้นไม้สื่อสารกันได้

ต้นไม้สื่อสารกันได้ ต้นไม้พูดได้! แต่ไม่ใช่เปล่งคำพูดออกมาให้เราฟังเช่นในภาพยนตร์ การสื่อสารของต้นไม้เกิดขึ้นที่ใต้ผืนดิน ณ เครือข่ายรากของพวกมันต่างหาก ซูซาน ซิมาร์ด นักนิเวศวิทยาป่าไม้ ติดตามสารเคมีจำเพาะบางอย่าง และพบว่าต้นไม้ในป่าสนดักลาสของแคนาดากำลังพูดคุยกันใต้ดิน ด้วยการสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันที่เรียกว่า “ไมคอร์ไรซา” (mycorrhiza) ร่วมกับราเพื่อส่งสัญญาณต่างๆ และแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกัน เริ่มต้นด้วย “ต้นแม่” ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และได้รับแสงแดดในการผลิตอาหารมากกว่าที่มันต้องการ กลุ่มราหรือไมซีเลียมที่ห่อหุ้มปลายรากของต้นแม่จะส่งธาตุอาหารจากดินให้แลกกับน้ำตาลที่ต้นไม้ผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ราขาดแคลน จากนั้นราจะส่งน้ำตาลให้กับต้นไม้เล็กกว่าที่อ่อนแอ และอยู่ในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ด้วยวิธีการนี้ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่สามารถแบ่งปันสารอาหารไปยังต้นไม้อื่นๆ ได้ โดยผ่านเครือข่ายของราที่อาศัยอยู่บริเวณราก นอกจากนั้นหากต้นไม้เผชิญกับความเครียดหรือภัยคุกคามก็ยังสามารถส่งสัญญาณเคมีเตือนต้นไม้ต้นอื่นได้ด้วยเช่นกัน ด้านนักวิจัยพบว่าป่าที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกันในลักษณะนี้จะช่วยให้ต้นไม้อยู่รอดได้ดีกว่า และหากต้นแม่ถูกโค่นลง ต้นไม้เล็กๆ ก็จะตายตามอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และยังคงเติบโตอยู่

เหยื่อจ๋าระวังให้ดี!! ปลาแลมป์เพรย์ แวมไพร์กระหายเลือดแห่งโลกใต้น้ำ

คำเตือน!! โปรดระวังปลาแลมป์เพรย์ให้ดี ในขณะที่คุณไปเที่ยวลำธาร หรือแหล่งน้ำต่างๆ ถ้าคุณไม่อยากเป็นเหยื่อผู้โชคร้ายของแวมไพร์กระหายเลือดแห่งโลกใต้น้ำชนิดนี้

ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำแข็งกรีนแลนด์

มองจากพื้นผิวผ่านน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมเมือง Tasiilaq ของกรีนแลนด์เอาไว้ ทุกอย่างดูเงียบสงบ แทบไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ด้วยอุณหภูมิหนาวเย็นตามธรรมชาติที่อาจต่ำถึง -2 องศาเซลเซียส แต่อเล็กซานเดอร์ เบเนดิก นักดำน้ำชาวออสเตรเลียได้ถ่ายทอดความลับของสถานที่แห่งนี้มาให้คุณผู้อ่านได้ชมกัน เพราะลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็ง มีระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ซ่อนตัวอยู่ คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน เผยให้เห็นความงามใต้น้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิตอันน่าฉงนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมงกระพรุนอาร์กติก, กุ้ง Skeleton ที่มีก้ามยาวอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงทากทะเลสีขาวที่มีวงจรชีวิตแสนสั้นเพียงไม่กีสัปดาห์เท่านั้น ส่งผลให้เรื่องราวของพวกมันยังคงเป็นปริศนา และทีมนักวิจัยคาดหวังว่าจะได้ศึกษาพวกมันเพิ่มเติมในอนาคต ระบบนิเวศในน่านน้ำเย็นเป็นระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 2 รองจากระบบนิเวศตามแนวปะการัง อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่สามารถดำน้ำลงไปชมความสวยงามนี้ได้ การดำน้ำในกรีนแลนด์จำเป็นต้องมีเอกสารรับรอง และประสบการณ์ดำน้ำเป็นปี สำหรับเบเนดิก วัย 42 ปี ตัวเขานั้นเริ่มต้นดำน้ำมาตั้งแต่ปี 1998 และเริ่มต้นบันทึกภาพวิดีโอความงดงามของโลกใต้น้ำตั้งแต่ปี 2008 ตัวเขา สามารถชมผลงานของเขาได้ผ่านเว็บไซต์ Global Dive Media ที่รวบรวมภาพถ่ายและวิดีโอจากการดำน้ำในหลายสถานที่ของเขาเอาไว้   อ่านเพิ่มเติม : แนวปะการังอาจหายไปภายใน 30 ปี, ความงามใต้โลกน้ำแข็ง

ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์

ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์ ทุกปีเมื่อถึงฤดูร้อน นักผจญเพลิงทางอากาศระดับหัวกะทิที่เรียกกันว่า สโมกจัมเปอร์ (smokejumper) จะเสี่ยงตายกระโดดร่มลงสู่พื้นที่ทุรกันดารของอะแลสกาเพื่อเร่งรุดดับไฟป่า ก่อนจะลุกลามสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ผืนป่า ชีวิต และทรัพย์สิน