ลุ่มแม่น้ำสงคราม จังหวัดนครพนม ขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์แห่งที่ 15 ของไทย

ลุ่มแม่น้ำสงคราม พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชีวิต

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแถลงข่าว เรื่องการขึ้นทะเบียนแม่น้ำสงครามตอนล่าง จังหวัดนครพนม เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หรือ แรมซาร์ไซต์ แห่งที่ 15 ของประเทศไทย

สำหรับความโดดเด่นและเอกลักษณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ ลุ่มแม่น้ำสงคราม คือ มีระบบนิเวศหายาก ได้แก่ ป่าบุ่งป่าทามผืนใหญ่ ที่สำคัญในเชิงความหลากหลายทางชีวภาพของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาน้ำจืด  แหล่งประมงพื้นบ้านและความมั่นคงทางอาหารของคนในพื้นที่ ตลอดจนเป็นแหล่งอพยพเพื่อผสมพันธุ์วางไข่ของพันธุ์ปลาจากแม่น้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลาก

พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่างพบความหลากหลายของพันธุ์ปลา พันธุ์พืช รวมทั้งมีความสำคัญในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา จังหวัดนครพนม ได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์แม่น้ำสงครามตอนล่างในด้านต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปี 2557 โดยได้ดำเนินงานโครงการด้านการอนุรักษ์แหล่งน้ำร่วมกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากธนาคาร HSBC ประเทศไทย

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland)

คำจำกัดความตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ กล่าวว่า

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) หมายถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือ น้ำท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมไปถึงชายฝั่งทะเลและที่ในทะเลในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุด มีความลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร

พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

1. พื้นที่ชุ่มน้ำทางทะเล และชายฝั่งทะเล (Marine and Coastal Wetlands) ได้แก่ แนวปะการังชายฝั่ง หาดทราย แหล่งน้ำกร่อย หาดโคลน หาดเลน ป่าชายเลน

2. พื้นที่ชุ่มน้ำภายในแผ่นดินใหญ่ (Inland Wetlands) เช่น ทะเลสาบ หนอง บึง ห้วย ป่าพรุ

3. พื้นที่ชุ่มน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น (Human-made Wetlands) เช่น อ่างเก็บน้ำ สระน้ำ บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่เกษตรกรรม

ลุ่มแม่น้ำสงคราม, พื้นที่อนุรักษ์, พื้นที่ชุ่มน้ำ, ความหลากหลายทางชีวภาพ, ธรรมชาติ,
ภาพถ่าย: ไทยพีบีเอส https://news.thaipbs.or.th/content/250440

ลุ่มแม่น้ำสงคราม พื้นที่ชุ่มน้ำที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิต

แม่น้ำสงครามเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำสงครามเป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่ เป็นสาขาแม่น้ำโขงรองลงมาจากลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำชี

พื้นที่ของลุ่มน้ำสงครามตอนบนส่วนใหญ่เป็นเนินเตี้ย ๆ พื้นที่ราบอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสงครามและแม่น้ำสาขา มีความกว้างวัดจากแนวลำน้ำประมาณ 1,000 – 3,000 เมตร แม่น้ำสงครามมีความยาวประมาณ 465 กิโลเมตร ไหลจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือ

แม่น้ำสงครามประกอบด้วยลำน้ำสาขาที่สำคัญคือ น้ำอูม น้ำยาม ห้วยโนด ห้วยชาง ห้วยสามยอด ห้วยคอง ห้วยฮี้ และน้ำเมา ซึ่งแม่น้ำสาขาเหล่านี้จะไหลมาบรรจบกับแม่น้ำสงครามตามจุดต่าง ๆ ทำให้ลำน้ำใหญ่ขึ้น

แม่น้ำสงครามเป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยว มีตลิ่งสูงค่อนข้างชัน ในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน ค่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะสูงขึ้นเร็ว ทำให้มีน้ำไหลย้อนเข้ามาในแม่น้ำสงครามเป็นระยะ  เนื่องจากพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเป็นที่ราบลุ่ม

ในช่วงที่มีฝนตกชุกหรือช่วงที่ระดับน้ำของแม่น้ำโขงขึ้นสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำสงคราม พื้นที่ดังกล่าวจะถูกน้ำท่วมขังเป็นประจำ พื้นที่บริเวณแม่น้ำสงครามมีอุณหภูมิเฉลี่ย 25.8 องศาเซลเซียส ปริมาณฝน 1,548.2 มิลลิเมตรต่อปี ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวและพืชไร่

ลุ่มแม่น้ำสงคราม, พื้นที่อนุรักษ์, พื้นที่ชุ่มน้ำ, ความหลากหลายทางชีวภาพ, ธรรมชาติ,
ภาพถ่าย WWF Thailand

ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

ลุ่มน้ำสงครามเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขง ป่าที่พบในบริเวณลุ่มน้ำนี้ประกอบด้วย ป่าบึงน้ำจืดหรือป่าบุ่ง-ทาม (freshwater swamp forest) ตามที่ลุ่มของลำน้ำ มีน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก นอกจากนี้ยังพบป่าเต็งรัง (dry dipterocarp forest) และป่าดิบแล้ง (dry dipterocarp forest) บนเขาหินทรายและที่ราบลุ่ม พื้นที่ป่าที่เหลืออยู่มักอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ส่วนพื้นที่ราบมักจะถูกบุกรุกครอบครองเพื่อตั้งชุมชนและเป็นพื้นที่การเกษตร

ในพื้นที่ศึกษาพบพืชหายาก รวม 7 ชนิด ได้แก่ กระโดนเบี้ย ตะแบกทามหรือเปือยน้ำ ไชยวาน อินทวาน้อย สรัสจันทร กกปากน้ำนครพนม และกระถินโคก

ในบริเวณพื้นที่ที่น้ำท่วมขังพบพรรณไม้น้ำที่ขึ้นในป่าบุ่ง-ทาม ค่อนข้างหลากหลาย เช่น สนุ่น ไชยวาน จิกนา กระเบาใหญ่ ชุมแสง จอกหูหนู บอน ผักกระเฉด และธูปฤาษี Typha angustifolia L. เป็นต้น

ส่วนบริเวณชายขอบพื้นที่พบพรรณไม้หลายชนิด เช่น เสียวใหญ่ ไคร้หางนาค พลองเหมือด เสม็ดชุน เสม็ดแดง มะเค็ด มะพอก และมังตาน เป็นต้น

ทรัพยากรสัตว์ป่า

ชนิดสัตว์ป่าที่มีความสำคัญในการอนุรักษ์โดยมีสถานภาพด้านการอนุรักษ์ในระดับประเทศตามการจัด ของสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติพบว่า มีสัตว์ป่าที่มีสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) สามชนิด คือ เต่านา (Malayemys subtrijuga) เต่าดำ (Siebenrockiella crassicollis) และตะพาบน้ำ (Amyda cartilaginea)

ทรัพยากรปลา

แม่น้ำสงครามเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาจำนวน 183 ชนิด ชนิดที่เป็นพันธุ์เฉพาะถิ่น (Endemic) เช่น ปลากระเบนแม่น้ำโขง ปลาตองลาย ปลาหมากผาง ปลาซิวแคระ เป็นต้น ชนิดพันธุ์ที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) เช่น ปลากระเบนแม่น้ำโขง ปลาตองลาย ปลากระโห้ ปลาเอนฝ้าย ชนิดที่อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) เช่น ปลาหมากผาง ปลาแมวหูดำ ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาดุกด้าน ปลาจิ้มฟันจระเข้แคระ เป็นต้น ชนิดที่อยู่ในสถานภาพถูกคุกคามในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (Threatened in the wild) เช่น ปลาสวาย ปลากัดเขียวเป็นต้น

สัตว์หน้าดิน

สัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำสงคราม พบความหลากชนิดของสัตว์หน้าดินประมาณ 3ไฟลั่ม มากกว่า 15วงศ์ ประกอบด้วยสัตว์หน้าดินในไฟลั่มAnnelida มากกว่า 2วงศ์เช่น วงศ์ Tubificidaeไฟลั่มArthropodaมากกว่า 9 วงศ์ เช่น วงศ์ Chironomidae, Gomphidae, Libellulidae, Baetidae, Corixidae, Gyrinidae, Ceratopogonidae, HeptageniidaeและPalaemonidaeเป็นต้น และไฟลั่มMollusca มากกว่า 6วงศ์ เช่น วงศ์ Viviparidae,Ampullariidae, Bithyniidae, Corbiculidae,Thiaridae และ Planorbidae เป็นต้น

การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุ่มน้ำ 

เป็นแหล่งอาหารและอาชีพของชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณลำน้ำ มีการทำการประมงตลอดลำน้ำ ซึ่งลักษณะ การจับปลาจะเป็นแบบเพื่อยังชีพมากกว่าเพื่อการค้า ใช้เป็นสถานที่แข่งเรือพายในประเพณีแข่งเรือและใช้เป็น เส้นทางคมนาคมระหว่างชุมชนที่อยู่ริมน้ำในระยะทางใกล้ๆ กัน

สถานภาพของพื้นที่

การบุกรุกทำลายป่าในเขตต้นน้ำและที่สาธารณะเพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะมันสำปะหลัง อ้อย และปอ เป็นต้น ทำให้เกิดอัตราการพังทลายของดินบริเวณต้นน้ำลำธารสูง ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน ประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำ ลดลง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงมีแนวทางในการจัดการโดยการจัดทำโครงการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ด้วยการ ปลูกต้นไม้ จัดทำศูนย์เพาะชำกล้าไม้ ส่งเสริมให้ชุมชนในพื้นที่ปลูกไม้ผลและทำปศุสัตว์แทนการปลูกพืชไร่ บริเวณต้นน้ำ จัดทำหลักเขตพื้นที่ป่าสงวนและพื้นที่สาธารณะ นอกจากนี้ยังต้องมีการหาแนวทางป้องกัน ปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์ในเขตจังหวัดสกลนคร ปัจจุบันถูกคุกคามด้วยการทำการประมงจับสัตว์น้ำเกินขนาด ในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีโครงสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศของลุ่มน้ำเปลี่ยนแปลง


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: พรุควนเคร็ง : พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อชีวิต

เรื่องแนะนำ

ดอยหลวงเชียงดาว 2 ปี หลังไฟป่าครั้งใหญ่ อัศจรรย์ธรรมชาติในการฟื้นฟูตัวเอง

ดอยหลวงเชียงดาว เกือบ 2 ปี หลังไฟป่าครั้งใหญ่ ติดตามนักอนุรักษ์ไปสำรวจการฟื้นตัว หลังปิดผืนป่าไม่ให้มนุษย์ขึ้นไปรบกวนการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของธรรมชาตินานกว่า 1 ปี เส้นทางคดเคี้ยวทอดยาวไปไกลสุดสายตา เบื้องหน้าคือผืนป่าที่โอบอุ้มด้วยเมฆฝนอันชุ่มชื้น เรากำลังเดินเท้าขึ้นสู่ดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เทือกเขาหินปูนที่สูงที่สุดของประเทศไทย และยอดเขาสูงอันดับ 3 รองจากดอยอินทนนท์และดอยผ้าห่มปก เมื่อ 2 ปีก่อน เกิดเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ณ ดอยหลวงเชียงดาว สร้างความเสียหายให้ผืนป่าเกือบ 4,000 ไร่ ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตหลากชนิดพันธุ์เป็นวงกว้าง และสร้างความหวาดหวั่นให้เหล่านักอนุรักษ์ว่าอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชพรรณอันเปราะบางบางชนิด กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจึงตัดสินใจปิดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติดอยหลวงเชียงดาว ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวอย่างไม่ลังเล เป็นเวลานานกว่า 1 ปี ไม่ให้มนุษย์ขึ้นไปรบกวนการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของธรรมชาติ และเพื่อเป็นการคุ้มครองแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โดยการเดินทางสู่ดอยหลวงเชียงดาวของเราในครั้งนี้ เป็นการติดตามเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และทีมภาคีเรารักดอยหลวงเชียงดาว มาสำรวจการฟื้นตัวของธรรมชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว 2 ปี หลังไฟป่าขนาดมโหฬารลุกลามไปทั่วพื้นที่ เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เราก็ประจักษ์ชัดแก่ใจว่า การเยียวยาและฟื้นฟูตัวเองของธรรมชาติ นั้นมหัศจรรย์กว่าที่มนุษย์คาดคิด 01 บ้านของพืชถิ่นเดียว นัยนา เทศนา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ […]

จักจั่นเขา : แมลงแสนพิสดาร

บุกตะลุยป่าดิบชื้นไปรู้จักกับ "จักจั่นเขา" (treehopper) แมลงซึ่งได้ชื่อว่าอสุรกายจิ๋วแห่งป่าดิบชื้น พวกมันเป็นเจ้าแห่งการพรางตัว และรุ่มรวยไปด้วยเรื่องราวน่าประหลาดใจ

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

เมื่ออิสรภาพของ แม่น้ำ ส่งผลโดยตรงต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและผู้คน

ปัจจุบัน แม่น้ำ สายยาวที่ไหลอย่างอิสระนั้นพบเจอได้ยากมากทำไมอิสรภาพของแม่น้ำจึงสำคัญ? แม่น้ำ ขนาดใหญ่ที่มีความคดโค้งเป็นส่วนสนับสนุนระบบนิเวศที่ควรปล่อยให้เกิดการถูกกีดขวางอย่างธรรมชาติไปตามการเคลื่อนที่และการเปลี่ยนแปลงของพลังงานมวลสารวิถีการใช้น้ำของสัตว์ป่าและภูมิทัศน์แวดล้อม ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมามนุษย์ได้เข้าควบคุมพลังงานมหาศาลของสายน้ำไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนแหล่งกักเก็บน้ำและสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ ทำให้ปัจจุบันทั่วโลกหลงเหลือแม่น้ำที่ไหลอย่างอิสระและมีความยาวเกินกว่าพันกิโลเมตร (621 miles) เพียงร้อยละ 37 เท่านั้น สิ่งกีดขวางความต่อเนื่องของสายน้ำอาจส่งผลกระทบมากน้อยต่างกันไปตลอดเส้นแม่น้ำแต่ละสายแต่การทำความเข้าใจผลกระทบต่าง ๆ ที่ตามมานั้นเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นคืนระบบนิเวศภูมิทัศน์ตลอดทางแม่น้ำไหลผ่านพื้นที่ธรรมชาติหรือแหล่งชุมชนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการแตกแยกหรือขวางทางน้ำ นี่คือ 6 แม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก ที่มีลักษณะการไหลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ไหลต่อเนื่องอย่างมีพลวัต ไปจนถึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเขื่อนและอิทธิพลของมนุษย์ 01 แม่น้ำมิสซิสซิปปี และแม่น้ำมิสซูรี เครือข่ายสาขาแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือมีลักษณะคดเคี้ยวไปมารอบข้างแม่น้ำเป็นที่ราบที่เกิดจากแม่น้ำพัดเอาดินตะกอนมาทับถมเป็นบริเวณกว้างจึงเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญ แม่น้ำแห่งนี้ถูกใช้เพื่อการขนส่งทางอุตสาหกรรมเป็นหลักโดยบรรทุกสินค้าเกษตรและเหล็กกล้าจากปลายด้านหนึ่งของประเทศไปยังอีกด้านหนึ่งส่งเสริมการเติบโตของเมืองและชุมชนจำนวนนับไม่ถ้วน แม่น้ำมิสซิสซิปปีเปรียบเหมือนเส้นหลอดเลือดแดงทางการค้ามีการก่อสร้างโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่มากมายที่ควบคุมการไหลของแม่น้ำมานานกว่า 300 ปี เพื่อจำกัดปริมาณน้ำ นอกจากนี้ยังมีการขุดลอกกำจัดตะกอนหรือวัสดุอื่นๆจากก้นแม่น้ำเพื่อให้สามารถเดินเรือได้มากขึ้นตรงไหนเคยเป็นโค้งน้ำไหลเอื่อยก็ถูกตัดตรงที่ราบน้ำท่วมถึงในอดีตถูกตัดขาดจากกันด้วยคันดินและทำนบ มลพิษเป็นอีกปัญหาหนึ่งของระบบแม่น้ำแห่งนี้อุตสาหกรรมทั่วไปก่อให้เกิดขยะจำนวนมากที่ไม่มีทางออกอื่นนอกจากลงสู่แม่น้ำยาฆ่าแมลงและปุ๋ยจะถูกชะล้างออกไปในแม่น้ำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม้จะมีกฎระเบียบของรัฐบาลควบคุมมลพิษเหล่านี้แต่มลพิษยังคงหาทางลงสู่น่านน้ำ 02 แม่น้ำแอมะซอน แม่น้ำแอมะซอนถือเป็นแม่น้ำไหลอย่างอิสระที่ยาวที่สุดในโลกอีกทั้งยังลำเลียงปล่อยน้ำออกสู่มหาสมุทรสูงที่สุดคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการไหลของน้ำทั้งโลก นอกจากนี้แม่น้ำแอมะซอนยังมีปริมาณน้ำมากถึง 1 ใน 5 ส่วนของโลก น้ำที่หมุนเวียนอยู่ในลุ่มแม่น้ำแอมะซอนคิดเป็นร้อยละ 16 ของน้ำจืดทั่วโลก มีแม่น้ำสาขาที่แยกออกจากแอมะซอนมากกว่า 1,100 สาขา การไหลของมันช่วยพัดพาตะกอนดินและแร่ธาตุไปเติมความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำดินดอนปากแม่น้ำและระบบนิเวศชายฝั่งอีกทั้งยังถือเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตร้อยละ 25 ของโลกถูกพบในป่าแห่งนี้ พื้นที่ป่าฝนเขตร้อนตลอดแนวแม่น้ำแอมะซอนยังมีบทบาทสำคัญต่อชั้นบรรยากาศโลกเพราะเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนประมาณร้อยละ 20ที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลก ข้อมูลของโครงการ […]