ฤาประวัติศาสตร์จะจมบาดาลตลอดกาล เมื่อตุรกีสร้างเขื่อน - National Geographic Thailand

ฤาประวัติศาสตร์จะจมบาดาลตลอดกาล เมื่อตุรกีสร้างเขื่อน

เลย์ลา ซอนคูช เก็บใบองุ่นบนที่ราบสูงฮาร์รานทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ไม่ไกลจากพรมแดนซีเรีย การชลประทานในฮาร์รานถือเป็นความสำเร็จหนึ่งของโครงการอนาโตเลียอาคเนย์ แต่คนในซีเรียและอิรักโอดครวญว่า เขื่อนของตุรกีคุกคามการไหลของน้ำในแม่น้ำยูเฟรทีสและไทกริส ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำดื่มสะอาดตกอยู่ในความเสี่ยง

ฤาประวัติศาสตร์จะจมบาดาลตลอดกาล เมื่อตุรกีสร้างเขื่อน

ฮาซันเคฟคือหมู่บ้านอายุ 12,000 ปี ตั้งอยู่บนที่ราบสูงริมแม่น้ำไทกริส

สูงขึ้นไปเหนือหมู่บ้านคือโพรงถ้ำต่างๆ ที่ผู้บุกเบิกในยุคหินใหม่สร้างไว้ ขณะที่ซากปรักของป้อมก็เก่าแก่ตั้งแต่สมัยไบแซนไทน์ ชุมชนแห่งนี้มีร่องรอยของชาวโรมัน เป็นที่ตั้งของสถาปัตยกรรมอิสลามยุคกลางที่โดดเด่น รวมถึงสะพานบนเส้นทางสายไหม

ฮาซันเคฟยังเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี เป็นที่ที่คุณสัมผัสได้ถึงความอยู่รอดและความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน

ทว่าเมื่อปี 2006 รัฐบาลตุรกีเริ่มการสร้างเขื่อนยักษ์กั้นแม่น้ำไทกริสอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ราวร้อยละ 80 ของฮาซันเคฟจมน้ำและประชากร 3,000 คนต้องย้ายที่อยู่ ตอนนี้เขื่อนที่ชื่ออิลิซูเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และน้ำอาจท่วมเมื่อไรก็ได้ในปีหน้า

ทำไมประเทศหนึ่งจึงทำลายดินแดนสำคัญในตำนานของตนเอง รัฐบาลตอบว่าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านที่นั่นด้วยการทำให้ทันสมัย กระนั้น โครงการขนาดใหญ่นี้ก็ส่งผลดีต่อตุรกีในภาพรวมด้วย ประเทศนี้ไม่มีแหล่งน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติของตนเอง สิ่งที่มีคือน้ำ

ในช่วงทศวรรษแรกๆ ของศตวรรษที่ยี่สิบ สาธารณรัฐตุรกีริเริ่มโครงการสู่ความทันสมัยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งขับเคลื่อนโดยรัฐหลายโครงการ แต่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งประชากรค่อนข้างยากจน ด้อยการศึกษา และเป็นชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด อาหรับ และอัสซีเรีย ถูกทอดทิ้งเป็นส่วนใหญ่  ต่อมาในทศวรรษ 1970 รัฐบาลจึงเสนอแผนเยียวยาด้วยโครงการสร้างเขื่อนขนาดยักษ์ที่จะสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคและใช้ในการชลประทาน  โดยจะสร้างเขื่อน 22 แห่งและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 19 แห่งทั่วเครือข่ายแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส รวมทั้งถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในแผนการชื่อ “โครงการอนาโตเลียอาคเนย์” หรือ “จีเอพี” (GAP) ตามตัวย่อในภาษาตุรกี

เขื่อน
เมืองโบราณฮาซันเคฟตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไทกริส เขื่อนอิลิซูจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นราว 60 เมตร ซึ่งจะทำให้ร้านกาแฟทันสมัยแห่งนี้ รวมทั้งซากสะพานอายุ 900 ปีด้านหลัง และถ้ำยุคหินใหม่ (ในฉากหลัง) จมอยู่ใต้น้ำ

ซีเรียและอิรักซึ่งอยู่ท้ายน้ำประท้วงว่า ตุรกีอาจกักน้ำที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับตน ในปี 1984 พรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (Kurdistan Workers Party: PKK) ซึ่งเป็นกองกำลังแบ่งแยกดินแดน ก่อการจลาจลเพราะถูกรัฐบาลตุรกีกระทำอย่างอยุติธรรม ส่งผลให้ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเขตสงคราม ขณะเดียวกันธนาคารในยุโรปก็ถอนการให้ทุนสนับสนุน และธนาคารโลกก็ปฏิเสธการกู้เงินเนื่องจากความไม่เห็นพ้องระดับนานาชาติที่ดำเนินอยู่การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ไม่เพียงพอ และข้อวิตกเรื่องขอบเขตของการอพยพประชากร ตลอดจนการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม กระทั่งภายในรัฐบาลตุรกีเอง ฮิลัล เอลแวร์ ที่ปรึกษากระทรวงสิ่งแวดล้อมในทศวรรษ 1990 และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เสนอรายงานพิเศษว่าด้วยสิทธิด้านอาหารของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ก็ยังเห็นว่า ความกระตือรือร้นที่จะผลักดันให้จีเอพีเป็นโครงการแห่งความภาคภูมิใจระดับชาตินั้นเริ่มถดถอยลงแล้ว

จนถึงตอนนี้ เขื่อนอิลิซูไม่เพียงจะทำให้น้ำท่วมฮาซันเคฟเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศแม่น้ำอีก 400 กิโลเมตร แหล่งโบราณคดี 300 แห่ง โบราณวัตถุบางส่วนจะถูกย้ายไปยังจุดที่ปลอดภัยกว่า แต่เขื่อนจะทำให้คนประมาณ 15,000 คนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ และกระทบชีวิตคนอีกหลายหมื่น  แอร์จาน อัยโบอา วิศวกรสิ่งแวดล้อม และโฆษกโครงการความริเริ่มเพื่อปกป้องชีวิตฮาซันเคฟ บอกว่า ตัวเลขน่าจะใกล้เคียง 100,000 คน “มันเป็นโครงการมหึมาที่รัฐบาลตุรกียัดเยียดให้ผู้คนในภูมิภาค” อัยโบอาบอก “ไม่มีประโยชน์สำหรับประชากรท้องถิ่นเลย มีแต่กำไรให้บริษัทบางแห่งและเจ้าของที่ดินรายใหญ่”

เขื่อน
หญิงชาวเคิร์ดที่อพยพไปแล้วนั่งอยู่บนเนินที่มองเห็นการสร้างเขื่อนอิลิซูซึ่งอยู่ห่างจากฮาซันเคฟไปทางท้ายน้ำ 80 กิโลเมตร

แล้วทำไมรัฐบาลตุรกีจึงดื้อแพ่งเดินหน้าต่อ

หลายคนเชื่อว่า เป้าหมายของรัฐบาลมีเพียงต้องการควบคุมทรัพยากรธรรมชาตินี้ให้ได้ เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศและเพื่อความมั่นคง  น้ำ “อาจใช้เป็นอาวุธสู้กับอิรักและซีเรียได้” จอห์น ครอฟูต ชาวอเมริกันที่อยู่ในตุรกีและผู้ก่อตั้งฮาซันเคฟแมตเทอร์ส (Hasankeyf Matters) บอก

ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา อิรักประสบภัยแล้งรุนแรงขึ้น และระดับน้ำในแม่น้ำไทกริสลดต่ำลงอย่างน่ากลัว รัฐบาลอิรักกดดันไม่ให้ตุรกีปล่อยน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำที่เกิดจากเขื่อนอิลิซูในเดือนมิถุนายนตามแผน แม้รัฐบาลตุรกีจะยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แต่ตลอดหลายสิบปีมานี้ ทัศนคติของรัฐบาลก็ยังเหมือนเดิม กล่าวคือในเมื่ออิรักมีน้ำมัน แต่ตุรกีมีน้ำ ก็ย่อมจะทำอะไรกับมันอย่างไรก็ได้

เรื่อง ซูซี แฮนเซน

ภาพถ่าย มาเทียส เดอปาร์ดง

เขื่อน
หมู่บ้านซาวาชานในเขตฮัลเฟตีเผยให้เห็นภาพในอนาคตของฮาซันเคฟ เมื่อปี 2000 หมู่บ้านนี้ถูกน้ำท่วมพร้อมกับหมู่บ้านอีกแปดแห่งจากการสร้างเขื่อนบิเรจิก แม้โครงการสร้างเขื่อนจะส่งผลดีต่อการเกษตรตามคำกล่าวอ้าง แต่ปัจจุบัน พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ของชาวเมืองฮัลเฟตีก็จมน้ำไปแล้ว เรือท่องเที่ยวแล่นผ่านมัสยิดที่จมน้ำ แต่รายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่อาจชดเชยความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชุมชนได้
เขื่อน
เด็กหญิงชาวเคิร์ดนั่งเล่นในบ้านที่จะถูกน้ำท่วมจากโครงการสร้างเขื่อนอิลิซู
เขื่อน
ก่อนน้ำเอ่อท่วม ชาวเมืองขนเตียงไปไว้บนหลังคาเพื่อหนีความร้อนในฤดูร้อน หออะซานที่เห็นอยู่ด้านหลังจะถูกย้ายไปยังอุทยานโบราณคดี
เขื่อน
เลย์ลา ซอนคูช เก็บใบองุ่นบนที่ราบสูงฮาร์รานทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ไม่ไกลจากพรมแดนซีเรีย การชลประทานในฮาร์รานถือเป็นความสำเร็จหนึ่งของโครงการอนาโตเลียอาคเนย์ แต่คนในซีเรียและอิรักโอดครวญว่า เขื่อนของตุรกีคุกคามการไหลของน้ำในแม่น้ำยูเฟรทีสและไทกริส ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำดื่มสะอาดตกอยู่ในความเสี่ยง

 

อ่านเพิ่มเติม

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เรื่องแนะนำ

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด   [ ต้ น นํ้ า ] ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน” “ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด “พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก   [ ค น ต้ น นํ้ า ] เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน “เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล” ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ” ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง “แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ […]

สเปิร์มปะการังช่วยมหาสมุทร

สเปิร์มปะการัง ช่วยมหาสมุทร ที่สมาคมอนุรักษ์ Taronga สถานที่แห่งนี้นอกจากจะมีหน้าที่ดูแลสัตว์ในสวนสัตว์แล้ว ยังเป็นธนาคารสเปิร์มของปะการังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของปะการัง นักวิทยาศาสตร์จากสมาคม แห่งนี้สามารถเก็บรวบรวมสเปิร์มได้มากถึง 171,000,000,000 ล้านสเปิร์มเลยทีเดียว จากแนวปะการังเพียงแค่ 31 แห่ง สเปิร์มเหล่านี้จะถูกแช่แข็งและเก็บเตรียมไว้ ด้วยความหวังที่ว่าในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จะใช้สเปิร์มเหล่านี้ช่วยในการก่อร้างสร้างแนวปะการังใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากในปัจจุบันมีแนวปะการังจำนวนมากที่กำลังถูกคุกคามจากมนุษย์และอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป   อ่านเพิ่มเติม : จะช่วยมหาสมุทรต้องเลิกใช้กากเพชร?, ความรู้ประจำวัน : การเดินทางของไมโครพลาสติก

เป็ปซี่บนก้ามกุ้งล็อบสเตอร์สะท้อนปัญหาขยะทะเล

เป็ปซี่บนก้ามกุ้งล็อบสเตอร์สะท้อนปัญหา ขยะทะเล เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ และเป็นอีกครั้งที่ย้ำเตือนให้เรารับรู้ว่า ขณะนี้มหาสมุทรกำลังเต็มไปด้วยขยะ กุ้งล็อบสเตอร์ที่ถูกจับได้จากอ่าว New Brunswick ในแคนาดา มีบางสิ่งบางอย่างที่น่าประหลาดใจบนก้ามของมัน…ลวดลายจากกระป๋องเป็ปซี่ สีสันจากกระป๋องน้ำอัดลมยี่ห้อดังปรากฏอยู่บนก้ามของมัน ท่ามกลางความสงสัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร ภาพถ่ายดังกล่าวนี้ถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว CBC ในแคนาดา และกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ในฐานะสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนให้เราพึงระลึกไว้เสมอว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างกับมหาสมุทรในปัจจุบัน จากรายงานข่าว กุ้งล็อบสเตอร์ตัวนี้ถูกจับขึ้นมาโดย Karissa Lindstrand ผู้ระบุว่าเธอจดจำยี่ห้อของน้ำอัดลมนี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะดื่มทุกวัน และตลอด 4 ปีของการตกปลาในบริเวณนี้ เธอไม่เคยพบกับเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับปัญหาขยะ เป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ เพราะที่ New Brunswick สามารถพบขยะได้ตั้งแต่ผิวน้ำไปจนถึงก้นทะเล เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ภาพถ่ายของม้าน้ำตัวหนึ่งที่กำลังเอาหางเกี่ยวไม้ปั่นหูเอาไว้ เพิ่งจะกลายเป็นไวรัลย้ำเตือนถึง ปัญหาขยะทะเล ในปัจจุบัน ข้อมูลจากปี 2015 รายงานมีขยะราว 5.25 ล้านล้านตันล่องลอยอยู่ในมหาสมุทร ขยะเหล่านี้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ทะเลเพราะพวกมันเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร   อ่านเพิ่มเติม : ความรู้ประจำวัน : การเดินทางของไมโครพลาสติก, ความรู้ประจำวัน : กรุงไคโร เมืองแห่งขยะ

พลาสติกขนาดเล็กกลายเป็นขยะมหาสมุทร

พลาสติกขนาดเล็กกลายเป็นขยะเต็มมหาสมุทร ปลาแอนโชวี่เป็นที่รู้จักในฐานะส่วนประกอบของหน้าพิซซ่ามากยิ่งกว่าความสำคัญในฐานะบทบาทในห่วงโซ่อาหารทางทะเลเสียอีก และขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า พฤติกรรมการกินพลาสติกขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติกของปลาเหล่านี้ กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย เมื่อปลาแอนโชวี่กินขยะพลาสติกขนาดเล็กที่กระจัดกระจายอยู่ในมหาสมุทรเข้าไป มันถูกกินต่อโดยปลาขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นสารพิษจากพลาสติกจึงถูกถ่ายทอดสู่ปลาตัวดังกล่าว รวมถึงผู้บริโภคอย่างเราด้วยเช่นกัน ความเข้าใจผิดว่าขยะพลาสติกคืออาหารเกิดขึ้นจากกลิ่นของมันที่คล้ายกับอาหารจริง รายงานใหม่จากวารสาร Proceedings of the Royal Society B. ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล และเพิ่งตีพิมพ์ในสัปดาห์นี้ นอกจากนั้นรายงานอื่นๆ ที่เผยแพร่ลงในวารสาร Science Advances ก็อธิบายถึงวิธีการที่ไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังมหาสมุทรลึกได้อย่างไร โดยสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่เรียกกันว่า Giant Larvaceans ไมโครพลาสติกเกิดขึ้นจากขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงในทะเลแตกหักจากผลกระทบของคลื่นและแสงอาทิตย์ พลาสติกขนาดเท่าเมล็ดข้าว หรือประมาณไม่เกิน 5 มิลลิเมตรนี้ ได้เปลี่ยนมหาสมุทรให้กลายเป็น ซุปพลาสติก แต่ผลกระทบของมันยังคงไม่อาจเข้าใจได้ครบทุกด้าน ในปี 2015 มีรายงานการวิจัยที่ช่วยยืนยันถึงปริมาณขยะพลาสติก และการนิยามว่ามหาสมุทรของเรากำลังกลายเป็นซุปพลาสติกนั้น นักวิทยาศาสตร์ไมได้พูดเกินจริง ประมาณปริมาณขยะไมโครพลาสติกในปี 2014 อยู่ที่ 15 – 51 ล้านล้านชิ้น คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 93,000 – 236,000 เมตริกตัน (ภาพถ่ายภาพนี้สะท้อนปัญหาขยะในมหาสมุทรได้ชัดเจน) คำถามต่อมาคือ จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการกำจัดพลาสติกเหล่านี้ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.