เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว

คืนหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ นาม Sdao ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่เซกอง ทางตอนเหนือของกัมพูชา ชายคนหนึ่งขับมอเตอร์ไซค์มาพร้อมกับเครื่องขยายเสียง “อพยพเร็ว” เขาประกาศกับชาวบ้านจำนวนร้อยคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ “น้ำกำลังมา”

เขื่อนดินที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในลาว เหนือขึ้นไปจากหมู่บ้านชาวประมงราว 250 กิโลเมตร ได้พังถล่มลงจากพายุฝน ส่งผลให้มวลน้ำปริมาณมหาศาลกำลังพุ่งตรงมายังพวกเขา บรรดาชาวบ้านได้รับแจ้งว่าน้ำจากเขื่อนอาจเข้าท่วมถึงจังหวัดสตึงแตรง ซึ่งเป็นจังหวัดหลักของภาคเหนือในกัมพูชา จุดดังกล่าวคือบริเวณที่แม่น้ำเซกองไหลเข้ารวมกับแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก

Ey Bun Thea ชาวประมงและเกษตรกรวัย 24 ปี ไม่เคยทราบเลยว่าไกลออกไปจากแม่น้ำที่เขาใช้จับปลาอยู่ทุกวันนั้นจะมีเขื่อนตั้งอยู่ สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนั้นคือต้องหนีเอาชีวิตรอดให้เร็วที่สุด เขาคว้าเอาข้าวสาร, ผ้าห่ม, มุ้ง และเงินติดตัว จากนั้นจึงปล่อยสัตว์ที่เลี้ยงไว้ให้เป็นอิสระ ก่อนจะพาภรรยาและลูกวิ่งหายเข้าสู่ความมืดเพื่อมองหาพื้นที่สูง “มันน่ากลัวมาก” เขาเล่า “เราไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น”

หลังการอพยพ Thea พบว่าน้ำมาเยือนบ้านเขาจริงที่ระดับความลึก 1 เมตร แต่ไม่นานน้ำก็ลดลง และไม่กี่วันต่อมาครอบครัวนี้ก็เดินทางกลับมาอาศัยอยู่ในบ้านดังเดิม หลังไปพักอาศัยอยู่กับญาติที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง สัตว์ที่เลี้ยงไว้ยังคงปลอดภัยดี แม้ว่าผักที่ปลูกไว้จะเสียหายทั้งหมด

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พ่อแม่รีบอุ้มลูกหนีน้ำที่กำลังเข้าท่วมจากเหตุเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยพังถล่ม ในจังหวัดอัตตะปือ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2018
ภาพถ่ายโดย Soe Zeya

เขื่อนดินที่พังถล่มลงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในจังหวัดอัตตะปือ ประเทศลาว ผลของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกินพื้นที่เป็นวงกว้าง หลายหมู่บ้านถูกน้ำท่วมอย่างสาหัส มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 39 คน สูญหายกว่า 100 คน และชาวลาวอีกหลายพันคนต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้ความทะเยอทะยานของลาว หนึ่งในประเทศที่มีฐานะยากจนที่สุดของภูมิภาคนี้ถูกเพ่งเล็ง ในความพยายามที่จะเปลี่ยนประเทศของตนให้เป็นแหล่งพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการสร้างเขื่อนพลังงานน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และขายพลังงานไฟฟ้าให้แก่บรรดาประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อปีที่ผ่านมา ลาวเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าแล้ว 46 แห่ง และอีก 54 แห่งกำลังอยู่ระหว่างการวางแผน หรือดำเนินการก่อสร้าง

ทว่าเหตุเขื่อนพังถล่มที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมยิ่งทำให้ประเด็นนี้ถูกจับตามองมากขึ้นให้ทบทวนเปลี่ยนการลงทุนมหาศาลที่จะสร้างเขื่อนพลังงานน้ำไปเป็นพลังงานทดแทนอื่นๆ แทน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลลาวประกาศระงับการอนุมัติเขื่อนที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตามคำแนะนำจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ด้านประเทศไทยเองกำลังพิจารณาว่าจะซื้อพลังงานไฟฟ้าจากลาวดีหรือไม่ เนื่องจากการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Zeb Hogan นักชีววิทยาประมง จากมหาวิทยาลัยเนวาดา ผู้ทำงานวิจัยในภูมิภาคนี้มานาน 20 ปี ระบุว่าตัวเขาสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้พัฒนาพลังงานสะอาด “หากความล้มเหลวของการก่อสร้างเขื่อนครั้งนี้นำไปสู่การออกแบบเขื่อนที่ดีขึ้น การดำเนินงานที่เป็นระบบ ตลอดจนทางเลือกอื่นๆ อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ ผลกระทบในระยะยาวที่จะมีต่อการประมงและความหลากหลายทางชีวภาพก็จะน้อยลงตามไปด้วย” เขากล่าว “นั่นหมายความว่าแม่น้ำโขงจะยังคงหล่อเลี้ยงคนรุ่นหลังไปได้อีกหลายชั่วคน เช่นเดียวกับที่เป็นตลอดมา”

 

แรงดึงดูดของพลังงานน้ำ

การขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่งผลให้พลังงานน้ำกลายมาเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ในลาวสื่อประชาสัมพันธ์ระบุว่าเขื่อนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นหนทางแก้ปัญหาความยากจน ทว่าผู้เชี่ยวชาญชี้หากมีเขื่อนที่ไม่ได้มาตรฐานดังเช่นเหตุที่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ไม่เกินหนึ่งปีจะมีเขื่อนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างของลาวพังถล่มลงมาอีก เนื่องจากพายุฝน ท่ามกลางคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์ที่ว่าสภาพภูมิอากาศกำลังรุนแรงสุดขั้วขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะโลกร้อน

ด้านนักสิ่งแวดล้อมเองเตือนถึงความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ถูกพิจารณารวมเป็นปัจจัยในการสร้างเขื่อน เป็นที่รู้กันดีว่าการสร้างเขื่อนจะส่งผลกระทบต่อประชากรสัตว์น้ำ, ทำหน้าดินสึกกร่อน, เปลี่ยนทิศทางการไหลตามธรรมชาติของน้ำ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขงตอนล่าง

“โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้ผู้คนมุ่งความสนใจไปที่ความปลอดภัยของชาวบ้านตาดำๆ ทั้งยังเปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น” Maureen Harris ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก องค์การแม่น้ำนานาชาติกล่าว

 

ความลับที่ปิดไว้

แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในทิเบต สายน้ำไหลผ่านจีน, เมียนมา, ไทย, ลาว, กัมพูชา และเวียดนามก่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ แม่น้ำสายนี้คือบ้านของการทำประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุด ประชาชนราว 60 ล้านคนมีรายได้จากการทำประมง ทั้งยังเป็นสายน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต 25% ของน้ำจืดทั่วโลกมาจากแม่น้ำโขง ยังมีรวมถึงบรรดาไร่นาที่เพาะปลูกขึ้นตามแนวแม่น้ำ และแม่น้ำสาขาที่แตกแขนงออกไปอีกมากมาย

จีนเริ่มต้นสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงเมื่อปี 1990 แต่บริเวณแม่น้ำสายหลักยังคงปราศจากการรบกวน ส่วนหนึ่งมาจากความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสี่ชาติ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1995

ความต้องการพลังงานน้ำและรายได้จากการลงทุน ส่งผลให้ประเทศไม่ติดทะเลอย่างลาวประกาศเมื่อทศวรรษก่อนว่า ตนจะเตรียมสร้าง 9 แห่งขึ้นในแม่น้ำโขง และอีกราวสิบแห่งในแม่น้ำสาขา ด้านกัมพูชาและเวียดนามเองก็เปิดตัวโครงการสร้างเขื่อนของตัวเองเช่นกัน

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กราฟิกแสดงตำแหน่งที่ตั้งของเขื่อนในแม่น้ำโขง ส่วนหนึ่งของสารคดี “สยบมหานทีนามแม่น้ำโขง” ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ภาษาไทย ฉบับเดือนพฤษภาคม 2558
ศิลปกรรมโดย ไรอัน มอร์ริส

เมื่อบรรดาเขื่อนเล็กเขื่อนน้อยสิ้นสุดการก่อสร้างและเปิดใช้งาน ผลที่ได้คือลาวส่งออกพลังงานไฟฟ้าเป็นมูลค่าถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2017 ส่วนเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือเตรียมเริ่มจ่ายไฟในปี 2019 นี้

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าโครงการสร้างเขื่อนของลาวเต็มไปด้วยความลับ บรรดานักสำรวจอิสระและสื่อสารมวลชนเองไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยื่ยมชมเขื่อน นอกจากนั้นยังมีข่าวลือเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในสัญญาการก่อสร้าง ด้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของลาวเองเพิ่งจะออกมาพูด หลังถูกกดดันอย่างหนักกรณีเขื่อนแตก ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาระบุว่าสาเหตุของภัยพิบัติเกิดจากพายุฝนตามธรรมชาติ

 

ขวางกั้นทางน้ำไหล

รายงานด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากนักพัฒนาเขื่อนในลาวให้ข้อมูลที่น้อยกว่าความเป็นจริง ด้านนักวิจัยอิสระเองระบุว่ารายงานดังกล่าวไม่ได้รวมผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งยังเตือนว่าการสร้างเขื่อนเพิ่มอาจคร่าชีวิตของบรรดาประชากรปลาได้

ทั้งนี้เป็นเพราะเขื่อนไปขวางกั้นการอพยพของปลาจากถิ่นที่เกิดไปยังถิ่นหากิน และเขื่อนยังเปลี่ยนแนวทางการไหลของน้ำที่ไหลอยู่เช่นนั้นมานานนับพันปี “เดิมปลาในแม่น้ำโขงปรับตัวให้เข้ากับระบบการไหลของแม่น้ำ” Peng Bun Ngor นักนิเวศวิทยาด้านสัตว์น้ำ จากสำนักงานประมงกัมพูชากล่าว “หากปลาชนิดนั้นๆ ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับแนวการไหลใหม่ พวกมันจะล้มตาย”

ผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการแม่โขงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าการสร้างเขื่อนจะส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำคงเหลือลดลงถึง 40% นอกจากนั้นยังคาดการณ์ว่าเขื่อนจะไปลดปริมาณตะกอนที่ไหลมากับน้ำถึง 97% ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และส่งผลต่อภาคเกษตรได้

“ในการศึกษาต่อมาแสดงให้เห็นอีกว่าเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด ปัญหาเหล่านี้ถูกละเลย เมื่อเขื่อนพลังงานน้ำถูกอวยเกินจริง” Hogan กล่าว

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ณ หมู่บ้านบ้านคอกใหญ่ สมาชิกครอบครัวล้อมวงทานข้าวเย็นในแสงเทียน หมู่บ้านแห่งนี้จะถูกน้ำท่วมจนหมดในอนาคต เมื่อเขื่อนไซยะบุรีสร้างเสร็จ
ภาพถ่ายโดย David Guttenfelder

 

ผลประโยชน์ระยะสั้น

อย่างไรก็ดีเขื่อนกลับเพิ่มจำนวนปลาให้แก่ชาวประมงในช่วงสั้นๆ บางส่วนจากงานวิจัยของ Hogan ในชื่อ “Wonders of the Mekong” รวบรวมข้อมูลจากแม่น้ำเสสาน แม่น้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำโขงที่มีจุดเริ่มต้นในเวียดนาม ก่อนจะไหลเข้าสู่กัมพูชา

เมื่อปีที่ผ่านมามีเขื่อนแห่งใหม่บนแม่น้ำเสสานไม่ไกลจากจังหวัดสตึงแตรงเริ่มต้นเปิดใช้งาน โครงการนี้ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวน 5,000 คนต้องย้ายออกจากถิ่นอาศัยเดิม ท่ามกลางข้อโต้แย้งด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมานานหลายปี ทว่าชาวประมงกลับบอกว่าพวกเขาจับปลาได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเหนือเขื่อน “แค่เอาแหหย่อนลงไปห้านาทีก็ได้ปลามาเพียบ” Keo Lut ชาวประมงวัย 73 ปี เล่าให้ฟังพร้อมระบุว่าปลาที่จับได้ตัวใหญ่อ้วนพี ด้านนักวิจัยเองไม่ประหลาดใจที่พบปลามากขึ้นในแหล่งน้ำเดิมอันซบเซา ส่วนบริเวณทางใต้ของเขื่อน ชาวประมงเองก็เล่าว่าพวกเขาจับปลาได้มากขึ้นเช่นกัน “ผมมีความสุขมาก” Sing Sathan วัย 64 ปี กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

แต่พวกเขาจะทราบไหมว่าปลาเหล่านี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป…”ที่มีปลามากขนาดนั้นก็เพราะปลามันไปไหนไม่ได้ ไม่สามารถอพยพไปตามวงจรชีวิตของมัน” Hogan กล่าว “ปลาบางสายพันธุ์อาจปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เพราะเขื่อนได้ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่”

เรื่อง Stefan Lovgren

ภาพ David Guttenfelder

 

อ่านเพิ่มเติม

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้กรณีเขื่อนลาวแตก

เรื่องแนะนำ

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

เคปทาวน์เผชิญวิกฤติขาดแคลนน้ำครั้งใหญ่

เคปทาวน์เผชิญวิกฤติขาดแคลนน้ำครั้งใหญ่ “คนเราอยู่ไม่ได้ถ้าขาดน้ำ” คุณจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างลึกซึ้งเมื่อไม่มีน้ำใช้ และนี่คือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับพลเมืองในเคปทาวน์ ของแอฟริกาใต้ เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำส่งผลทั่วถึงไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน แม้แต่นักท่องเที่ยวเองก็เช่นกัน แท้จริงแล้ววิกฤติทำนองนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วนานกว่าสามปี โดยเชื่อกันว่ามีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่ส่งผลให้น้ำจืดในเขื่อนแห้งเหือด รวมไปถึงระบบชลประทานที่ออกแบบให้ผู้คนในเมืองนี้ต้องพึ่งพาน้ำจากฝนและเขื่อนมากเกินไป ในสารคดีสั้นที่จัดทำโดย Tadzio Müller จาก Rosa-Luxemburg-Stiftung จะพาคุณผู้อ่านไปสำรวจว่าชาวเมืองเคปทาวน์ใช้ชีวิตกันอย่างไร เมื่อรัฐบาลออกมาตราการควบคุมน้ำอย่างเข้มงวด ให้เหลือใช้เพียงแค่คนละไม่เกิน 50 ลิตร ต่อวันเท่านั้น (คิดเป็น 13.2 แกลอน) ไปจนถึงแนวทางในอนาคตที่จะป้องกันไม่ให้วิกฤติขาดแคลนน้ำแบบนี้เกิดขึ้นอีก   อ่านเพิ่มเติม สำรวจโลก : เพราะน้ำคือชีวิต

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 (ตอนที่ 1)

ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 (ตอนที่ 1) ทำความรู้จัก PM 2.5 PM ย่อมาจาก Particulate Matter หรืออนุภาคใดๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร (ไมครอน) ซึ่งขนจมูกไม่ดักจับได้ โดยเป็นสารแขวนลอยที่ฟุ้งกระจายในชั้นบรรยากาศ อาจอยู่ในสภาพของเหลวหรือของแข็งขนาดเล็ก เช่น อนุภาคต่างๆ เชื้อโรค หรือฝุ่นละออง จนทำให้เรามองเห็นในภาพกว้างเป็นลักษณะคล้ายหมอกหรือควัน ในประเทศไทยเริ่มตรวจวัดค่า PM 2.5 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ก่อนที่กรมควบคุมมลพิษจะมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นละอองและข้อมูลอื่นๆ หลังจากนั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงออกประกาศการกำหนดมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ใน พ.ศ. 2553 ในสถานการณ์ปัจจุบันนิยมใช้การวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index, AQI) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ระบุคุณภาพอากาศของสถานที่นั้นๆ โดยตัวเลขบอกปริมาณ PM 2.5 เป็นหน่วย ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (μg/m3) ค่าเฉลี่ย […]

นาทีชีวิต กู้ภัยช่วยชาวบ้านเผชิญน้ำท่วมหนักในจีน

อุทกภัยที่เกิดขึ้นล่าสุดในจีน ส่งผลให้ชาวบ้านหลายคนได้รับความเดือดร้อน และนำมาซึ่งภาพของความช่วยเหลืออันลุ้นระทึก จากคลิปวิดีโอ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสองนายพยายามช่วยชาวจีนคนหนึ่งขึ้นมาจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ทำเอาอาคารทั้งหลังพังถล่มลงมา และดูดเอารถบรรทุกคันใหญ่หายวับไปเพียงไม่กี่วินาที จากประวัติที่ผ่านๆมา อุทกภัยเป็ยภัยพิบัติที่พบได้ทั่วไป ในพื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของจีน เนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายนเป็นฤดูฝน ด้านทางรัฐบาลจีนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รุนแรงเช่น พายุฝนและพายุไต้ฝุ่น เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แค่น้ำท่วมที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ก็คร่าชีวิตชาวจีนไปแล้วหลายสิบคน และอีกหลายล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย สื่อโทรทัศน์ของจีนรายงาน ทีมกู้ภัยพยายามอย่างเต็มที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม ทางรัฐบาลจีนเองได้ออกมาแถลงว่า ทีมกู้ภัยจำต้องเตรียมพร้อมสำหรับน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝนปีนี้ ตลอดช่วงฤดูฝนในปี 2016 น้ำท่วมเกิดขึ้นมากกว่าปกติ มีผู้เสียชีวิต 150 ราย และในปีนั้นมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่าปกติ 16% สำหรับน้ำท่วมรุนแรงในปีนี้เกิดขึ้นจากฝนที่ตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเอ่อท่วม ผลการศึกษาหลายแห่งชี้ว่าภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ที่ผ่านมาประเทศจีนเองได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งสอดคล้องจากรายงานของนาซ่าเองที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นสาเหตุให้ปรากฎการณ์เอลนีโญรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามเป็นการยากที่จะสรุปว่าภูมิอากาศรุนแรงนั้นเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนเพียงปัจจัยเดียว นอกเหนือจากนั้น น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ยังเป็นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย ทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าชายเลน และป่าไม้รอบๆแม่น้ำที่เคยทำหน้าที่ดูดซับปริมาณน้ำถูกโค่นออกไปเพื่อสร้างถนน และอาคารในหลายปีมานี้ ชาวจีนหลายคนย้ายมายังภูมิภาคนี้เป็นเวลาหลายปีแล้วเพื่อทำงานในโรงงานผลิตสินค้า นั่นหมายความว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีผลระยะยาวแก่หลายบริษัทที่ตั้งโรงงานในพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย เรื่อง ฮีทเลอร์ บราดี้   อ่านเพิ่มเติม : ชมรอยแตกของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี กันแบบชัดๆ, หิ้งน้ำแข็งกำลังแตกออกจากทวีปแอนตาร์กติกา […]