น้ำมันปาล์ม: เรื่องจริงที่เราทุกคนควรรู้ - เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เรื่องจริงที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ น้ำมันปาล์ม

เรื่องจริงที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ น้ำมันปาล์ม

ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของกาบอง ผืนป่าดึกดำบรรพ์แผ่ยาวหลายร้อยกิโลเมตร ฉันก้าวจากเรือลำแคบๆขึ้นบนตลิ่งแม่น้ำอึงกูนีเยกับคนงานสองสามคนของโอลัม บริษัทธุรกิจการเกษตรซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่จากสิงคโปร์ เราเดินตามรอยช้างเข้าไปในป่า ผ่านต้นไม้โบราณสูงตระหง่าน เมื่อเดินลึกเข้าไป เราพบมะม่วงป่า เมล็ดโคลา เปลือกไม้ที่มีกลิ่นเหมือนกระเทียม ในที่โล่งกลางป่าอาบแสงอาทิตย์เราเห็นปลากระโดดอยู่ในแอ่งน้ำ ต้นไม้รอบลานโล่งนั้นมีริ้วรอยขูดขีดจากงาช้าง

ที่นี่ไม่ใช่อุทยานหรือป่าสงวน หากเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนปาล์มน้ำมันมุยลาของบริษัทโอลัม ถ้าอยู่ในอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย สองผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก คนตัดไม้และรถแทรกเตอร์อาจกำลังแผ้วถางป่าให้กลายเป็นสวนปาล์มน้ำมันที่มีต้นปาล์มเรียงรายเป็นทิวแถว

ปาล์มน้ำมันซึ่งมีผลสีแดงทะลายยักษ์อยู่ใต้โคนใบระเกะระกะ คือพืชผลสำคัญเก่าแก่ชนิดหนึ่ง หลายพันปีมาแล้วที่มนุษย์ต้มและทุบผลปาล์มเพื่อสกัดน้ำมันปรุงอาหาร เผาเปลือกหุ้มเนื้อในเมล็ดเพื่อให้พลังงานความร้อน และนำใบไปจักสานทำสิ่งต่างๆ ตั้งแต่หลังคาบ้านไปจนถึงตะกร้า อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา การใช้น้ำมันปาล์มพุ่งสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งมาจากประโยชน์สารพัดและเนื้อสัมผัสแบบครีมของน้ำมัน อีกส่วนหนึ่งมาจากการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมันซึ่งใช้พื้นที่แค่ครึ่งหนึ่งของพืชผลอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง เพื่อผลิตน้ำมันปริมาณเท่ากัน

น้ำมันปาล์ม
ผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาลในอินโดนีเซียและมาเลเซียถูกแผ้วถางเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน สวนปาล์มน้ำมันที่เห็นนี้อยู่ในรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย (ภาพถ่าย: ฟรานส์ แลนทิง, NAT GEO IMAGE COLLECTION)

ปัจจุบัน น้ำมันปาล์มคือน้ำมันพืชที่ใช้กันมากที่สุดในโลก หรือคิดเป็นหนึ่งในสามของการบริโภคน้ำมันพืชทั่วโลก โดยเป็นน้ำมันปรุงอาหารหลักในหลายประเทศ น้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสมที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสินค้าสารพัด ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงน้ำมันไบโอดีเซลที่เชื่อกันว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความต้องการน้ำมันปาล์มทั่วโลกยังคงสูงขึ้น อินเดียบริโภคน้ำมันปาล์มมากที่สุด หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของโลก ตามมาด้วยอินโดนีเซีย สหภาพยุโรป และจีน ส่วนสหรัฐฯรั้งอันดับแปด ในปี 2018 คาดว่าการบริโภคน้ำมันปาล์มของโลกจะสูงถึง 65.5 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับน้ำมันปาล์มราว 9 กิโลกรัมต่อคน

การตอบสนองความต้องการดังกล่าวส่งผลเสียใหญ่หลวง นับตั้งแต่ปี 1973 ป่าดิบชื้น 41,000 ตารางกิโลเมตรในบอร์เนียว ซึ่งเป็นเกาะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียถือครองร่วมกัน ถูกแผ้วถางเพื่อทำไม้ เผา และไถปราบเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน คิดเป็นหนึ่งในห้าของการตัดไม้ทำลายป่าบนเกาะบอร์เนียวตั้งแต่ปี 1973 และร้อยละ 47 ตั้งแต่ปี 2000

การตัดไม้ทำลายป่าทั้งหมดนั้นส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่อสัตว์ป่า อุรังอุตังเกาะบอร์เนียวซึ่งอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งล้มตายไปเกือบ 150,000 ตัวระหว่างปี 1999 ถึง 2015 และถึงแม้สาเหตุหลักจะเป็นการตัดไม้และการล่าสัตว์ แต่น้ำมันปาล์มก็เป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งยังเร่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอินโดนีเซียเกือบครึ่งหนึ่งมาจากการตัดไม้ทำลายป่า และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินอื่นๆ ตลอดจนมลพิษทางอากาศขั้นรุนแรง

ผู้คนที่อาศัยในที่ดินทำสวนปาล์มยังทนทุกข์กับปัญหาอื่นๆ การละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การใช้แรงงานเด็ก และการบังคับขับไล่คือปัญหาที่มีรายงานชัดเจน บางครั้งบริษัทน้ำมันปาล์มหลายแห่งบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียใช้แทรกเตอร์ไถหมู่บ้านชนพื้นเมืองราบเป็นหน้ากลองทั้งหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัยและต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาล

น้ำใมันปาล์ม
รถบรรทุกลำเลียงผลปาล์มน้ำมันที่เก็บด้วยมือไปส่งโรงงานสกัดบนแผ่นดินใหญ่ของมาเลเซีย ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้ำมันต่อพื้นที่สูงกว่าพืชน้ำมันอื่นๆ แต่ความต้องการน้ำมันพืชยอดนิยมชนิดนี้ของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างกว้างขวางและการสูญเสียสัตว์ป่าในอินโดนีเซียและมาเลเซีย สองประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด

การทำลายระบบนิเวศเพื่อประโยชน์ระยะสั้นเช่นนั้น คือสิ่งที่ประเทศกาบองพยายามหลีกเลี่ยง สวนสวรรค์ที่ฉันไปเยือนจะไม่ถูกทำลาย โอลัมปกป้องป่าผืนนั้นไว้ตามข้อตกลงเพื่อแลกกับการที่รัฐบาลยอมให้บริษัทปลูกปาล์มน้ำมันที่อื่นใดก็ได้ในที่ดินสัมปทาน

“สิ่งที่เราพยายามทำในกาบอง คือการหาวิธีพัฒนาใหม่ที่ไม่ต้องตัดต้นไม้ทั้งป่าทิ้ง แต่รักษาสมดุลระหว่างสวนปาล์มน้ำมัน การเกษตร และการอนุรักษ์ป่าไว้ได้ครับ” ลี ไวต์ นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ อธิบดีกรมอุทยานของกาบอง บอก เมื่อประเทศที่มีประชากรไม่ถึงสองล้านคนเริ่มทำการเกษตรระดับอุตสาหกรรม รัฐบาลก็ใช้การประเมินทางวิทยาศาสตร์เพื่อตัดสินว่าผืนป่าอันกว้างใหญ่ส่วนใดมีคุณค่าเชิงอนุรักษ์สูง และส่วนใดอาจเปิดพื้นที่ให้ปลูกปาล์มน้ำมันได้

ปาล์มน้ำมันจะอยู่ต่อไปในแอฟริกา เช่นเดียวกับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศผู้ผลิตพึ่งพารายได้จากพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ การคว่ำบาตรน้ำมันปาล์มจึงไม่ใช่มาตรการที่ฉลาดนัก เพราะพืชน้ำมันทางเลือกอื่นๆอาจใช้ที่ดินมากกว่าเสียอีก มิหนำซ้ำยังอาจไร้ประโยชน์อีกด้วย เนื่องจากน้ำมันปาล์มแพร่หลายอย่างกว้างขวางและมักแปรรูปเป็นส่วนประกอบอื่นๆ เช่น โซเดียมลอริลซัลเฟตและกรดสเตียริกซึ่งผู้บริโภคมักไม่รู้ที่มา การจะหักดิบจากการบริโภคน้ำมันปาล์มจึงเป็นเรื่องยาก วิธีเดียวที่ทำได้คือทำให้การเพาะปลูกและการผลิตส่งผลกระทบเลวร้ายน้อยที่สุด

อินโดนีเซียและมาเลเซียคือศูนย์กลางของน้ำมันปาล์มในปัจจุบัน แต่ต้นปาล์มน้ำมัน (Elaeis guineensis) ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของเอเชีย หากมาจากแอฟริกากลางและตะวันตก ตลอดศตวรรษที่สิบเก้า พ่อค้าชาวอังกฤษนำเข้าน้ำมันปาล์มจากแอฟริกาเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่สบู่ไปจนถึงเนยเทียมและเทียนไข เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีแยกกลีเซอรีนออกจากน้ำมัน การใช้ประโยชน์ก็ทวีคูณขึ้น โดยขยายไปสู่เภสัชภัณฑ์ต่างๆ ฟิล์มถ่ายภาพ น้ำหอม และแม้กระทั่งระเบิด

พอย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบ ปาล์มน้ำมันถูกส่งขึ้นเรือไปอินโดนีเซีย และการทำสวนปาล์มเชิงพาณิชย์ก็เปิดฉากขึ้น ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 สวนปาล์มน้ำมันครอบคลุมพื้นที่เพียง 1,000 ตารางกิโลเมตร แต่ในช่วงราวห้าสิบปีต่อจากนั้น ความก้าวหน้าทางการเกษตร เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืชที่ต้านทานจุลชีพก่อโรคทั่วไป และการใช้ด้วงงวงปาล์มน้ำมันถ่ายเรณู ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและการลงทุนในธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมันก็เฟื่องฟูขึ้น

น้ำมันปาล์ม
น้ำมันปาล์มคืออาหารหลักเก่าแก่ในแอฟริกาตะวันตก เดิมทีเป็นการบริโภคในครัวเรือนมากกว่าอุตสาหกรรม ในประเทศเบนิน น้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ยังคงผลิตเพื่อใช้ในครัวเรือนโดยพวกผู้หญิง ซึ่งจะนำผลปาล์มไปต้มและทุบ เพื่อสกัดน้ำมันออกจากเนื้อเยื่อในเมล็ด ผู้หญิงในภาพกำลังแยกเส้นใยและเปลือกออกจากส่วนผสมน้ำมันซึ่งจะนำไป ต้มอีกครั้งเพื่อให้น้ำมันใสขึ้น

“ปาล์มน้ำมันจะอยู่ต่อไปในแอฟริกา เช่นเดียวกับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้… ประเทศผู้ผลิตพึ่งพารายได้จากพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ การคว่ำบาตรน้ำมันปาล์มจึงไม่ใช่มาตรการที่ฉลาดนัก วิธีเดียวที่ทำได้คือทำให้การเพาะปลูกและการผลิตส่งผลกระทบเลวร้ายน้อยที่สุด”

กระนั้น สามในสี่ของเกาะบอร์เนียวก็ยังเป็นป่าดิบชื้นเขียวชอุ่มในทศวรรษ 1970 แต่เมื่อความต้องการน้ำมันปาล์มของโลกสูงขึ้น บริษัทที่แข่งกันผลิตน้ำมันปาล์มก็เผาและแผ้วถางป่าเหล่านั้น  ความกังวลทางสุขภาพเรื่องไขมันทรานส์ก็มีส่วนสนับสนุน เพราะน้ำมันปาล์มใช้แทนไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่นเดียวกับความต้องการไบโอดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น พอถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ความเฟื่องฟูก็ถึงขีดสุด พื้นที่พรุและป่าในที่ลุ่มหลายพันตารางกิโลเมตรบนเกาะบอร์เนียวกลายสภาพเป็นสวนปาล์มน้ำมัน

ถึงตอนนั้น เสียงเรียกร้องกดดันจากกลุ่มอนุรักษ์ระหว่างประเทศที่มีต่อปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเริ่มดังขึ้นแล้ว และกองทุนสัตว์ป่าโลกหรือดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ (WWF) ก็จับมือกับผู้ผลิตและผู้ซื้อน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดบางรายเพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น สวนปาล์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานขององค์กรสนับสนุนการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน หรืออาร์เอสพีโอ (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO)  ไม่สามารถแผ้วถาง “ป่าปฐมภูมิหรือพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ (เช่น ชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์) หรือระบบนิเวศที่เปราะบางได้” พวกเขาต้องดำเนินมาตรการเพื่อลดการกัดเซาะหน้าดินให้น้อยที่สุด ปกป้องแหล่งน้ำ จ่ายค่าแรงขั้นต่ำ และได้รับ “ความยินยอมจากชุมชนท้องถิ่นล่วงหน้าโดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นอิสระและการได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน”

น้ำมันปาล์ม
รถขุดดินตักทะลายปาล์มวางบนสายพานเพื่อลำเลียงเข้าเครื่องอบไอน้ำ การผลิตน้ำมันปาล์มในเอเชียใช้เครื่องจักรมากกว่าแอฟริกาอย่างมาก โรงสกัดในรัฐเประของมาเลเซียแห่งนี้หีบผลปาล์มได้ 40 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งจะให้น้ำมันปาล์มดิบสองตัน โดยเดินเครื่องวันละ 24 ชั่วโมง

ทุกวันนี้ อาร์เอสพีโอรับรองน้ำมันปาล์มราวหนึ่งในห้าของโลก ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายที่ต้องใช้น้ำมันปาล์ม เช่น ยูนิลีเวอร์ เนสท์เล่ พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล ให้คำมั่นว่า จะปรับห่วงโซ่อุปทานมาใช้น้ำมันปาล์มจากผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากอาร์เอสพีโอเท่านั้นในช่วงไม่กี่ปีนับจากนี้ นับเป็นก้าวกระโดดก้าวใหญ่ไปสู่อนาคต แต่แค่นั้นยังไม่พอ

สิ่งสำคัญที่ยังขาดหายไปเป็นส่วนใหญ่ คือการแทรกแซงจากรัฐบาลในประเทศผู้ผลิต “พวกเราในแวดวงอนุรักษ์มองโลกในแง่ดีเกินไปมากที่หลงคิดว่า วิธีแก้ปัญหาที่อาศัยกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวจะแก้ปัญหานี้ได้” จอห์น บูแคนัน ผู้ดำเนินโครงการตลาดเกษตรและอาหารยั่งยืนขององค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ บอกและเสริมว่า “ถ้ารัฐบาลไม่ร่วมมือ ไม่มีทรัพยากรเพียงพอ หรือไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” ป่าดิบชื้นก็ยังได้รับผลกระทบอยู่ดี

เรื่อง ฮิลลารี รอสเนอร์

ภาพถ่าย เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์ และ ปาสกาล แมตร์

 


อ่านเพิ่มเติม

ไขมันทรานส์ วายร้ายที่แฝงอยู่ในอาหาร

https://ngthai.com/science/12516/learning-about-trans-fat/

เรื่องแนะนำ

เบอร์นี เคราส์ กับสรรพเสียงธรรมชาติที่เงียบงันลงทุกที

ครั้งหน้าเมื่อออกไปในธรรมชาติ ลองหยุดนิ่ง หลับตา และเงี่ยหูฟังสิ เบอร์นี เคราส์ อยากให้เราทำอย่างนั้น ก่อนสายเกินไปที่จะฟังเสียงซิมโฟนีแห่งโลกธรรมชาติ  เคราส์เป็นนักดนตรีแจ๊สผู้โด่งดัง ระหว่างเรียนปริญญาเอกสาขา Bioacoustics เขาก่อตั้งสาขา “นิเวศวิทยาของเสียงจากสิ่งแวดล้อม” เคราส์อัดเสียงต่างๆ จากป่าดงพงไพร ทั้งบนบกและในทะเล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2511  เขารวบรวมเสียงจากถิ่นที่อยู่ต่างๆ มากกว่า 5 พันชั่วโมง บันทึกเสียงจากสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 15,000 ชนิด  บางคนถือว่าห้องสมุดเสียงของเขาเป็นสมบัติของชาติ  แต่ที่น่าเศร้าคือการรบกวนของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทุกทีกำลังทำให้เสียงธรรมชาติเหล่านั้นแผ่วลง  จากเสียงนกร้องถึงเสียงหมาป่าหอนและเสียงขยับจังหวะของแมลง และเสียงที่บันทึกจากระบบนิเวศหลายแห่งที่เคราส์เรียกว่า “biophonies”—เสียงสรรพชีวิต—ก็หยุดบรรเลงไปตลอดกาลเสียแล้ว  “ออร์เคสเตรธรรมชาติกำลังสาบสูญไป ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นตัวผู้บรรเลงเองด้วย”  เคราส์ เคยให้สัมภาษณ์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่าทำไมเสียงของธรรมชาติจึงสำคัญ   เสียงจากสิ่งแวดล้อม (soundscape) บอกอะไรเราต่างไปจากภูมิทัศน์ (landscape) ? แน่นอน  มีตัวอย่างหนหนึ่งที่บริษัทตัดไม้เข้าไปยังเซียราเนวาดา เมื่อ พ.ศ. 2531  ผมบันทึกเสียงธรรมชาติตอนรุ่งอรุณทั้งก่อนและหลังการตัดไม้  ถ้ามองด้วยตาเปล่า ป่าดูเหมือนเดิมหลังจากต้นไม้ที่ถูกเลือกตัดบางต้นถูกขนย้ายออกไป แต่เสียงนกที่เคยร้องหายไปอย่างมากและแม้อีกทศวรรษให้หลัง เสียงนกร้องแบบที่เคยมีดั้งเดิมก็ยังไม่หวนกลับมาอีกเลย […]

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: ก้าวข้ามภารกิจเดิม

“ภารกิจสืบทอดเจตนารมณ์ของพี่สืบในเบื้องต้น 30 ปีนี้ ผมว่าเราไม่มีอะไรติดค้างพี่สืบแล้ว วันนี้ผืนป่าอนุรักษ์ที่พี่สืบเองเสนอให้มีพื้นที่ป่าอย่างน้อยร้อยละ 20 ตอนนี้เรามีการจัดตั้งผนวกรวมพื้นที่ป่าเป็นป่าอนุรักษ์เกือบจะร้อยละ 25 ตามแผนการจัดการป่าไม้แห่งชาติ เกินเป้าที่พี่สืบเคยฝันแล้ว” ศศินบอกผมเช่นนั้น ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ผมคิดว่าการกำหนดแผนยุทธศาสตร์อย่างมีส่วนร่วมทุกสี่ปี ทั้งด้านเป้าหมายแผนการทำงาน และการพัฒนาองค์กร ล้วนเป็นจุดเด่นในการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำให้มูลนิธิปรับองค์กรได้ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ทำงานอย่างมืออาชีพมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายวงการเข้ามาร่วมทำงานอนุรักษ์มากขึ้น ทั้งที่เป็นกรรมการและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ เมื่อถึงปีที่ 30 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร นอกจากจะยังคงทำงานสืบสานงานอนุรักษ์เรื่องการรักษาป่าผืนใหญ่แล้ว “เราต้องการเป็นองค์กรสื่อสารเรื่องงานอนุรักษ์กับสังคมอีกด้วย” ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เล่าให้ผมฟัง “เราถึงพยายามแตะประเด็นสิ่งแวดล้อมในระดับโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อนหรือวิกฤติการสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นความเห็นร่วมกันของเจ้าหน้าที่มูลนิธิรุ่นปัจจุบัน” วิสัยทัศน์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2563 – 2566 ของมูลนิธิฉบับล่าสุดและยังพยายามยกระดับการจัดการป่าตะวันตกทั้งผืนที่มีขนาดราว 20 ล้านไร่ให้ได้มาตรฐานเดียวกับพื้นที่มรดกโลก ซึ่งจำเป็นต้องมีการสร้างระบบติดตามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ประโยชน์ของชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในป่าทั้ง 131 ชุมชน และเข้าไปส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ให้ดำเนินอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงทดลองใช้กลไกเศรษฐศาสตร์ใหม่ ๆ เช่น ระบบตอบแทนคุณระบบนิเวศ (payment for ecosystem services) […]

มหานทีแห่งเอเชียอาคเนย์จะอยู่รอดหรือไม่ (ตอนที่ 2)

เรื่อง สตีเฟน โลฟเกร็น   แหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหานทีสายนี้เป็นแหล่งอาศัยของปลาเกือบ 1,000 ชนิด ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับสองรองจากแม่น้ำแอมะซอน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่พบปลาขนาดใหญ่มากกว่าที่อื่นในโลก ตั้งแต่ปลากระเบนน้ำจืดจนถึงปลาคาร์ปหนัก 500 ปอนด์ “แม่น้ำโขงเป็นเหมือนสวรรค์ของนักมีนวิทยาเลยละครับ” โฮแกนกล่าว “มันสุดยอดในทุก ๆ ด้าน แต่มันก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน” “ประเทศกัมพูชาเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพที่สั่นคลอนนี้ และหนึ่งในนั้น สัตว์น้ำประจำถิ่นส่วนใหญ่กำลังเข้าใกล้การสูญพันธุ์” จากเหตุผลข้างต้น สำนักงานของโครงการจึงตั้งอยู่ในกรุงพนมเปญ หากพิจารณาจากประเทศที่ติดต่อกับแม่น้ำโขงทั้งหมด กัมพูชาเป็นประเทศที่มีดินแดนติดต่อกับแม่น้ำโขงมากที่สุด ราวกับได้นั่งอยู่ใจกลางของแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการประมาณการณ์ว่า แม่น้ำโขงมอบผลผลิตทางประมงมากกว่าสามล้านตันต่อปี เป็นจำนวนที่มากถึงหนึ่งในสี่ของผลผลิตจากประมงน้ำจืดทั่วโลก บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงยังเป็นแหล่งเพาปลูกข้าวชั้นดี ประเทศกัมพูชารวมถึงประเทศอื่นๆ ที่อยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำโขงสามารถผลิตข้าวรวมกันได้มากกว่า 100 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 15 จากผลผลิตทั้งหมดของโลก ทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาทางตอนกลางของกัมพูชาเกิดจากการทับถมของดินตะกอนแม่น้ำ ที่แม่น้ำโขงพัดพามาในช่วงฤดูน้ำหลากช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ในความเป็นจริง หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงมันจะส่งผลกระทบไปยังสิ่งอื่นด้วย เหล่าผู้เชี่ยวชาญกำลังหวาดกลัวเกกับการสร้างเขื่อนในประเทศลาวและที่อื่นๆ บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาจะทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาอพยพ และสามารถนำไปสู่การสูญพันธุ์ของปลาหลายชนิดที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น ปลาที่ใกล้สูญพันธุ์อย่าง “ปลาเทโพ” ที่มีความยาวได้ถึง 10 ฟุตเมื่อโตเต็มวัย   จากวิทยาศาสตร์แบบองค์รวมถึงเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ในขณะที่เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง […]

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]