น้ำแข็งละลายในกรีนแลนด์มีความหมายอะไรต่อโลก - National Geographic Thailand

น้ำแข็งละลายในกรีนแลนด์มีความหมายอะไรต่อโลก

แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ กำลังละลายรวดเร็วที่สุดในรอบ 350 ปี และเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นทั่วโลก

ประมาณสองถึงสามวันในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2012  เป็นช่วงที่ร้อนมากสำหรับอาร์กติกจน แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ ทั้งหมดเกือบกลายเป็นโคลน มันอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นักวิทยาศาสตร์ที่ออกมาจากเต็นท์ของตัวเองบนยอดแผ่นน้ำแข็ง นั่งคุกเข่าลงไปบนหิมะ และพบว่าจู่ๆ หิมะที่พื้นก็อ่อนนุ่มขึ้นมา แล้วก็เริ่มละลาย

ใกล้กับขอบแผ่นน้ำแข็ง โคลนสีฟ้าสดใสสะสมตัวกันอยู่บนพื้นผิวน้ำแข็งสีขาวเรียบ ธารน้ำที่ละลายย้อยลงมาประสานกันกลายเป็นแม่น้ำใหญ่ที่ไหลทะลัก น้ำที่เกิดจากการละลายผลักตัวผ่านร่องธารล้นกระเด็นลงไปในรอยแยก แม่น้ำสายหนึ่งที่อยู่ใกล้ขอบแผ่นน้ำแข็งขยายใหญ่จนกวาดเอาสะพานที่เคยอยู่ตรงนั้นมาหลายสิบปีหายไป น้ำในปริมาณมากทะลักออกมาจากรางน้ำของแผ่นน้ำแข็งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าหนึ่งมิลลิเมตรในปีนั้น

แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์
ภาพประกอบ ได้รับการอนุเคราะห์จาก Nicolo E. Digirolamo and Jesse Allen / นาซ่า

การละลายของน้ำแข็งที่เกิดขึ้นช่างน่าตื่นตระหนก ไม่เหมือนสิ่งไหนที่นักวิทยาศาตร์เคยเห็นมาก่อนเลย แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติอย่างไรและน่าเป็นห่วงขนาดไหนกันแน่ ทว่า ณ ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วว่า ปริมาณการละลายของน้ำแข็งกรีนแลนด์ในช่วงหน้าร้อนปี 2012 นั้นคือเหตุรุนแรงมากที่สุดในรอบ 20 ปี เมื่อความเร็วของการละลายเร็วกว่าการพุ่งสูงขึ้นของอุณหภูมิความร้อนในอากาศเสียอีก ดังนั้นจึงถูกต้องตามที่พวกเขาค้นพบ ปี 2012 คือปีที่แย่เป็นพิเศษ แต่นั่นก็แค่ตัวอย่างของสิ่งน่ากลัวที่กำลังมาถึง

“การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์รุนแรงกว่าเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสามถึงสี่ศตวรรษที่ผ่านมา และอาจจะยาวนานกว่านั้น” Luke Trusel นักวิจัย จาก Rowan University รัฐนิวเจอร์ซีย์ และ นักเขียนนำของงานวิจัยใหม่ๆ ที่เผยแพร่อยู่ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature กล่าว

และผลกระทบของการละลายที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความคิดในเชิงทฤษฎี การละลายอย่างสมบูรณ์ของแผ่นน้ำแข็งหนาเป็นไมล์ในกรีนแลนด์จะไปเพิ่มปริมาณน้ำให้กับมหาสมุทรทั้งโลกที่สูงขึ้น 7 เมตร (23 ฟุต) ดังนั้นแล้ว นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับขั้วโลกนั้นกำลังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับใครก็ตามที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ ชายฝั่ง บริโภคอาหารทะเลที่ส่งตรงจากท่าเรือ หรือพึ่งพาเที่ยวบินไปกลับสนามบินที่อยู่ใกล้มหาสมุทร

(รับชมรับฟังสัมภาษณ์เพิ่มเติมจาก Luke Trusel เกี่ยวกับน้ำแข็งในกรีนแลนด์ได้ที่วิดีโอด้านล่าง)

 

อ่านน้ำแข็งให้เหมือนอ่านหนังสือแห่งอดีต

นักวิทยาศาตร์ต่างก็รู้อยู่แล้วว่ากรีนแลนด์กำลังละลายอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาสามารถตามรอยขนาดของแผนน้ำแข็งที่หดตัวลงได้จากดาวเทียม แต่ ข้อมูลทางดาวเทียมสามารถย้อนกลับไปถึงแค่ช่วงต้นของทศววรษ 1990 เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเราควรจะตื่นตกใจแค่ไหนกับการละลายที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า เคยมีเหตุกาณ์ภาวะอากาศอุ่นขึ้นแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ หรือมันผิดปกติอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับตอนก่อนที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากน้ำมือมนุษย์จะเริ่มต้นขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ต้องหาวิธีในการมองย้อนกลับไปในอดีต ดังนั้น พวกเขาเลยเดินทางไปที่แหล่งกำเนิดหรือก็คือตัวแผ่นน้ำแข็งเอง พวกเขาออกสำรวจทั่วพื้นผิวและเจาะเอาแกนน้ำแข็งชุดหนึ่งที่บันทึกร่องรอยต่างๆ ซึ่งบ่งบอกว่ามีการละลายของแผ่นน้ำแข็งเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนในช่วงสองสามร้อยปีที่ผ่านมา และเปรียบเทียบร่องรอยที่ได้กับแบบจำลองซึ่งจะช่วยคำนวณความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการละลายของแผ่นน้ำแข็ง

แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์
นักวิจัยสองคนมองไปยังน้ำจากการละลายที่ขอบแผ่นน้ำแข็ง ภาพถ่ายโดย Ginny Catania, Nat Geo Image Collection

จากการวัดและการเปรียบเทียบ พวกเขาเห็นสัญญาณหนึ่งที่ชัดเจน การละลายและการไหลออกของของเหลวเพิ่มขึ้น เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากน้ำมือมนุษย์ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นแรกได้ส่งผลกระทบต่ออาร์กติกในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 แต่สถานการณ์อันยุ่งยากที่แท้จริงเผยออกมาให้เห็นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เพราะความรุนแรงของการละลายพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันเกือบ 6 เท่าจากที่เคยเป็นก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

“มันเหมือนกับการกดเปลี่ยนสวิตช์มากๆ” Beata Csatho นักวิทยาธารน้ำแข็งจาก University of Buffalo ผู้ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานี้กล่าว

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากการละลายของน้ำแข็งได้ที่บทความด้านล่าง)

น้ำแข็งละลาย ชีวิตล่มสลาย

 

ผลกระทบจากปรากฎการณ์ภาวะน้ำทะเลอุ่นขึ้น

ชัดเจนอยู่ที่การละลายนั้นเร็วขึ้นกว่าการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิ ยิ่งอุ่นเท่าไหร่ ตัวแผ่นน้ำแข็งก็ยิ่งไวต่อความอุ่นของสภาพอากาศ เหตุผลตั้งต้นเลยก็เพราะว่าการละลายตัวที่พื้นผิวของแผ่นน้ำแข็งทำให้สีของมันเปลี่ยนไป

“ลองคิดถึงเกล็ดหิมะขาวนุ่มปุยสิ” Trusel อธิบาย “ในขณะที่มันละลาย มันจะกลายเป็นก้อน”

และก้อนเหล่านี้ซึมซับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากกว่าที่ตัวเกล็ดหิมะทำ และยิ่งพวกมันซึมซับความร้อนเข้าไปมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งละลายเป็นก้อนมากขึ้นเท่านั้น “ดังนั้น แม้จะปราศจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เมื่อพวกมันเริ่มเป็นก้อน การละลายก็จะเพิ่มมากขึ้น” Trusel กล่าว

ถือว่าเป็นลางไม่ดีสำหรับอนาคตข้างหน้า โดยเฉพาะในอาร์กติก เนื่องด้วยอุณหภูมิของอากาศพุ่งสูงขึ้นเร็วกว่าที่ไหนๆ บนโลก

 


 

อ่านเพิ่มเติม:

โลกร้อน : น้ำแข็งผืนสุดท้ายในอาร์กติก

เรื่องแนะนำ

New River Gorge จากเหมืองถ่านหินทิ้งร้างสู่อุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ชุบชีวิตเหมืองถ่านหินทิ้งร้างเป็น New River Gorge อุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์แห่งใหม่ของสหรัฐอเมริกา บางครั้งการจะทำให้สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้จักให้พลิกตาลปัตรกลับกลายมาเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ ก็เพียงแค่เปลี่ยนชื่อมันซะ นั่นคือกรณีเดียวกับอุทยานแห่งชาติที่เกิดขึ้นล่าสุดของสหรัฐอเมริกา อุทยานแห่งชาติ New River George ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ที่อดีตเคยเสื่อมโทรมจากเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้าง การตั้งชื่อ New River ไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำที่เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด แต่กลับกันแม่น้ำสายหลักนี้ที่มีชื่อว่า Pangaea มีอายุอยู่มากกว่า 300 ล้านปีแล้วต่างหาก การกัดเซาะจากแม่น้ำที่เกิดขึ้นโดยผ่านระยะเวลาหลายล้านปีนั้นกลายเป็นงานแกะสลักอันล้ำค่า ทำให้เกิดช่องเขาลึกที่รายล้อมไปด้วยถ่านหินบิทูมินัสและหน้าผาที่สูงชันของหินทรายควอทซ์ เวลาผ่านล่วงมาเนิ่นนานจนในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 เป็นช่วงยุคที่เหมืองถ่านหินมากมายหลายบริษัทเกิดขึ้น ซึ่งส่วนมากจะถูกสร้างบริเวณที่มีหุบเขาพร้อมกับแม่น้ำไหลผ่านเหตุเพราะบริเวณโดยรอบๆนั้ นจะมีถ่านหินเยอะ จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นอุทยานแห่งชาตินั้นเริ่มต้นจากการเป็นเหมืองถ่านหินมาก่อน ปัจจัยหลักที่สำคัญก็คือถ่านหินบิทูมินัสตามหุบเขา ซึ่งเป็นถ่านหินที่สีดำอ่อนสามารถติดไฟพร้อมกับควันที่น้อย จึงเป็นชั้นที่โรงงานเหมืองต้องการมากที่สุด และเนื่องจากบริเวณโดยรอบนั้นประกอบด้วยหุบเขามากมาย ทำให้มีการสร้างทางรถไฟเกิดขึ้น หลังจากนั้นเหมืองขุดหลายสิบแห่งผุดขึ้นมา ตั้งแต่ช่วงปลายปีทศวรรษที่ 1800-1900 ได้มีการขุดเจาะถ่านหินหลายล้านตันจากผนังของช่องเขา แต่เบื้องหลังของการขุดเจาะก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้าย ทางบริษัทได้ตอบแทนค่าขุดเจาะคิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต่อตัน เฉลี่ยนักขุดเจาะระดับมืออาชีพนั้นได้ค่าแรงเฉลี่ยแค่วันละ 2 ดอลล่าห์เพียงเท่านั้น เหมืองและเมืองถ่านหินทั้งหมดในช่องเขา New River George ได้ถูกทิ้งร้างในช่วงทศวรรษ 1960 ถ่านหินมากมายถูกปลกคลุมไปด้วยพืชและพันธ์ไม้นานาชนิดทำให้ภายนอกดูน่ากลัว […]

นกชนหิน : เหยื่อของเงินตรา อำนาจ และความหรูหรา

นกชนหินกำลังตกเป็นเป้าของการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้นกแปลกประหลาดชนิดนี้ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง ขณะที่ผืนป่าอันเป็นถิ่นอาศัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หดเล็กลง

เครื่องดักจับคาร์บอน โดยเยาวชนไทย เสนอต่ออีลอน มัสก์

อีลอน มัสก์ พร้อมจ่ายเงิน 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นรางวัลสำหรับเทคโนโลยี เครื่องดักจับคาร์บอน ที่ดีที่สุด ซึ่งเขาเผยแพร่ข้อความนี้ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว จากจุดนี้ ถึงจะเป็นมหาเศรษฐีของโลกก็ยังให้ความสนใจในเทคโนโลยี เครื่องดักจับคาร์บอน ซึ่งเป็นที่คิดค้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่ยังเป็นเรื่องความสนใจเฉพาะกลุ่มผู้ที่สนใจงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การดักจับคาร์บอน การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon capture, utilisation and storage (CCUS) เป็นกระบวนการดักจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งต่างๆ อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเก็บกักไว้เพื่อไม่ให้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ตามหลักการ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกเก็บไว้ที่ชั้นธรณี ประกอบด้วย แหล่งกักเก็บน้ำมัน ชั้นถ่านหินที่ไม่สามารถทำเหมืองถ่านหินได้ และชั้นน้ำเค็มที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นโครงสร้างทางธรณีที่เป็นแหล่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ น้ำเกลือ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในช่วงหลายล้านปี หลังจากเรื่องราวการมอบเงินรางวัลของมัสก์แพร่กระจายไปในสังคมออนไลน์ ได้สร้างความตื่นตัวและความสนใจไปยังผู้คนทั่วโลกจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ แอนโทนี-ปิยชนม์ ภุมวิภาชน์ อายุ 15 ปี นักเรียนเกรด 9 ที่โรงเรียนนานาชาติเกนส์วิลล์ เชียงราย แอนโทนีและครอบครัวได้ตัดต่อคลิปวิดีโอเผยแพร่ลงบนยูทูบ เพื่อเป้าหมายคือ หากอีลอน […]

คลิปนี้ดีต่อใจและจะทำให้คุณยิ้มได้

เพราะเหตุใดการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แพนด้าจึงยุ่งยากและเต็มไปด้วยความท้าทาย ลองไปฟังจากปากของผู้ชายเจ้าของฉายา “ป๊ะป๋า” แพนด้ากันดีกว่า “ลูกแพนด้าจะทำให้คุณนึกถึงลูกๆของตัวเอง  และทำให้คุณหลงรักพวกมันครับ” เขาผู้นี้คือ “ป๊ะป๋าแพนด้า” (Papa Panda) หรือตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์และวิจัยแพนด้ายักษ์ของจีน (China Conservation and Research Center for the Giant Panda) ที่นี่คือศูนย์เพียงแห่งเดียวในโลกที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์แพนด้า แต่ยังรวมถึงการปล่อยพวกมันกลับคืนสู่ธรรมชาติด้วย “การเพาะขยายพันธุ์แพนด้ามีปัญหาหลักๆ 3 ประการ ประการแรก การจะให้แพนด้าจับคู่ผสมพันธุ์เป็นเรื่องยาก ประการที่สอง การจะให้แพนด้าตั้งท้องก็เป็นเรื่องยาก และประการที่สาม การจะเลี้ยงลูกแพนด้าให้รอดก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน แต่ด้วยการวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนาน 20 ปีของเราทำให้เราสามารถแก้ปัญหาทั้งสามประการนี้ได้” ลูกแพนด้าเมื่อแรกเกิดจะตาบอดและไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ด้วยตัวเองโดยปราศจากความช่วยเหลือ ก่อนหน้าที่เราจะทราบเรื่องนี้ ลูกแพนด้าจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในความดูแลของมนุษย์ตายลงจากอาการท้องผูก ปัจจุบัน อัตราการรอดชีวิตของลูกแพนด้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 90 ผู้ดูแลแพนด้าต้องเลียนแบบการเลียของแม่แพนด้าเพื่อช่วยเหลือลูกแพนด้าให้ขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ ลูกแพนด้าในความดูแลของมนุษย์ไม่สามารถส่งหรือปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ทันที ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องฝึกสอนพวกมัน กุญแจสู่ความสำเร็จในการปล่อยแพนด้ากลับคืนสู่ธรรมชาติคือการลดหรือขจัดการพึ่งพามนุษย์ของพวกมัน ที่ศูนย์วิจัยบางแห่ง ลูกและแม่แพนด้าอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมกึ่งธรรมชาติ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเกิดความคิดให้เราแต่งตัวด้วยชุดหมีแพนด้า ด้วยวิธีนี้ ลูกแพนด้าจะคุ้นเคยแต่กับ “แพนด้า” ตัวสีขาวดำเหมือนพวกมันเท่านั้น เพื่อช่วยกลบหรือลบกลิ่นมนุษย์  นักวิจัยต้องสเปรย์ฉี่และอุจจาระแพนด้าลงบนชุด […]