รัฐนิวยอร์กเริ่มมีมาตรการงดใช้ถุงพลาสติกแล้ว - National Geographic Thailand

รัฐนิวยอร์กเริ่มมีมาตรการงดใช้ถุงพลาสติกแล้ว

การสั่งห้ามครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดปริมาณมลภาวะที่เกิดขึ้นจากถุง พลาสติก ทั้งนี้ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกัน

รัฐนิวยอร์กกำลังจะมีมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติก โดยนิวยอร์กจะกลายเป็นรัฐที่สองของสหรัฐอเมริกาต่อจากแคลิฟอร์เนีย ที่มีมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหา พลาสติก ล้นโลก

การประกาศห้ามครั้งนี้มีมาตรการไปยังร้านค้าห้ามแจกจ่ายถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use bags) แก่ลูกค้า โดยจะมีผลในเดือนมีนาคมปีหน้า

ถุงช็อปปิงเป็นหนึ่งในสิ่งของที่ถูกห้ามใช้มากที่สุดในบรรดาพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง การแบนถุงพลาสติก ซึ่งเริ่มมีการประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2000 ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ขณะนี้มีอย่างน้อยกว่า 127 ประเทศที่ออกกฎหมายห้ามใช้ หรือเพิ่มภาษีการใช้หากประชาชนต้องการใช้ถุงพลาสติก

ประเทศในยุโรปเริ่มเข้มงวดกับการใช้ถุงพลาสติกมาตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐสภายุโรปได้ดำเนินการสั่งห้ามสิ่งของที่พบได้ตามชายหาดเพิ่มอีก 10 ชนิด หนึ่งในนั้นรวมไปถึงถุงพลาสติกด้วย โดยจะมีผลในปี 2021

ประชากรรัฐนิวยอร์กใช้ถุงพลาสติกต่อปีเป็นจำนวนกว่า 2.3 หมื่นล้านใบ

กรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งรัฐนิวยอร์ก

โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็เริ่มตื่นตัวกับปัญหาพลาสติกล้นโลกบ้างแล้ว นอกเหนือจากแคลิฟอร์เนีย ที่ออกมาตรการห้ามใช้ถุงช็อปปิงอย่างชัดเจนในปี 2016 และรัฐฮาวายที่มีกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกอีกด้วย

สาเหตุที่ถุงช็อปปิ้งถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมีน้ำหนักที่เบา ทำให้สามารถล่องลอยไปติดอยู่ตามสถานที่อื่นๆ ได้ง่าย อย่างเช่น ตามกิ่งไม้หรือในท่อระบายน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นปนเปื้อนในอาหารของสัตว์ป่าอย่างวัว หรือสัตว์ใหญ่อื่นๆ อีกด้วย และในกรณีถุงพลาสติกเกิดการฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กๆ พวกมันก็จะเป็นอาหารของนกและสัตว์เล็กชนิดอื่นๆ

ในท้องทะเล เต่าทะเลมักเข้าใจผิดว่า ถุงพลาสติกเป็นแมงกระพรุน ซึ่งเป็นอาหารโปรดของพกวมัน แม้กระทั่งปลาก็พลาดท่ากินถุงพลาสติก วาฬจำนวนมากต่างเสียชีวิตเนื่องจากเผลอบริโภคถุงพลาสติกเข้าไป ตัวอย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมา มีการพบพลาสติกจำนวนกว่า 40 กิโลกรัมในท้องวาฬ ในน่านน้ำประเทศฟิลิปปินส์

(คลิปวิดิโอที่เกี่ยวข้อง : ซากวาฬตายพร้อมกับพลาสติกจำนวนกว่า 6 กิโลกรัมในกระเพาะ)

นอกจากนี้ ก็เป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะรีไซเคิลถุงช็อปปิ้งที่มีน้ำหนักเบา โรงงานรีไซเคิลหลายแห่งปฏิเสธที่จะรีไซเคิลถุงพลาสติกเนื่องจากพวกมันมักจะเข้าไปติดค้างภายใน ทำให้เครื่องเกิดความขัดข้อง

ร้านสะดวกซื้อหลายแห่งรวบรวมถุงพลาสติกที่ใช้แล้วไว้ในตู้ที่ทางร้านจัดไว้ โดยถุงเหล่านั้นจะถูกส่งกลับไปยังโรงงานผลิตถุงพลาสติกอีกทีเพื่อเป็นขั้นตอนของการผลิตถุงพลาสติกใหม่ต่อไป แต่การกระทำนี้ของร้านสะดวกซื้อนั้นไม่มีความสม่ำเสมอ จึงยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น

รายงานของกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งรัฐนิวยอร์กระบุว่า ประชากรรัฐนิวยอร์กใช้ถุงพลาสติกต่อปีเป็นจำนวนกว่า 2.3 หมื่นล้านใบ โดยเพียงแค่ในนครนิวยอร์กเมืองเดียวก็ใช้ถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งไปมากกว่า 10 หมื่นล้านใบต่อปีแล้ว คิดเป็นขยะกว่า 1,700 ตันต่อสัปดาห์เลยทีเดียว รัฐต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนกว่า 12.5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีไปกับการกำจัดขยะเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้ถุงพลาสติกในการซื้ออาหารกลับบ้าน ถุงพลาสติกที่ใช้ห่อเนื้อสัตว์ ถุงห่อเสื้อผ้า และถุงพลาสติกที่ขายในปริมาณมาก รวมไปถึงถุงขยะ จะได้รับการยกเว้นจากการออกมาตรการครั้งนี้

โดยแผนที่จะห้ามใช้ถุงพลาสติกของรัฐนิวยอร์กครั้งนี้ ยังอนุญาตให้พวกเขาสามารถกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับการใช้ถุงกระดาษ ในจำนวน 5 เซนต์ อีกด้วย

เรื่องโดย 

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม : ขยะพลาสติกจำนวนกว่า 40 กิโลกรัมในท้องของซากวาฬ

ขยะพลาสติก

เรื่องแนะนำ

เมื่อมนุษย์ริเอาชนะ “โลกร้อน”

ภาพถ่ายที่บอกเล่าการต่อสู้และการปรับตัวของมนุษย์ต่อภาวะโลกร้อน เว็บไซต์ที่พูดถึงสาเหตุ และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อนนั้นมีอยู่มากมาย แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่อาจสร้างความรับรู้ถึงสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรโลก เราสามารถทำอะไรได้บ้างในฐานะปัจเจกบุคคล เพื่อแก้ไขวิกฤติภาวะโลกร้อน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นเป็นที่มาของแคมเปญ #MyClimateAction ในหัวข้อ Your Shot โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เพื่อหาคำตอบว่าผู้คนทั่วโลกนั้นมีวิธีการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนในแบบของตนอย่างไร   อ่านเพิ่มเติม : มหาสมุทรเป็นพิษ : ชมภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลและมหาสมุทรในปัจจุบัน, ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว กำลังเกิด ต้องรับมือ และอยู่ให้ได้

ศึกชิงนางอันดุเดือดของหมึกกระดอง

ศึกชิงนางอันดุเดือดของหมึกกระดอง พวกมันอาจดูปวกเปียกนุ่มนิ่ม แต่คลิปวิดีโอใหม่เผยให้เห็นว่า หมึกกระดองเป็นนักสู้ผู้ดุร้าย นักวิทยาศาสตร์ถ่ายคลิปวิดีโอการต่อสู้อันดุเดือดเพื่อแย่งชิงคู่ผสมพันธุ์ของหมึกกระดองได้ในทะเลอีเจียน นอกชายฝั่งประเทศตุรกี หมึกกระดองซึ่งเป็นญาติของหมึกสายและหมึกกล้วย เป็นที่รู้จักจากการเปลี่ยนสีผิวได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นกลยุทธ์ที่มันใช้ทั้งในการพรางตัวและการสื่อสาร หมึกกระดองเพศผู้ทำให้หมึกเพศเมียพิศวงงงงวยด้วยสีสันต่างๆซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาเพียงครึ่งวินาที นักวิทยาศาสตร์เฝ้าสังเกตสัตว์ชนิดนี้จับคู่ผสมพันธุ์กันในห้องปฏิบัติการ แต่ไม่เคยเห็นในธรรมชาติมาก่อน เมื่อปี 2011 จัสทีน แอลเลน จากมหาวิทยาลัยบราวน์ และเพื่อนร่วมงาน กำลังถ่ายภาพยนตร์หมึกกระดองเพศเมียตัวเดียวอยู่ตอนที่หมึกเพศผู้ตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ หลังจากพวกมันผสมพันธุ์กัน หมึกเพศผู้คอยอยู่ใกล้ๆ หมึกเพศเมียเพื่อปกป้อง เมื่อหมึกเพศผู้ที่คล้ายคลึงกันอีกตัวหนึ่งเข้ามาใกล้ หมึกเพศผู้ทั้งสองก็แสดงความก้าวร้าวเข้าใส่กันเป็นชุด พวกมันโบกหนวดไปมาและเปล่งแสงวาบเหมือนแถบม้าลายบนลำตัว จากนั้นมันก็เริ่มลงไม้ลงมือ ด้วยการปลุกปล้ำกัน กัดกัน และหมุนอีกฝ่ายเป็นเกลียวท่ามกลางน้ำหมึกที่ปล่อยออกมา ในที่สุดหมึกเพศผู้ตัวแรกก็ขับไล่ผู้รุกรานไปได้ “เรารู้ทันทีว่านี่หาดูได้ยาก และเราโชคดีค่ะ” แอลเลนบอก เรื่อง แมรี เบตส์   อ่านเพิ่มเติม โลมาปากขวดดับอนาถ หมึกติดคอ

พลังบำบัดของธรรมชาติ

ธรรมชาติบำบัด: ธรรมชาติส่งผลต่อร่างกายและสมองของเราอย่างไร เมื่อเราพาตัวเข้าใกล้ธรรมชาติขึ้นอีกอีกนิด ไม่วาจะเป็นผืนป่าบริสุทธิ์ หรือต้นไม้ในสวนหลังบ้าน เรากำลังช่วยให้สมองที่ตึงเครียดได้ผ่อนคลาย “เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าการดื่มด่ำกับทิวทัศน์ทางธรรมชาติอันตระการตาเป็นครั้งคราว…ส่งผลดีต่อสุขภาพและกำลังวังชาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสุขภาพและกำลังของสติปัญญา” เฟรเดอริก ลอว์ โอล์มสเตด ภูมิสถาปนิก เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียปกป้องป่าในหุบเขาโยเซมิทีจากการโหมพัฒนาเมื่อปี 1865  ตลอดเวลาที่ผ่านมา การศึกษามากมายที่ชี้ชัดว่าคำพูดของโอล์มสนั้น เป็นจริง เดวิด เสตรเยอร์ นักจิตวิทยากลุ่มการรู้คิด มหาวิทยาลัยยูทาห์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสนใจของมนุษย์เป็นพิเศษ และเป็นนักท่องไพร ไม่คุยโทรศัพท์หรือส่งข้อความขณะขับรถเพราะเขารู้ว่าสมองมีแนวโน้มจะทำผิดพลาดเมื่อทำหลายอย่างพร้อมกัน  เขาวิจับพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือทำให้คนส่วนใหญ่ขับรถแย่ลงไม่ต่างจากการดื่มแอลกอฮอล์  เขารู้ว่าชีวิตสมัยใหม่ส่งผลกระทบกับผู้คนอย่างไร และรู้ด้วยว่ายาถอนพิษที่ได้ผลชะงัดคือ “ธรรมชาติ” สมองมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรกลหนัก 1.4 กิโลกรัมที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  สมองเหนื่อยง่ายมาก  เมื่อคนเราใช้ชีวิตช้าลง  วางมือจากงานอันยุ่งเหยิงและดื่มด่ำกับธรรมชาติงดงามรอบตัว ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ฟื้นตัว แต่สมองก็สดชื่นด้วย  เสตรเยอร์พบว่านักศึกษาที่ออกตั้งแคมป์ท่องป่านานสามวัน แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นร้อยละ 50  สามวันในป่าจึงเป็นการทำความสะอาดสมองลักษณะหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่กับธรรมชาตินานพอ  “ในวันที่สาม ประสาทสัมผัสของผมปรับตัวดีขึ้น ผมได้ยินเสียงและได้กลิ่นที่ไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน  ผมรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมากขึ้น” ปัญหาสาธารณสุขระดับมหัพภาค เช่น โรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และสายตาสั้นที่เป็นกันอย่างแพร่หลายล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการใช้เวลาในร่มอย่างชัดเจน ผลักดันให้สเตรเยอร์และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆกลับมาให้ความสนใจกันอีกครั้งว่า ธรรมชาติส่งผลต่อร่างกายและสมองของเราอย่างไร ความก้าวหน้าทางประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาทำให้พวกเขาเริ่มตรวจวัดสิ่งที่เคยเป็นปริศนามืดมนได้ และผลการตรวจวัดสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ฮอร์โมนเครียด อัตราการเต้นของหัวใจ […]