‘รถ’ เคลื่อนโลก ส่องพัฒนาการรถ EV ไทยใน Sustainability Expo 2022 - National Geographic Thailand

‘รถ’ เคลื่อนโลก ส่องพัฒนาการรถ EV ไทยใน Sustainability Expo 2022

ถึงวันนี้ ถ้าถามว่านวัตกรรมแห่งอนาคตใดที่ผู้คนสนใจมากที่สุด มีความเป็นไปได้ที่คิดจะครอบครองเป็นเจ้าของมากที่สุด เชื่อว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ EV (Electric Vehicles) คือคำตอบแรกๆ

วิกฤตภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และอีกสารพัดเหตุผล ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคือทางเลือกของผู้ใช้รถมาสักระยะแล้ว และยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป ไลฟ์สไตล์ของผู้คน นโยบายผู้ผลิต กระทั่งท่าทีของภาครัฐก็ยิ่งชัดเจนขึ้น โดยในในปีนี้เองคณะรัฐมนตรีก็ได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนทางภาษีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Tax Incentive Package) เพื่อกระตุ้นความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งขับเคลื่อนด้วย

สองล้อของรถ ที่ถูกสร้างขึ้นจากสองมือของมนุษย์ จึงกำลังเคลื่อนตัวเพื่อเปลี่ยนสังคมการใช้พลังงานหลักในยานพาหนะอย่างเป็นรูปธรรม จากน้ำมันสู่พลังงานไฟฟ้า และแน่นอนว่าที่งาน Sustainability Expo 2022 ก็ได้จัดโซนเพื่อเล่าเรื่องรถ EV โดยเฉพาะ ซึ่งเปรียบได้กับการนำเสนอความคืบหน้าของรถไฟฟ้าในประเทศไทย

  • รถเมล์ไฟฟ้า มาหาแล้วเธอ

รถโดยสารสาธารณะหรือ “รถเมล์” คือขนส่งมวลชนพื้นฐานที่ใครๆก็เข้าถึงได้ และในงาน SX 65 ก็ได้มีการนำรถเมล์พลังงานไฟฟ้า สาย 8 ซึ่งเคยเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในคอนเซ็ปต์ “We Come To Change Fast 8 To Feel Good”

โปรเจคเปลี่ยนมุมมองของรถเมล์สาย 8 ถูกคิดค้นมาสักระยะแล้ว โดยมีบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด, บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ร่วมผลักดัน ซึ่งรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าในเฟสแรกมีทั้งสิ้น 153 คัน ก่อนนำมาใช้ล็อตแรก 40 คันตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา

รถไฟฟ้าที่ว่านี้ จะชาร์ตหนึ่งครั้ง ใช้เวลา 1.40 ชั่วโมง วิ่งได้ 4 รอบ 280 กิโลเมตรต่อวัน พร้อมกันนี้ยังติดตั้งตู้ชาร์ตแบบฟาสต์ชาร์ต กำลังไฟ 310 กิโลวัตต์ชั่วโมงซึ่งมีกระจายตามอู่ต่าง ๆ ทั้ง 8 อู่ อู่ละ 20 หัวชาร์ต ครอบคลุม 71 เส้นทางที่บริษัทฯ ได้รับสัมปทาน

สายเมล์ไฟฟ้าสาย 8 โฉมใหม่นี้ เป็นรถพลังงานไฟฟ้าภายในตัวรถมี 31 ที่นั่ง มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย ประตูฉุกเฉิน ที่นั่งสำหรับวีลแชร์ ภายในรถจะติดตั้งเครื่องเก็บค่าโดยสารแบบอี-ทิกเก็ต ควบคู่กับการใช้เงินสด โดยเป็นการเติมเงินไม่จำกัดขั้นต่ำ ผ่านระบบที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อเตรียมพร้อมเชื่อมต่อการเดินทางแบบระบบเครือข่าย “รถ-เรือ-ราง” ครบวงจร

ขณะที่อัตราค่าโดยสารจะเท่ากับอดีตคือ 15-25 บาท ตามระยะทาง และจะมีการจำหน่ายบัตรโดยสาร หรืออี-ทิกเก็ต หากเดินทางในวันนั้นครบ 40 บาท และยังสามารถใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ด้วย

  • ขนส่งมวลชนแบบย่อย หัวใจการเดินทางรากฝอย

เวลาพูดถึงขนส่งมวลชน เรามักคิดถึงแต่รถไฟฟ้าสายหลัก ไม่ว่าจะเป็น BTS, MRTหรือ Airport Rail Link รวมไปถึงรถเมล์ แต่ถึงเช่นนั้นรูปแบบขนส่งมวลชนในเมืองที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือ ขนส่งมวลชนแบบย่อย หรือ Micro transit ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายเชื่อมระหว่างบ้านหรือที่ทำงานไปยังระบบขนส่งหลัก หรือตามย่านชุมชน เศรษฐกิจ ที่มีการใช้รถยนต์ส่วนตัวจำนวนมาก

เราต้องขับรถยนต์ส่วนตัวเพื่อมานั่งรถไฟฟ้า หลายคนเคยนิยามถึงการเดินทางในกรุงเทพฯ ซึ่งนั่นคือ Pain Point ของคนเมือง อันเป็นที่มาของตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าที่สั่งงานด้วยแอพพลิเคชั่นชื่อ “MuvMi” (มูฟมี)

มูฟมี (MuvMi) เป็นผู้ให้บริการเรียกรถสามล้อไฟฟ้า หรือที่เรียกกันติดปากว่ารถตุ๊กตุ๊กในระบบ Ride Sharing ผ่านแอพฯ มือถือ  ซึ่งเป็นแอพฯเรียกรถแบบ On-Demand ที่สามารถเรียกเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการและระบบจะบริหารจัดการให้ผู้ที่จะเรียกรถไปในเส้นทางเดียวกันหรือบริเวณใกล้เคียงกัน สามารถไปรถคันเดียวกันได้

หัวใจหลักของการมีรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้านี้ คือการอำนวยความสะดวกให้กับการเดินทางระยะสั้น ซึ่งช่วยเสริมระบบขนส่งมวลชนหลัก โดยมีเป้าหมายอยากเห็นคนใช้บริการขนส่งมวลชนมากขึ้นกว่าการใช้รถส่วนตัว ลดปัญหาการจราจรแออัด รถติดน้อยลง มลพิษลดลง และที่ผ่านมาโปรเจคของมูฟมีก็เกิดขึ้นจริงแล้วเช่น ย่านสยามสแควร์, รัชดา-พระราม9, อโศก-นานา

  • รถไฟฟ้าขององค์กร คลื่นใหญ่ของการเปลี่ยนแปลง

เล่าเรื่องขนส่งมวลชนใน 2 ระดับ ก็ถึงคราวต้องเล่าถึงการใช้รถไฟฟ้าในองค์กร ซึ่งถือว่าในงานนี้นำเสนอจุดปลี่ยนที่สำคัญ เพราะในเมื่อบริษัทและองค์กรใหญ่ต้องใช้รถในธุรกิจเป็นจำนวนมาก มันจะดีกว่าไหมถ้าพวกเขาเป็น คลื่นใหญ่ลูกแรกๆที่จะสร้างการเปลี่ยนพฤติกรรมให้กับผู้คน

อย่าลืมวว่า การเกิดขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขภาวะเรือนกระจกและโลกร้อนจากการปล่อยมลพิษของเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และแก๊ส ด้วยระบบการทำงานของรถที่เน้นใช้พลังงานทดแทน ใช้แบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า และไม่มีการเผาเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในระบบขับเคลื่อน แต่ปัญหาหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านคือเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจมากๆ คือการเกิดขึ้นของบริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ภายใต้การบริหารของ เอสซีจีใหญ่ หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด

สมนึก สัณห์วิญญู EV Business Division Manager บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า งานของเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คือการ พัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยเฉพาะ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ และให้เกิดการใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในธุรกิจของ เอสซีจี ที่ครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้าง ระบบโลจิสติกส์ ไซต์งานก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับการขนส่งต่างๆ

“เราทำให้พนักงาน ซัพพลายเอร์ และผู้เกี่ยวข้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าในอัตราที่ไม่ต่างจากใช้รถน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันมีบริการใน 4 กระบวนการ ประกอบด้วย

1. การคัดสรรผลิตภัณฑ์ ได้แก่ รถโดยสารส่วนบุคคล, รถโดยสารหรือขนส่งเพื่อการพาณิชย์, รถยก (โฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า)

2. การให้บริการด้านโลจิสติกส์ ได้แก่ บริการรถรับ-ส่งพนักงาน, บริการขนส่งสินค้า, บริการขนส่งสินค้าจากร้านค้า (ผู้ส่ง) ส่งถึงที่อยู่ปลายทางลูกค้าหรือ ร้านค้าโดยตรง (Last Mile Delivery)

3.การซ่อมบำรุงและชิ้นส่วนอะไหล่ ได้แก่ การบำรุงรักษาตามสัญญา (รถโดยสารส่วนบุคคล), การบริการบำรุงรักษานอกสถานที่ (รถโดยสารหรือขนส่งเพื่อการพาณิชย์ และรถยก), การจัดหาอะไหล่และชิ้นส่วนประกอบ และ 4. การบริการชาร์จไฟฟ้า ชาร์จเจอร์ที่มอบให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย(รถโดยสารส่วนบุคคลและรถยก)”

ตัวอย่างของ โครงการที่ประสบความสำเร็จและส่งมอบให้แก่ลูกค้าไปแล้ว อาทิเช่น โครงการรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า โครงการรถมินิแวนรับ-ส่งพนักงาน โครงการรถแท็กซี่ไฟฟ้า โครงการรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับพนักงาน โครงการรถบัสไฟฟ้ารับ-ส่งพนักงาน โครงการรถคอนกรีตผสมเสร็จไฟฟ้า เป็นต้น ในขณะที่ยังมีโครงการที่น่าสนใจที่เรากำลังพัฒนาอยู่อีกมากมายอาทิ เช่น โครงการประกอบรถบัสไฟฟ้าในประเทศ โครงการเปลี่ยนรถกระบะน้ำมันเป็นรถกระบะไฟฟ้า โครงการสลับพวงมาลัยจากด้านซ้ายเป็นด้านขวาสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า เป็นต้น

“รถไฟฟ้าถือเป็น New S Curve ขององค์กร ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงความเป็นไปได้ และการอำนวยความสะดวกให้กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดที่จะเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า และถ้าองค์กรทั้งหมดเปลี่ยนก็ถือเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดับผู้ใช้ทั่วไป”

  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า มาแล้ว

ปิดท้ายรายงานชิ้นนี้และบรรยากาศว่าด้วยเรื่องรถ EV ในงาน SX 2022 ซึ่งเราจะไม่พูดถึงในกรณีของรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำตลาดและขายจริงแล้วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Volvo, Neta V, New MG ZS EV., MG EP PLUS., FOMM ONE. หรือความสนใจในความเคลื่อนไหวของเจ้าตลาดอย่าง Toyota ที่แว่วมาว่าก็เตรียมเปิดตัวรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้พลังงานทางเลือกเช่นเดียวกัน

แต่สิ่งที่อยากจะเล่า ก็คือการเกิดขึ้นของ “รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ซึ่งในงานนี้แบรนด์ Yamaha ก็ได้นำรถรุ่น ยามาฮ่า E01 มาแสดง

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายามาฮ่า ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Plugged Yamaha to new era” พร้อมจุดเด่นของระบบชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ที่รวดเร็ว และเป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะว่าไปก็ถือเป็นการพัฒนาทุกองค์ประกอบทั้งด้านการออกแบบและวิศวกรรม ด้านสมรรถนะ แบตเตอรี่ ระบบการชาร์จไฟ ดีไซน์ภายนอก และฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ เพื่อให้เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ ใช้งานได้จริง ไม่ต่างอะไรกับใช้พลังงานน้ำมัน

ยามาฮ่า E01 นับเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับเครื่องยนต์เทียบเท่ากับสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี ให้กำลัง 8.1 กิโลวัตต์ ส่งผลให้มีประสิทธิภาพที่ดีในการเดินทาง โดยระยะทางจากแบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟเต็มที่ สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 104 กิโลเมตร* เมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 60 กม./ชม.ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 100 กม./ชม.

นั่นเป็นความเคลื่อนไหวว่าด้วย รถ EV ในงาน SX 2022ซึ่งอธิบายได้ถึง Ecosystem ของยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร อันสอดคล้องกับการเติบโตของยอดขายรถ EV ซึ่งมีรายงานว่า ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยสำคัญ จากนโยบายที่ชัดเจนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งทำให้เกิดมาตรการสนับสนุนรถ EV

ถึงตรงนี้ ถ้าถามว่านวัตกรรมแห่งอนาคตใดที่ผู้คนสนใจมากที่สุด มีความเป็นไปได้ที่คิดจะครอบครองเป็นเจ้าของมากที่สุด เชื่อว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ EV (Electric Vehicles) คือคำตอบแรกๆ เพราะนอกจากจะคุ้มค่า ประหยัดในเรื่องการใช้พลังงานแล้ว

ล้อที่เคลื่อนเปลี่ยนโลก ของยานยนต์ไฟฟ้า ยังมีพวกเราเป็นคนผู้ร่วมขับเคลื่อนด้วย

อ้างอิง

ครม. โปรโมท! ยานยนต์ไฟฟ้าในไทย เห็นชอบ ร่าง ประกาศ กค. ยกเว้นอากรศุลกากร สืบค้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2565

https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/57285

รถยนต์ไฟฟ้า: ความต้องการและโอกาสที่กำลังมาถึง สืบค้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2565

https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/ev-survey-22

เรื่องแนะนำ

Copenhagen เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากโรงเผาขยะที่สะอาดและสนุกที่สุดในโลก

โคเปนเฮเกน เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ ภายในปี 2025 ด้วยการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และ CopenHill โรงงานผลิตพลังงานจากขยะที่ปลอดมลพิษที่สุดในโลก ทุกวันนี้ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ประชากรโลกจำนวนมากกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมือง ภายใน ค.ศ. 2050 การอพยพย้ายถิ่นฐานจากชนบท จะทำให้ตัวเลขประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เพิ่มขึ้นเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ โจทย์ท้าทายที่สุดที่มนุษย์กำลังเผชิญคือ เราจะสร้างเมืองที่รองรับคนจำนวนมหาศาล ไปพร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ภายใต้วิกฤติโลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เมืองต้องสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาและส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติไปยังลูกหลานในอนาคต โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก คือหนึ่งในเมืองที่วางแผนรับมือเรื่องความยั่งยืนได้ล้ำหน้าที่สุดในโลก เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจนโยบายและการสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับผู้คนและโลก ทั้งความตั้งใจจะเป็นเมืองที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ภายใน ค.ศ. 2025 จนถึงการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และล่าสุด CopenHill โรงงานผลิตพลังงานจากขยะที่ใหญ่ที่สุดและสะอาดที่สุดที่มนุษย์เคยสร้าง 01 ขับเคลื่อนเมืองด้วยศูนย์คาร์บอน 2 ใน 3 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อนมาจากกิจกรรมในเมือง ตัวเลขชี้วัดปริมาณนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อคนย้ายเข้ามาอาศัยในเมืองมากขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่จะมาหล่อเลี้ยงเมือง ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย […]

แนวทางการผลิตอาหารในแบบที่ไม่ทำลายโลก

เนื่องด้วยโลกจะมีประชากรถึงหนึ่งหมื่นล้านคนในปี 2050 จึงมีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่เสนอแนวทางว่าเราจะมี การผลิตอาหาร เลี้ยงประชากรโลกให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างไร งานวิจัยใหม่เผยว่า ในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากรราวหนึ่งหมื่นล้านคน จึงต้องมีการรับประกันว่าโลกจะมีอาหารที่ทำให้สุขภาพดี ซึ่งจะทำให้ผู้คนอยู่อาศัยนั้นดีขึ้นตามไปด้วย เพื่อการนี้ โลกต้องมีการเปลี่ยนวิธีการทำฟาร์มและวิธี การผลิตอาหาร ครั้งใหญ่ “มีวิธีการที่เราจะบรรลุเป้าหมายนี้ แต่ความท้าทายนั้นใหญ่หลวงกว่าที่เราคิด” Richard Waite แห่งสถาบันทรัพยากรโลก (World Resource Institute – WRI) และผู้เขียนร่วมรายงานที่ชื่อว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของอาหาร (Creating A Sustainable Food Future: Final Report) การทำเกษตรกรรมใช้พื้นที่ที่สามารถเพาะปลูกได้ถึงครึ่งหนึ่งบนโลก และการเกษตรกรรมยังใช้น้ำมากถึงร้อยละ 90 จากจำนวนการบริโภคโดยมนุษย์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนถึงหนึ่งในสี่อยู่ทุกปี อย่างไรก็ตาม ในจำนวนประชากรกว่าเจ็ดพันล้านคนที่อาศัยอยู่บนโลกขณะนี้ มีคนอยู่ราว 820 ล้านคนที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหาร เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงหรือได้รับอาหารอย่างเพียงพอ “เราต้องผลิตอาหารเพิ่มให้ร้อยละ 30 ในพื้นที่เดียวกันนี้ หยุดการทำลายป่า และลดการปล่อยคาร์บอนที่มาจากการผลิตอาหารให้ได้สองในสาม” Waite กล่าว “เพื่อที่จะไม่ให้ที่ดินต้องเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่การเกษตรมากกว่านี้ ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของการเลี้ยงสัตว์ และมีการจัดการทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ดีกว่านี้ […]

ตามหาความงามที่ส่งเสียงได้ ใจกลางป่าฝนเขตร้อน

เมื่อฤดูฝนมาเยือน หมู่ไม้ต่างพร้อมใจกันแตกใบอ่อน พร้อมหมอกขาวที่ลอยขึ้นจากป่าราวกับแมกไม้กำลังปล่อยลมหายใจออกพร้อม ๆ กัน สรรพชีวิตดำเนินไปภายใต้ร่มสีเขียวขนาดใหญ่ หยดน้ำหลั่งไหลรวมกันเป็นเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ส่งเสียงกระทบหินดังซาบซ่านอยู่กลางป่า น้ำตกกรุงชิง ความงดงามของธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหา การระบาดครั้งใหญ่ได้แยกมนุษย์ออกจากพื้นที่ธรรมชาติ ฉันก็เป็นหนึ่งในมนุษย์เหล่านั้น ที่เฝ้ารอได้กลับไปสัมผัสความธรรมดาของธรรมชาติอีกครั้ง น้ำตกกรุงชิง สายฝนที่หล่นลงจากฟ้าชวนให้นึกถึงสถานที่ที่ชุ่มฉ่ำ ความเขียวชอุ่มของใบไม้หลังได้รับน้ำฝน และแสงแดดที่ส่องกระทบกับหยดน้ำหลังฝนซา นานแค่ไหนแล้วที่ภาพเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชีวิตจริง เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ผู้คนก็เริ่มเดินทางอีกครั้ง ฉันไม่รอให้โอกาสนี้ผ่านไป การเดินทางไปตามความต้องการของหัวใจจึงเริ่มขึ้น เยือนแดนหลังคาสีเขียว จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคใต้ของไทยที่ฉันเดินทางมาเยือนหลายครั้ง ทั้งภารกิจเรื่องการงาน และภารกิจส่วนตัว ครั้งนี้ ฉันมาพร้อมกับเพื่อนร่วมทางเจ้าเก่า ที่ได้ชักชวนฉันไปสัมผัสประสบการณ์บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกรุงชิง ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง พวกเรามาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ ในช่วงเช้าของวัน แดดแรง ก้อนเมฆลอยประปรายตัดกับสีฟ้าและป่าสีเขียว อากาศอบอ้าวสมกับเป็นป่าฝนเขตร้อน เจ้าหน้าที่อุทยานฯ พร้อมด้วยนักสื่อความหมาย นำพวกเราเดินเท้าเข้าไปในเส้นทางศึกษาธรรมชาติฯ บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยพันธุ์พืชที่โดดเด่น อย่างเฟิร์นต้น หรือมหาสดำ พืชในตระกูลเฟิร์นที่คงวิวัฒนาการไว้ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ตลอดทางเดิน เรือนยอดของต้นไม้ใหญ่คอยบังแดดให้กับพวกเรา และยังปกคลุมเส้นทางศึกษาธรรมชาติฯ คล้ายเป็นหลังคาสีเขียวขนาดใหญ่ ระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายเป็นระยะ ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลที่ก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด […]

Climate Change Conversation บทสนทนาสู่การสรรค์สร้างโลกร่วมกันอย่างยั่งยืน

เพราะเรื่องราวความรักโลกไม่ใช่กระแส แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องลงมือทำ เอสซีจีออกเดินทางบนเส้นทางสาย Circular Economy มาตั้งแต่ปี 2016 และครั้งนี้คือหมุดหมายสำคัญที่จะก้าวไปสู่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ผลจากความสำเร็จที่ผ่านมาโดยตลอด นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับองค์กรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเริ่มต้นจากภาคนโยบายที่ต้องการร่วมแก้ไขปัญหาการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรตั้งแต่ภาคการผลิตถึงการบริโภค ก่อนนำไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านโครงการและมาตรการมากมายกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน เราชวนคุณมาพูดคุยกับหัวเรือใหญ่ของเอสซีจี คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ในบทบาทของภาคนโยบายองค์กร และ คุณนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ถึงการสร้างพันธกิจของห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและการปฏิบัติจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จุดเดือดของประเด็นสิ่งแวดล้อม และการทำธุรกิจยั่งยืนของเอสซีจี แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อตัวเราทุกคนและทุกภาคอุตสาหกรรม ในฐานะที่เอสซีจีเป็นสมาชิกของ World Business Council for Sustainable Development องค์กรระดับโลกที่ทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะกับประเด็น Climate Emergency หรือความเร่งด่วนด้านสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การเริ่มต้นขยับก่อน ยิ่งทำได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรและพลังงานมากอย่างอุตสาหกรรมก่อสร้าง คุณรุ่งโรจน์เริ่มต้นเกริ่นถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง “เอสซีจีเป็นผู้บุกเบิกการทำธุรกิจซีเมนต์ในประเทศไทยมามากกว่าร้อยปี ตลอดเวลาเรามีการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความทันสมัย ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ผลของปริมาณคาร์บอนจากกระบวนการผลิตและขนส่งของเรา ก็ส่งผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้น ” […]