91% ของพลาสติก ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ - National Geographic Thailand

91% ของพลาสติก ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่

การผลิตพลาสติกเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อน จากนั้นกระบวนการผลิตก็เดินหน้าอย่างรวดเร็ว และสร้างพลาสติกเป็นปริมาณมากถึง 8.3 พันล้านเมตริกตัน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ลงเอยที่ถังขยะ ปริมาณอันมหาศาลของพลาสติกดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยากต่อการทำความเข้าใจ และในความเป็นจริงมันเป็นเช่นนั้น แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ผู้ผลิตพลาสติกขึ้นมาเองยังต้องอึ้งกับปริมาณของพลาสติกที่ถูกผลิตได้ รวมถึงปริมาณของขยะพลาสติกที่ถูกเผาและฝังกลบ

“เราทุกคนรู้ดีถึงการผลิตอันรวดเร็วของพลาสติกตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มาจนปัจจุบัน แต่ปริมาณของมันนั้นทำเราถึงกับอึ้งไปเลย” เจนนา แจมเบิร์ก วิศวกรด้านสิ่งแวดล้อม ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาขยะพลาสติกในมหาสมุทร จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียกล่าว

“จำนวนพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนี้ จะทำลายทุกระบบบนโลก ซึ่งไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับมัน นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเห็นพลาสติกจำนวนมากในมหาสมุทร” เธอกล่าว

พลาสติกต้องใช้เวลานานถึง 400 ปี กว่าจะย่อยสลายได้ ดังนั้นพลาสติกส่วนใหญ่จึงยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และมีเพียงแค่ 12% เท่านั้นที่ถูกเผาทำลายไป

การศึกษาขยะพลาสติกเริ่มต้นขึ้น 2 ปีก่อน เมื่อนักวิทยาศาสตร์พยายามหาวิธีจัดการกับพลาสติกจำนวนมากในทะเล ซึ่งกำลังเป็นอันตรายต่อปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ในครึ่งศตวรรษที่จะถึงนี้ มหาสมุทรจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา คำกล่าวนี้ได้กลายเป็นวลีที่ถูกนำไปกล่าวอ้างบ่อยที่สุด และกระตุ้นให้หาวิธีการบางอย่างจัดการกับปัญหานี้

ผลการศึกษาครั้งใหม่ถูกตีพิมพ์เมื่อวันพุธที่ 19 กรกฎาคม ในวารสาร Science Advances โดยเป็นการวิเคราะห์ขยะพลาสติกทั่วโลกเป็นครั้งแรก ในจำนวนพลาสติกทั้งหมด 8.3 พันล้านเมตริกตัน 6.3 พันล้านเมตริกตันจะกลายเป็นขยะหมายความว่า มีพลาสติกเพียง 9% เท่านั้นที่จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ และประมาณร้อยละ 79 จบชีวิตลงในหลุมฝังกลบ ส่วนจำนวนที่เหลือนั้นกำลังลอยอยู่ในทะเล

หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ในปี 2050 จะมีขยะพลาสติกมากถึง 12 พันล้านเมตริกตัน ในหลุมฝังกลบ ปริมาณมหาศาลนี้คิดเป็นน้ำหนัก 35,000 เท่าของอาคารเอ็มไพร์สเตต

โรแลนด์ เกเยอร์ นักศึกษาผู้วิจัย กล่าวว่าทีมนักวิทยาศาสตร์พยายามก่อตั้งมูลนิธิ เพื่อจัดการกับกระบวนการผลิตพลาสติก”คุณไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่คุณไม่ทราบปริมาณได้” เขากล่าว “มันไม่ใช่แต่เราผลิตมากเท่านั้น แต่มันเกี่ยวกับที่เรายังคงผลิตต่อไป ปีต่อปีอีกด้วย”

เกเยอร์ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา ทำการศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่มนุษย์ผลิตขึ้น เขาพบว่ากระบวนการผลิตพลาสติกรวดเร็วขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 15 ปี และแซงหน้าทุกวัสดุที่มนุษย์ผลิตขึ้น และเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆอย่างเหล็กกล้า ที่ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างมีอายุการใช้งานนานถึงหลายสิบปี ในขณะที่ครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ผลิตได้กลับกลายเป็นขยะ ในเวลาเพียงไม่ถึงปี

การเติบโตขึ้นของการผลิตพลาสติกนี้ เพิ่มจำนวนจากการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 40% ของพลาสติกประเภทที่ไม่มีเส้นใย

ผลการศึกษาจากทีมเดียวกัน นำโดยแจมเบิร์ก ประมาณตัวเลขว่ามีขยะพลาสติกปริมาณ 8 ล้านเมตริกตันไหลลงสู่ทะเลทุกปี นั่นเทียบเท่ากับถุงขยะจำนวน 5 ถุงต่อพื้นที่ทุกๆตารางฟุตในทะเล

“เรามาตระหนักถึงผลกระทบของพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม ก็เมื่อมันเป็นปัญหาแล้ว” แจมเบิร์กกล่าว

การควบคุมปริมาณของขยะพลาสติกเป็นงานใหญ่ที่ต้องร่วมมือกันระดับโลก เธอกล่าว นั่นครอบคุลมถึงการทบทวนเคมีภัณฑ์พลาสติกในขั้นตอนการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ให้กระตุ้นการรีไซเคิลมากขึ้น ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคเอง

ผลการศึกษาในปี 2012 ระบุ สหรัฐมีสัดส่วนการรีไซเซเคิลพลาสติกเพียง 9% เท่านั้น เมื่อเทียบกับยุโรปมีสัดส่วนที่ 30% และจีน 25%

เรื่อง ลอร่า พาร์คเกอร์

 

อ่านเพิ่มเติม : มหาสมุทรเป็นพิษ : ชมภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลและมหาสมุทรในปัจจุบันชมภาพถ่ายอันโดดเด่น เมื่อมนุษย์ริเอาชนะภาวะโลกร้อน

เรื่องแนะนำ

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้ “เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้ การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for […]

การปกป้องป่า คือสิ่งจำเป็นเพื่อโลกที่ยั่งยืนในอนาคต

หมู่บ้าน Mian Gu ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Nu ของประเทศจีน เป็นโครงการสร้างบ้านของรัฐบาลที่ออกแบบเพื่อจูงใจประชาชนที่อาศัยอยู่บนภูเขาให้ย้ายลงมาที่แม่น้ำเพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า ภาพถ่ายโดย ADAM DEAN, NAT GEO IMAGE COLLECTION เมื่อปีที่แล้ว ยูเอ็นได้เตือนให้ระวังวิกฤตภูมิอากาศที่ใกล้เข้ามา ในปีนี้ ยูเอ็นวิงวอนให้ อนุรักษ์ป่า ไว้ก่อนจะสายเกินไป รายงานจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (The United Nation’s Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนสิงหาคมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนวิธีการจัดการที่ดินของโลกอย่างรวดเร็วและเร่งด่วน เดบราห์ ลอว์เรนซ์ (Deborah Lawrence) นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย กล่าวว่า เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่ยั่งยืนซึ่งจัดการปัญหาได้ตรงเป้าและส่งผลกระทบได้อย่างกว้างขวาง “การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศเป็นภัยคุกคาม เราต้องหาหนทางที่เป็นไปได้ในทุกแง่มุมเพื่อจัดการกับมัน” เดบราห์ กล่าว ในรายงานของ IPCC มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำแนะนำว่าทั้งประชาชน นักวิทยาศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบาย ควรกำหนดความสำคัญอย่างไร และนี่คือหัวข้อสำคัญในคำแนะนำดังกล่าว การปรับปรุงยกเครื่องระบบการผลิตอาหารครั้งใหญ่ของมนุษย์เป็นเรื่องที่จำเป็น โดยในรายงานกล่าวว่า ปัญหาสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเช่น […]

อนาคตบนเส้นด้ายของ แอนตาร์กติกา

หิ้งน้ำแข็งที่แตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะ มองจากด้านบนผิวขรุขระของหิ้งน้ำแข็งปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ว่ามันกำลังจะหลุดออกจากชั้นน้ำแข็งเดิมที่มีอายุหลายพันปี แผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะหลุดออกนี้เป็นส่วนหนึ่งของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ที่ตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลโดยรอบคือสาเหตุ และการหลุดออกครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าตาของแผนที่ทวีปแอนตาร์กติกาตลอดไป ด้วยขนาดของหิ้งน้ำแข็งที่ใหญ่ถึง 6,000 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากรุงลอนดอน 4 เท่า และคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของสาธารณรัฐไซปรัส เกาะบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พืดน้ำแข็งฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกานี้มีความหนาราว 2.5 ไมล์ และครอบคลุมพื้นที่ขนาด 2 เท่าของรัฐเท็กซัส รอบๆของพืดน้ำแข็งประกอบด้วยภูเขาน้ำแข็งจำนวนมาก นั่นแปลว่าหากมหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนละลายชั้นน้ำแข็งที่เปราะบางเหล่านี้จนหมด ทีมนักวิจัยเชื่อว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ฟุต “หิ้งน้ำแข็งบริเวณนี้เป็นจุดที่ละลายเร็วที่สุดบนโลก” อีริค ริกนอท นักธรณีวิทยาจาก NASA Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา ของรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว ตัวเขาศึกษาชั้นน้ำแข็งในภูมิภาคนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเรดาห์และภาพถ่ายดาวเทียม ริกนอทเชื่อว่าการพังทลายของพืดน้ำแข็งตะวันตก ในทวีปแอนตาร์กติกานั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่คำถามคือมันจะใช้เวลานานแค่ไหน 500 ปี หรือน้อยกว่า 100 ปี และมนุษย์เราเองเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร “เราจำเป็นที่จะต้องได้ตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำ” เขากล่าว […]

ดอยหลวงเชียงดาว 2 ปี หลังไฟป่าครั้งใหญ่ อัศจรรย์ธรรมชาติในการฟื้นฟูตัวเอง

ดอยหลวงเชียงดาว เกือบ 2 ปี หลังไฟป่าครั้งใหญ่ ติดตามนักอนุรักษ์ไปสำรวจการฟื้นตัว หลังปิดผืนป่าไม่ให้มนุษย์ขึ้นไปรบกวนการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของธรรมชาตินานกว่า 1 ปี เส้นทางคดเคี้ยวทอดยาวไปไกลสุดสายตา เบื้องหน้าคือผืนป่าที่โอบอุ้มด้วยเมฆฝนอันชุ่มชื้น เรากำลังเดินเท้าขึ้นสู่ดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เทือกเขาหินปูนที่สูงที่สุดของประเทศไทย และยอดเขาสูงอันดับ 3 รองจากดอยอินทนนท์และดอยผ้าห่มปก เมื่อ 2 ปีก่อน เกิดเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ณ ดอยหลวงเชียงดาว สร้างความเสียหายให้ผืนป่าเกือบ 4,000 ไร่ ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตหลากชนิดพันธุ์เป็นวงกว้าง และสร้างความหวาดหวั่นให้เหล่านักอนุรักษ์ว่าอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชพรรณอันเปราะบางบางชนิด กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจึงตัดสินใจปิดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติดอยหลวงเชียงดาว ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวอย่างไม่ลังเล เป็นเวลานานกว่า 1 ปี ไม่ให้มนุษย์ขึ้นไปรบกวนการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของธรรมชาติ และเพื่อเป็นการคุ้มครองแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โดยการเดินทางสู่ดอยหลวงเชียงดาวของเราในครั้งนี้ เป็นการติดตามเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และทีมภาคีเรารักดอยหลวงเชียงดาว มาสำรวจการฟื้นตัวของธรรมชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว 2 ปี หลังไฟป่าขนาดมโหฬารลุกลามไปทั่วพื้นที่ เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เราก็ประจักษ์ชัดแก่ใจว่า การเยียวยาและฟื้นฟูตัวเองของธรรมชาติ นั้นมหัศจรรย์กว่าที่มนุษย์คาดคิด 01 บ้านของพืชถิ่นเดียว นัยนา เทศนา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ […]