ตั๊กแตน ที่ระบาดในอินเดียและลาว เกิดขึ้นได้อย่างไร กลไกเบื้องหลังคืออะไร

กลไกเบื้องหลัง ตั๊กแตน ระบาด

สำนักข่าวในประเทศลาวรายงานการระบาดของฝูง ตั๊กแตน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยในเนื้อหารายงาน ความเสียของพืชผลทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ช่วงก่อนหน้านั้น สื่อหลายแห่งรายงานข่าวการระบาดของแมลงในประเทศอินเดียเช่นกัน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า จากอินเดียแมลงบินข้ามพรมแดนไประบาดในประเทศลาวได้อย่างไร

จากกรณีดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญพบว่า “ตั๊กแตน ที่ระบาดในประเทศลาวและอินเดียเป็นคนละชนิดพันธุ์” ศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวและอธิบายว่า “ตั๊กแตนที่ระบาดในประเทศลาวคือตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Ceracris kiangsu) ส่วนที่พบระบาดในอินเดียคือ ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Schistocerca gregaria)”

สำหรับวงจรชีวิตของของตั๊กแตนไผ่จะแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดินในช่วงเดือน มกราคม-เมษายน ระยะตัวอ่อน (46 – 69 วัน) ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และระยะไข่ในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งมีรายงานพบว่า ตั๊กแตนชนิดนี้วางไข่บริเวณใต้ผิวดินจำนวนมาก โดยไข่จะฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง อุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส ตัวเต็มวัยของตั๊กแตนไผ่มักอาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศค่อนข้างเย็น ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมีการแพร่กระจายเป็นกลุ่ม ตัวอ่อนในระยะสุดท้ายเริ่มมีการอพยพเคลื่อนย้ายเป็นกลุ่มใหญ่

ตั๊กแตนไผ่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่พืชกลุ่มไผ่ และผลผลิตทางการเกษตร อาทิ พืชตระกูลหญ้า ข้าว และข้าวโพดและยังพบว่าสามารถเข้าทำลายพืชตระกูลปาล์ม และพืชล้มลุกบางชนิดโดยระยะตัวเต็มวัยเป็นระยะที่สร้างความเสียหายได้กว้างขวางและรุนแรงที่สุด

ตั๊กแตน, การระบาดของแมลง, ตั๊กแตนไผ่, ตั๊กแตนระบาด
ตั๊กแตนไผ่ ภาพถ่าย ศรุต สุทธิอารมณ์

การแพร่ระบาดพบครั้งแรกในปี 1929 ที่มณฑลเสฉวน หูเป่ย เกียงสู หูหนาน เกียงสี ฝูเจียน และกวางตุ้ง ประเทศจีน ต่อมาพบการระบาดรุนแรงในปี 1935-1946 สำหรับในประเทศไทยพบตั๊กแตนไผ่เมื่อปี 1969 ที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ไม่มีรายงานการระบาดในประเทศไทย ปี 2016 พบการระบาดที่แขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งห่างจากไทยประมาณ 114 กิโลเมตร พบแพร่กระจายอย่างกว้างขวางบริเวณพื้นที่ป่าไผ่ทางตอนใต้ของประเทศจีนด้านตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลเจียงซี บริเวณทางลาดเชิงเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเล 300 – 400 เมตร บางครั้งพบในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 780 เมตร

ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ตั๊กแตนไผ่ได้ทำความเสียหายให้กับข้าวและข้าวโพด ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่พบการระบาดและทำความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตรในประเทศไทย แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาด จึงขอให้เกษตรกรในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และจังหวัดเลย ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดของตั๊กแตนไผ่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างต่อเนื่อง โดยหมั่นสำรวจแปลงปลูกข้าวและแปลงปลูกข้าวโพดอย่างสม่ำเสมอหากพบตั๊กแตนไผ่ในพื้นที่ทำการเกษตร ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดเพื่อทำการควบคุมและดำเนินการป้องกันกำจัดทันที

สำหรับตั๊กแตนทะเลทรายที่เริ่มต้นระบาดในแอฟริกาตะวันออกช่วงต้นปี 2020 และระบาดมาถึงอินเดียเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา จัดอยู่ในกลุ่มตั๊กแตนหนวดสั้น ลองนึกภาพฝูงแมลงบินได้ 70,000 ล้านตัว บินว่อนปกคลุมพื้นที่ 1,200 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดราว 1.5 เท่าของนิวยอร์กซิตี และกัดกินพืชผลกว่า 135 ล้านกิโลกรัมภายในวันเดียว นั่นคือความใหญ่ของแมลงฝูงหนึ่งที่จะรวมตัวกันได้ ฝูงตั๊กแตนระบาดซึ่งเกิดจากตั๊กแตนหลายฝูงมารวมตัวกัน มีการอ้างอิงในพระคริสตธรรมคัมภีร์และคัมภีร์อัลกุรอาน ในหมู่ตั๊กแตนหลายพันชนิด มีเพียง 22 ชนิดที่ได้รับการระบุว่าเป็นตั๊กแตนหนวดสั้น พวกมันถูกจำแนกโดยความสามารถในการเปลี่ยนจากสถานะอยู่เพียงตัวเดียวไปเป็นสถานะ “อยู่รวมกันเป็นฝูง” เมื่อปี 2004 ชาวมาลีราวหนึ่งล้านคนเผชิญกับทุพภิกขภัย หลังตั๊กแตนหนวดสั้นรุมกินธัญพืชของประเทศถึงร้อยละ 90 การเปลี่ยนพฤติกรรมและลักษณะเฉพาะทางกายภาพของตั๊กแตนหนวดสั้น อาจทำให้พวกมันกลับไปอยู่เพียงตัวเดียวในที่สุด หรือพวกมันอาจทนทาน และส่งผ่านพฤติกรรมและลักษณะเฉพาะนั้นไปสู่ลูกหลาน

ตั๊กแตนทะเลทรายซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด คุกคามพื้นที่หนึ่งในห้าของโลกและประชากรหนึ่งในสิบของโลก กว่า 60 ประเทศ ประเทศมีแนวโน้มจะถูกฝูงตั๊กแตนสร้างความเสียหาย ตั๊กแตนหนวดสั้นในระยะอยู่เพียงตัวเดียวอาศัยและวางไข่ในบริเวณที่เล็กกว่า การระบาดครั้งใหญ่ล่าสุด จากปี 1986 ถึง 1989 โจมตีอเมริกาเหนือและตะวันออกกลาง ฝูงตั๊กแตนจำนวนมากตายขณะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และบางส่วนไปถึงทะเลแคริบเบียน

ตั๊กแตน, การระบาดของแมลง, ตั๊กแตนไผ่, ตั๊กแตนระบาด

1
การรวมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ตั๊กแตนหนวดสั้นที่ออกหาอาหารอยู่เสมอถูกบีบให้รวมตัวกันในช่วงที่อากาศแห้งแล้ง เมื่อพืชพรรณแห้งตายและทิ้งบริเวณที่เขียวชอุ่มไว้เพียงน้อยนิดในทะเลทราย

2
การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
ภายในไม่กี่ชั่วโมงของการรวมฝูง การเพิ่มขึ้นของสารเซโรโทนินในระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม เช่น การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว การอยู่รวมกันเป็นฝูง การทำความสะอาดตัวเองเพิ่มขึ้น และความอยากอาหารที่หลากหลายมากขึ้น

การหลั่งสารเซโรโทนินเกิดขึ้นจากการกระตุ้นของขนบนขา รวมทั้งการมองเห็นและการได้กลิ่นตั๊กแตนตัวอื่นๆ

ตั๊กแตน, การระบาดของแมลง, ตั๊กแตนไผ่, ตั๊กแตนระบาด

3
การวางไข่และกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง
ฝนที่กลับมาตกทำให้แหล่งวางไข่ชุ่มชื้น ตั๊กแตนนุ่นใหม่ๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มออกหาอาหารพร้อมกัน เมื่อปีกเจริญออกมา พวกมันกลายเป็นฝูงแมลงบินได้ที่ออกหาอาหารและถิ่นอาศัยมากขึ้น

กระตุ้นสมอง
การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระยะอยู่รวมกันเป็นฝูงทำให้สมอง โดยเฉพาะสมองส่วนกลาง มีขนาดใหญ่ขึ้น บางทีอาจเพื่อประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้น

4
หายนะติดปีก
ถึงแม้จะพบได้น้อย การระบาดครั้งใหญ่เริ่มขึ้นเมื่อฝูงตั๊กแตนพัฒนาขึ้นเหนือภูมิภาคหลายแห่ง หากไม่มีการแทรกแซง การระบาดอาจกินเวลาหลายปี จนกว่าการตายจากปรากฏการณ์ธรรมชาติจะเกิดขึ้น


ข้อมูลอ้างอิง
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คอลัมน์ สำรวจโลก: ถอดรหัส เผยแพร่ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2020

เรื่องแนะนำ

เบื้องหลังสึนามิเหนือความคาดหมายจากแผ่นดินไหวอินโดนีเซีย

ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า ความรุนแรงของคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย อาจเป็นผลมาจากแผ่นดินถล่มใต้ทะเล ประกอบกับลักษณะของภูมิประเทศอ่าวเมืองปาลูที่แคบ ยิ่งส่งผลให้คลื่นทวีความรุนแรงขึ้น

ปากบารา : มรดกแบบไหนที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เคยนำเสนอสารคดีเรื่อง “ทางแพร่งของปากบารา” ในฉบับเดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ และนักเขียน ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง ในตอนนั้น ข่าวเรื่องโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความพยายามผลักดันทะเลอันดามันของไทยให้เป็นมรดกโลก... วันนี้ เกือบสองปีให้หลัง ความพยายามจะเดินหน้าโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง เราขอความเห็นจาก ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ และนักอนุรักษ์ ผู้ถ่ายภาพสารคดีชิ้นนี้ว่าเขาคิดอย่างไร

หนึ่งในภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในโลกกำลังส่งเสียงร้องครืน

ภูเขาไฟ ขนาดมหึมาทอดกายอยู่ภายใต้เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ราวห้าแสนคนในประเทศอิตาลี อาจกำลังตื่นขึ้นและเขาสู่ “ภาวะวิกฤติ” ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนรายงานนี้ลงในวารสาร Nature Communications อ้างอิงตามการตรวจวัดทางกายภาพและการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ “เราพบว่าแมกมาใน ภูเขาไฟ คัมปีเฟลเกรอี อาจไปแตะจุดซีดีพีหรือจุดแรงดันการปล่อยแก๊สขั้นวิกฤติ (critical degassing pressure) ภูเขาไฟลูกนี้ตั้งอยู่ในมหานครนาเปลส เมืองที่มีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่หนาแน่นแห่งหนึ่งในโลก และการตรวจวัดความร้อนรวมถึงการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางธรณีกำลังเริ่มขึ้นในมหาครแห่งนี้” ทีมนักวิทยาศาสตร์ นำโดย จีโอวานี ชิโอดินี แห่งสถาบันวิจัยแห่งชาติอิตาลีด้านธรณีฟิสิกส์ในกรุงโรม กล่าว การปล่อยความร้อนในรูปแก๊สแม่เหล็กเมื่อไม่นานมานี้ มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้ ภูเขาไฟลูกนี้อาจเกิดการประทุครั้งใหญ่ได้ นักวิทยาศาตร์ได้ออกมากล่าวเตือน แต่เวลาในการระเบิดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด และในปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำนายได้ ทางรัฐบาลอิตาลีได้ตอบสนองต่อข่าวนี้โดยการประกาศยกระดับความรุนแรงของภูเขาไฟลูกนี้จากระดับสีเขียวเป็นระดับสีเหลือง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลได้ร่วมติดตามผลการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดกับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาภูเขาไฟแห่งนี้ คัมปีเฟลเกรอี เป็นภาษาอิตาลีมีความหมายว่า “พื้นที่ที่ลุกเป็นไฟ” ภูมิภาคภูเขาไฟแห่งนี้รู้จักในนามเฟรเกลียน เช่นเดียวกับภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่อื่น อย่างโครงสร้างแนวความร้อนใต้พิภพในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน มันไม่ได้มีแค่ปากปล่องภูเขาไฟเพียงอันเดียว แต่มันคือโครงสร้างซับซ้อนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วย 24 ปล่องภูเขาไฟและทอดตัวอยู่ใต้แผ่นพิภพรวมถึงใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ยังพบทั้งน้ำพุร้อนและท่อที่พ่นแก๊สร้อน ๆ ออกมาตามแนวภูเขาไฟด้วย ภูเขาไฟขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นโดยปล่องภูเขาไฟหรือแรงกดดันตามรอยแยกของเปลือกโลก ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีมีแรงกดดันที่ว่านี้ทอดผ่านอยู่ใต้เมืองนาเปลสทางตะวันตกยาวกว่าเจ็ดไมล์ ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีที่เป็นรูปร่างในปัจจุบัน ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งพันปีที่แล้ว แต่จากประวัติศาสตร์ทางธรณีของภูมิภาคแห่งภูเขาไฟนี้ มันเคยเกิดการระเบิดครั้งใหญ่เมื่อสองแสนปีที่แล้ว ปล่อยเถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าสีครามให้กลายเป็นสีหม่น ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งโลก […]

พิทักษ์สรวงสวรรค์ทางธรรมชาติแห่งคอสตาริกา

คาบสมุทรโอซาของ คอสตาริกา เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ แต่ตอนนี้โควิด-19 กำลังทดสอบการปกป้องอัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้ เซเลโดเนีย เตเยส จำไม่ได้แล้วว่า เธอย้ายมายังคาบสมุทรโอซาปีไหน หรือตอนอายุเท่าไรแน่ แต่เธอจำได้แม่นว่า เธอมาทำไม ในเมื่อที่ดินผืนนี้จับจองได้ไม่ต้องซื้อหา ในตอนนั้น คาบสมุทร ขนาด 1,800 ตารางกิโลเมตรที่โค้งไปตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของ คอสตาริกา เป็นเขตแดนป่า ตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ด้วยคอคอดที่เป็นป่าชายเลนรกทึบผ่านแทบไม่ได้ และเข้าถึงได้ก็โดยทางเรือเป็นหลัก เซเลโดเนียกำลังตั้งครรภ์ตอนที่เธอมาถึงพร้อมกับลูกห้าคน ไก่หกตัว สุนัขหนึ่งตัว และเงิน 700 โคโลนหรือประมาณหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ เธอยังพาแฟนมาด้วย แต่เขา “เกลียดธรรมชาติและวิ่งหนีแมลง” เธอเท้าความหลัง ดังนั้นเธอจึงคว้าขวานขึ้นมาแผ้วถางที่ดิน ด้วยตัวเอง ราว 40 ปีต่อมา ดอญญาเซเลโดเนีย ดังที่ทุกคนเรียกขานด้วยความเคารพนับถือ ยังคงอาศัย อยู่บนที่ดินผืนเดิมในเมืองที่ชื่อ ลาปัลมา วันหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2019 ตอนที่ผมไปหา เธอพาผมชมบ้านชมสวน และจากย่างก้าวที่สาวฉับๆ นั้น ดูไม่ออกเลยว่า ตาของเธอเกือบบอดแล้ว สำหรับดอญญาเซเลโดเนีย วันนี้เป็นวันไถ่บาป แทนที่จะโค่นป่า เธอคืนพื้นที่ส่วนเล็กๆ แก่ผืนป่า […]