สายธารสีเขียวในคนรุ่นใหม่

ภายหลังการเสียชีวิต เรื่องราวของสืบ นาคะเสถียร ในฐานะที่เป็นนักอนุรักษ์ผู้ประกาศตนพูดแทนสัตว์ป่าและข้าราชการกรมป่าไม้ที่ซื่อสัตย์ เสียสละ และต่อสู้เพื่อสวัสดิภาพและสวัสดิการของลูกน้องผู้พิทักษ์ป่า ได้รับการบอกเล่าอย่างหนักแน่นทรงพลังผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับความน่าเชื่อถืออย่างนิตยสาร สารคดี ซึ่งมีวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นบรรณาธิการบริหารและนักเขียนแทบจะทันที

นอกเหนือจากความจริงที่ว่า ความตายของสืบ นาคะเสถียร เป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้สังคมไทยสะเทือนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเสียชีวิตที่เกี่ยวพันกับการปกป้องป่าผืนสำคัญของประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่วันชัยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทั้งยังเป็นเลขาธิการของมูลนิธิฯ นานแปดปีด้วยนั้น ทำให้นิตยสารดังกล่าวนำเสนอเรื่องราวของทั้งสืบ ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร และการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยผลิตพ็อกเก็ตบุ๊กว่าด้วยชีวิตและความตายของสืบ นาคะเสถียร จากข้อเขียนของวันชัยซึ่งพิมพ์ออกมาหลายหมื่นเล่ม

พูดได้ว่าเรื่องราวของสืบ นาคะเสถียร ลงหลักปักฐานในสังคมด้วยสารคดีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคนั้น นอกจากนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเองก็จัดงานรำลึกสืบ นาคะเสถียร ในวันที่ 1 กันยายน ของทุกปี มีคอนเสิร์ตและจำหน่ายเสื้อยืด สมุดบันทึก โปสเตอร์ที่เผยแพร่แนวคิดของสืบออกมาจำนวนหลายพันชิ้นในแต่ละปี

ความตายครั้งนั้นเปิดโลกแห่งความเข้าใจป่า สัตว์ป่า ธรรมชาติ และผลกระทบของโครงการพัฒนาใหญ่ใจกลางป่า มากพอ ๆ กับสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ในยุคนั้นได้เข้าร่วมทำงานอนุรักษ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งตัวผมเองด้วยเช่นกัน

ผ่านไป 30 ปี เมื่อวิกฤติทางสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่แต่เรื่องการสร้างเขื่อน การบุกรุกทำลายป่า หรือการขาดความรู้ด้านระบบนิเวศ แต่ขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับชุมชนจนถึงระดับโลก อย่างไม่มีขอบเขตอีกต่อไป การเข้าถึงข้อมูลและตระหนักรู้ถึงวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นใหม่ ทำให้ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมใน พ.ศ. นี้ หาใช่ผู้นำประเทศไหนหรือองค์การระหว่างประเทศใด แต่กลับเป็นเยาวชนอย่างเกรียตา ทุนแบร์ย และผองเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันทั่วโลก

ในบ้านเรา คนรุ่นใหม่วัย 20 ต้น ๆ เลยไปจนถึง 30 กลาง ๆ ต่างลุกขึ้นมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในองค์กรไม่แสวงหากำไร หรือทำธุรกิจเพื่อสังคม จำนวนไม่น้อยรู้จักเรื่องราวของสืบ นาคะเสถียร และได้แรงบันดาลใจหรือมองเห็นการประยุกต์เทคนิควิธีการทำงานอนุรักษ์ตามแบบอย่างของเขา

อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิชาการของมูลนิธิในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เธอประทับใจสืบตั้งแต่เด็ก ๆ จากการได้ดูสารคดีตอนที่สืบช่วยชีวิตสัตว์ป่าในรายการ ส่องโลก ที่ออกอากาศซํ้าทุกปี อรยุพากล่าวว่า “ยิ่งได้มีโอกาสฟังเรื่องราวจากคนใกล้ชิดที่รู้จักเขา ก็ยิ่งศรัทธา ทั้งเรื่องความซื่อสัตย์ ความอดทน ความเสียสละ และการเอาใจใส่ลูกน้อง ความเอาจริงเอาจังในงานวิชาการ การคัดค้านโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าไม้ สัตว์ป่า หรือแม้แต่การสร้างคนอนุรักษ์รุ่นใหม่ให้เข้าใจธรรมชาติผ่านการบรรยายตามโรงเรียน” อรยุพายึดถือสืบเป็นแบบอย่างในการทำงาน “แม้จะไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของความเสียสละแต่เราก็จะพยายามให้เต็มที่ที่สุดค่ะ”

ส่วนเจ้าหน้าที่น้องใหม่ของมูลนิธิอย่างภูริช วรรธโนรมณ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บอกว่า สืบเป็นไอคอนของการอนุรักษ์ ที่แม้เขาจะ “เกิดไม่ทันยุคคุณสืบทำงาน แต่ก็ได้อ่านประวัติ ได้ศึกษา ได้เห็นการทำงานของคุณสืบ” แต่ชีวิตของสืบ “เหมือนเป็นการจุดไฟการทำงานอนุรักษ์ให้กระจายออกไป เกิดเป็นกระแสสังคมได้” ภูริชกล่าว

แต่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรไม่ได้เป็นเพียงองค์กรเดียวที่เปิดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติ มีหนุ่มสาวอีกมากมายที่ก่อตั้งกลุ่มอิสระขนาดเล็กและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมตามแนวทางของตนเอง

โชคนิธิ คงชุ่ม หรือ “เก่ง กลุ่มใบไม้” ผู้ก่อตั้งและหัวหน้ากลุ่มใบไม้ บอกผมว่า ความศรัทธาในตัวสืบ นาคะเสถียร เริ่มต้นจากบทเพลง “สืบทอดเจตนา” (2533) ของคาราบาว จนเขาต้องขวนขวายค้นคว้าประวัติชีวิตและการทำงานของสืบที่ทั้งสะเทือนใจและตื่นเต้น “แต่พอโตขึ้นมาก็เริ่มสนใจวิธีการทำงานที่ใส่ใจทุกรายละเอียดและใช้หลายศาสตร์เข้ามาทำงานอนุรักษ์” โชคนิธิกล่าวและเสริมว่า “ผมเห็นคุณสืบเป็นนักวิชาการสัตว์ป่าที่ใช้ฐานคิดทางวิทยาศาสตร์ในการทำงาน ใช้ศิลปะในการสื่อสาร เช่น งานเขียน บทกลอน ภาพวาดลายเส้น และภาพถ่ายเห็นคุณสืบเป็นนักพูด นักบรรยาย ตระเวนออกไปตามโรงเรียนรอบป่าเพื่อสร้างความเข้าใจต่อผู้คน ไปจนถึงการทำงานวิชาการเพื่อเสนอเรื่องมรดกโลก”

โชคนิธิเห็นว่าทั้งหมดนั้นบันดาลใจก็จริง แต่ “เราน่าจะมองว่า คุณสืบมีวิธีคิดในการทำงานอย่างไรบ้าง และนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอด พัฒนาเลือกใช้ มากกว่าการมองเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว” ซึ่งเป็นสิ่งที่รุจิระ มหาพรหม นักวิจัยสัตว์ป่ารุ่นใหม่ที่กำลังทำวิจัยปริญญาเอกเรื่องเสือปลา คิดเหมือนกัน “พี่สืบพยายามอย่างมากที่จะใช้หลายศาสตร์เข้ามาแก้ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการป่าไม้ สัตว์ป่า แกไม่ได้มองเรื่องงานอนุรักษ์อย่างเดียว แต่พยายามศึกษาทางออกอื่น ๆ ด้วย”

แต่สืบไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่อยู่แต่ในแวดวงวิจัยและอนุรักษ์สายตรงเท่านั้น สุภัชญา เตชะชูเชิด หนึ่งในผู้ก่อตั้งธุรกิจยั่งยืนอย่าง Refill Station ก็มีสืบเป็น “แรงใจยามที่เจอโจทย์ยาก ๆ เพราะอาสืบเป็นคนที่ทำมากกว่าเรา เหนื่อยกว่าเรา” เธอบอกว่า “เราเกิดมาก็เป็นช่วงที่อาสืบเสียชีวิตไปแล้ว แต่เรื่องของอาสืบยังถูกเล่าอยู่ในทุกค่ายสิ่งแวดล้อม”

ตั้งแต่ 30 ปีก่อน ชีวิต การทำงาน และความตายของสืบ นาคะเสถียร ถูกถ่ายทอดต่อกันมาในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลาย ผ่านวิธีพื้นฐานที่สุดอย่างเรื่องเล่าในค่ายสิ่งแวดล้อมที่มีเพียงนักเรียนนักศึกษาไม่กี่คนรับฟังหรือถูกกระจายออกไปสู่มวลชนนับล้านทางโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่บทเพลงเพื่อชีวิตทั้งกระแสหลักและกระแสรอง รวมทั้งบทความ บทกวี ภาพถ่าย โปสเตอร์ และเสื้อยืดนับพันนับหมื่นตัวด้วย

ไม่น่าแปลกใจที่ครั้งหนึ่งเมื่อมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศในรอบ 50 ปี ปรากฏว่าสืบ นาคะเสถียร เป็นสามัญชนที่สังคมเสียดายต่อการจากไปมากที่สุดเป็นอันดับสอง (อันดับหนึ่งคือหลวงปู่แหวน สุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่)

เช่นเดียวกัน เรื่องเล่าของสืบและการรำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร ในปีนี้ ก็จะยังคงถูกเล่าผ่านสื่อดั้งเดิมอย่างนิตยสาร เช่น สารคดี และ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เล่มนี้และในสื่อใหม่ทางออนไลน์อีกหลายสำนัก แม้แต่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเองก็มี “Seub Channel” ที่นำเสนอคลิปวิดีโอในยูทูบและรายการในพอดแคสต์ เพื่อเผยแพร่ความคิดและอุดมการณ์ของสืบ นาคะเสถียร ต่อไปให้สมสมัย

สองปีก่อน ในปาฐกถางานรำลึก 28 ปีแห่งการจากไปของสืบ นาคะเสถียร ศศิน เฉลิมลาภ กล่าวไว้ว่า “ในระดับโลก การอนุรักษ์ไม่ได้หมายความอื่นใด นอกจากการเลือกที่จะลงมือทำ เลือกที่รักษาบางสิ่งเอาไว้ และแลกมาด้วยการทำงานหนักของนักอนุรักษ์ เราหยุดการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสมดุลของระบบนิเวศทั้งในปัจจุบันและอนาคตไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างผู้คนในฝ่ายอนุรักษ์ให้เกิดขึ้น ในทุก ๆ ระดับได้ ตั้งแต่อาสาสมัครพิทักษ์ธรรมชาติในหมู่บ้านสักแห่ง ไปจนถึงคนระดับประธานาธิบดีอย่างแอมานุแอล มาครง และอดีตรองประธานาธิบดีอย่างอัล กอร์ เราหวังเพียงว่าการทำงานของเราจะช่วยหน่วงการทำลายไว้ให้ทันหัวใจที่อยากจะเปลี่ยนแปลงโลกได้สักวัน”

จนถึงวันนี้ ก็ยังมีคนรุ่นใหม่มากมายที่รู้จักสืบ นาคะเสถียร และสืบทอดเจตนาของเขาด้วยการทำงานตามเส้นทางของตัวเอง สายธารของเจตนา ความมุ่งมั่น ความคิด และการทำงานของสืบยังไหลริน และไม่เพียงจะยังไม่ล้าสมัย แต่ยังมีที่ทางในวัฒนธรรมกระแสหลัก และกำลังไหลเคลื่อนไปสู่อนาคตข้างหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ในยุคสมัยที่งานอนุรักษ์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

แต่เป็นทางรอดเดียวร่วมกันของมนุษยชาติ

เรื่อง ดร.เพชร มโนปวิตร
ภาพ เอกรัตน์ ปัญญะธารา


ตั้งแต่วันที่ 1-5 กันยายน พ.ศ. 2563 National Geographic Thailand จะนำเสนอสารคดีชุด “รำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร สืบสานงานอนุรักษ์ในโลกยุคใหม่” ยาว 5 ตอน โดย ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และนักเขียนสารคดีสิ่งแวดล้อม และถ่ายภาพโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


สารคดีชุด รำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร: สืบสานงานอนุรักษ์ในโลกยุคใหม่

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: ก้าวข้ามภารกิจเดิม


สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2563 

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : พิราบตรวจอากาศ

พิราบตรวจอากาศ เช้าอากาศสดใสวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิปี 2016 นกพิราบสื่อสาร 10 ตัวถูกปล่อยขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือ กรุงลอนดอน บางตัวได้รับการติดอุปกรณ์ ขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์และโอโซนในอากาศของมหานครแห่งนี้ นี่เป็นภารกิจแรกของโครงการ “พิราบตรวจอากาศ” (Pigeon Air Patrol) นับตั้งแต่ยุคโบราณ ผู้คนใช้ประโยชน์จากนกที่มีพรสวรรค์ด้านการนำทางนี้ เจงกิสข่านและชาวโรมันใช้พวกมันเป็นผู้ส่งสาร ฝรั่งเศสถึงกับมอบเหรียญกล้าหาญให้นกพิราบสองตัวที่รับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นกพิราบถูกฝึกให้นำจรวดไปยังเป้าหมายด้วยการจิกไปที่ เป้าหมายบนจอซึ่งติดตั้งไว้ภายในหัวจรวด (ระบบนำวิถีด้วยวิทยุทำให้พวกมันไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในการฝึกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจอสัมผัสหรือทัชสกรีนในปัจจุบัน) โครงการพิราบตรวจอากาศสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาโดยห้องปฏิบัติการพลูมแลบส์ (Plume Labs) ของโรเมน ลาคอมบ์ เพื่อช่วย สร้างความเข้าใจให้สาธารณชนเกี่ยวกับอากาศที่ พวกเขาหายใจ การศึกษาชิ้นหนึ่งประมาณการว่า มลพิษในอากาศของลอนดอนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 9,416 รายในแต่ละปี โครงการพิราบตรวจอากาศได้ผลเกินคาดจนสามารถชักจูงให้อาสาสมัครที่เป็นมนุษย์สวมใส่อุปกรณ์แบบเดียวกัน ซึ่งนับแต่นั้นสามารถทำแผนที่คุณภาพอากาศของเส้นทางต่างๆ ในลอนดอนรวมแล้ว 2,100 กิโลเมตร “เราใช้อะไรที่ตรงข้ามกับเทคโนโลยีเพื่อทำ สิ่งที่ลํ้าสมัยเอามาก ๆ” ลาคอมบ์บอก ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ถ้านกพิราบช่วยให้คนหันมาสนใจปัญหานี้ได้ ก็จะเป็นอะไรไปเล่า” เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย: DIGITASSLBI; APIC/HULTON ARCHIVE/GETTY IMAGES […]

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

วิกฤตต้นสนคริสต์มาสเกาหลี ผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศบนเกาะเจจู

บนฮันลา ภูเขาที่สูงที่สุดในเกาหลีใต้มีป่าต้นสนขนาดเล็กกระจุกตัวอยู่ จนมีชื่อเล่นว่า “ป่าต้นคริสต์มาส” แม้จะมองเผิน ๆ เหมือนกับต้นสนคลาสสิกแบบที่ทั่วโลกคุ้นเคย แต่แท้จริงแล้วนี่คือต้นสน Abies koreana สายพันธุ์เฉพาะที่เติบโตบนเกาะเจจูเท่านั้น ความพิเศษของต้นสนพันธุ์นี้ อยู่ที่ขนาดเล็กเพียง 30-60 ฟุต เมื่อเทียบกับต้นสนสายพันธุ์อื่น ๆ ที่อาจสูงถึง 300 ฟุต ใช้เวลาเกือบ 30 ปีกว่าจะเติบโตเต็มที่ และยังผลิตโคนต้นสนซึ่งเป็นรวงบรรจุเมล็ดตั้งแต่ยังมีความสูงเพียง 3 ฟุตเท่านั้น ปรากฏการณ์ของต้นสนคริสต์มาสในเกาหลีพึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมกับจำนวนประชากร 30% ของประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ และกลายมาเป็นวันหยุดประจำชาติหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ไม่นาน บวกกับข้อจำกัดของสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้คนต้องอยู่แต่บ้าน นั่นทำให้ผู้คนกระตือรือร้นในการมองหาต้นไม้สำหรับการตกแต่งบ้านมากขึ้น เช่นเดียวกันกับต้นสนคริสต์มาสที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาสำหรับการอยู่อาศัยก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ความต้องการต้นคริสต์มาสที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นตัวการที่ทำให้ป่าต้นคริสต์มาสลดจำนวนลง หากแต่สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นต่างหากที่ทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของต้นสนสูญหายไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยเป็นทิวทัศน์เขียวขจีที่ปกคลุมไปด้วยหิมะบนความสูงเกือบ 6,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ในตอนนี้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนป่าแห่งนี้ได้พบกับความสูญเสียของป่าอย่างเห็นได้ชัด – ต้นไม้หลายร้อยต้นล้มลงแบบถอนรากถอนโคน เปลือกลำต้นที่ลอกออกเป็นแผ่น และกิ่งก้านเหี่ยวแห้งที่แผ่นออกไปยังท้องฟ้า “กลายเป็นว่าผู้คนหยุดถ่ายเซลฟี่กันตรงนี้ เพราะต้นไม้ดูแปลกมาก” โดยที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นต้นไม้ชนิดใด หรือทำไมมันถึงตาย คิม […]

แอนตาร์กติกา โลกที่อาจไม่มีวันหวนคืน

เมื่อภูมิภาคแอนตาร์กติกร้อนขึ้น กฎเกณฑ์ของชีวิตก็ถูกทำลายลง นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะส่งผลอย่างไรต่ออนาคต