สายธารสีเขียวในคนรุ่นใหม่ - National Geographic Thailand

สายธารสีเขียวในคนรุ่นใหม่

ภายหลังการเสียชีวิต เรื่องราวของสืบ นาคะเสถียร ในฐานะที่เป็นนักอนุรักษ์ผู้ประกาศตนพูดแทนสัตว์ป่าและข้าราชการกรมป่าไม้ที่ซื่อสัตย์ เสียสละ และต่อสู้เพื่อสวัสดิภาพและสวัสดิการของลูกน้องผู้พิทักษ์ป่า ได้รับการบอกเล่าอย่างหนักแน่นทรงพลังผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับความน่าเชื่อถืออย่างนิตยสาร สารคดี ซึ่งมีวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นบรรณาธิการบริหารและนักเขียนแทบจะทันที

นอกเหนือจากความจริงที่ว่า ความตายของสืบ นาคะเสถียร เป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้สังคมไทยสะเทือนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเสียชีวิตที่เกี่ยวพันกับการปกป้องป่าผืนสำคัญของประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่วันชัยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทั้งยังเป็นเลขาธิการของมูลนิธิฯ นานแปดปีด้วยนั้น ทำให้นิตยสารดังกล่าวนำเสนอเรื่องราวของทั้งสืบ ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร และการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยผลิตพ็อกเก็ตบุ๊กว่าด้วยชีวิตและความตายของสืบ นาคะเสถียร จากข้อเขียนของวันชัยซึ่งพิมพ์ออกมาหลายหมื่นเล่ม

พูดได้ว่าเรื่องราวของสืบ นาคะเสถียร ลงหลักปักฐานในสังคมด้วยสารคดีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคนั้น นอกจากนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเองก็จัดงานรำลึกสืบ นาคะเสถียร ในวันที่ 1 กันยายน ของทุกปี มีคอนเสิร์ตและจำหน่ายเสื้อยืด สมุดบันทึก โปสเตอร์ที่เผยแพร่แนวคิดของสืบออกมาจำนวนหลายพันชิ้นในแต่ละปี

ความตายครั้งนั้นเปิดโลกแห่งความเข้าใจป่า สัตว์ป่า ธรรมชาติ และผลกระทบของโครงการพัฒนาใหญ่ใจกลางป่า มากพอ ๆ กับสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ในยุคนั้นได้เข้าร่วมทำงานอนุรักษ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งตัวผมเองด้วยเช่นกัน

ผ่านไป 30 ปี เมื่อวิกฤติทางสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่แต่เรื่องการสร้างเขื่อน การบุกรุกทำลายป่า หรือการขาดความรู้ด้านระบบนิเวศ แต่ขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับชุมชนจนถึงระดับโลก อย่างไม่มีขอบเขตอีกต่อไป การเข้าถึงข้อมูลและตระหนักรู้ถึงวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นใหม่ ทำให้ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมใน พ.ศ. นี้ หาใช่ผู้นำประเทศไหนหรือองค์การระหว่างประเทศใด แต่กลับเป็นเยาวชนอย่างเกรียตา ทุนแบร์ย และผองเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันทั่วโลก

ในบ้านเรา คนรุ่นใหม่วัย 20 ต้น ๆ เลยไปจนถึง 30 กลาง ๆ ต่างลุกขึ้นมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในองค์กรไม่แสวงหากำไร หรือทำธุรกิจเพื่อสังคม จำนวนไม่น้อยรู้จักเรื่องราวของสืบ นาคะเสถียร และได้แรงบันดาลใจหรือมองเห็นการประยุกต์เทคนิควิธีการทำงานอนุรักษ์ตามแบบอย่างของเขา

อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิชาการของมูลนิธิในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เธอประทับใจสืบตั้งแต่เด็ก ๆ จากการได้ดูสารคดีตอนที่สืบช่วยชีวิตสัตว์ป่าในรายการ ส่องโลก ที่ออกอากาศซํ้าทุกปี อรยุพากล่าวว่า “ยิ่งได้มีโอกาสฟังเรื่องราวจากคนใกล้ชิดที่รู้จักเขา ก็ยิ่งศรัทธา ทั้งเรื่องความซื่อสัตย์ ความอดทน ความเสียสละ และการเอาใจใส่ลูกน้อง ความเอาจริงเอาจังในงานวิชาการ การคัดค้านโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าไม้ สัตว์ป่า หรือแม้แต่การสร้างคนอนุรักษ์รุ่นใหม่ให้เข้าใจธรรมชาติผ่านการบรรยายตามโรงเรียน” อรยุพายึดถือสืบเป็นแบบอย่างในการทำงาน “แม้จะไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของความเสียสละแต่เราก็จะพยายามให้เต็มที่ที่สุดค่ะ”

ส่วนเจ้าหน้าที่น้องใหม่ของมูลนิธิอย่างภูริช วรรธโนรมณ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บอกว่า สืบเป็นไอคอนของการอนุรักษ์ ที่แม้เขาจะ “เกิดไม่ทันยุคคุณสืบทำงาน แต่ก็ได้อ่านประวัติ ได้ศึกษา ได้เห็นการทำงานของคุณสืบ” แต่ชีวิตของสืบ “เหมือนเป็นการจุดไฟการทำงานอนุรักษ์ให้กระจายออกไป เกิดเป็นกระแสสังคมได้” ภูริชกล่าว

แต่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรไม่ได้เป็นเพียงองค์กรเดียวที่เปิดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติ มีหนุ่มสาวอีกมากมายที่ก่อตั้งกลุ่มอิสระขนาดเล็กและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมตามแนวทางของตนเอง

โชคนิธิ คงชุ่ม หรือ “เก่ง กลุ่มใบไม้” ผู้ก่อตั้งและหัวหน้ากลุ่มใบไม้ บอกผมว่า ความศรัทธาในตัวสืบ นาคะเสถียร เริ่มต้นจากบทเพลง “สืบทอดเจตนา” (2533) ของคาราบาว จนเขาต้องขวนขวายค้นคว้าประวัติชีวิตและการทำงานของสืบที่ทั้งสะเทือนใจและตื่นเต้น “แต่พอโตขึ้นมาก็เริ่มสนใจวิธีการทำงานที่ใส่ใจทุกรายละเอียดและใช้หลายศาสตร์เข้ามาทำงานอนุรักษ์” โชคนิธิกล่าวและเสริมว่า “ผมเห็นคุณสืบเป็นนักวิชาการสัตว์ป่าที่ใช้ฐานคิดทางวิทยาศาสตร์ในการทำงาน ใช้ศิลปะในการสื่อสาร เช่น งานเขียน บทกลอน ภาพวาดลายเส้น และภาพถ่ายเห็นคุณสืบเป็นนักพูด นักบรรยาย ตระเวนออกไปตามโรงเรียนรอบป่าเพื่อสร้างความเข้าใจต่อผู้คน ไปจนถึงการทำงานวิชาการเพื่อเสนอเรื่องมรดกโลก”

โชคนิธิเห็นว่าทั้งหมดนั้นบันดาลใจก็จริง แต่ “เราน่าจะมองว่า คุณสืบมีวิธีคิดในการทำงานอย่างไรบ้าง และนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอด พัฒนาเลือกใช้ มากกว่าการมองเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว” ซึ่งเป็นสิ่งที่รุจิระ มหาพรหม นักวิจัยสัตว์ป่ารุ่นใหม่ที่กำลังทำวิจัยปริญญาเอกเรื่องเสือปลา คิดเหมือนกัน “พี่สืบพยายามอย่างมากที่จะใช้หลายศาสตร์เข้ามาแก้ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการป่าไม้ สัตว์ป่า แกไม่ได้มองเรื่องงานอนุรักษ์อย่างเดียว แต่พยายามศึกษาทางออกอื่น ๆ ด้วย”

แต่สืบไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่อยู่แต่ในแวดวงวิจัยและอนุรักษ์สายตรงเท่านั้น สุภัชญา เตชะชูเชิด หนึ่งในผู้ก่อตั้งธุรกิจยั่งยืนอย่าง Refill Station ก็มีสืบเป็น “แรงใจยามที่เจอโจทย์ยาก ๆ เพราะอาสืบเป็นคนที่ทำมากกว่าเรา เหนื่อยกว่าเรา” เธอบอกว่า “เราเกิดมาก็เป็นช่วงที่อาสืบเสียชีวิตไปแล้ว แต่เรื่องของอาสืบยังถูกเล่าอยู่ในทุกค่ายสิ่งแวดล้อม”

ตั้งแต่ 30 ปีก่อน ชีวิต การทำงาน และความตายของสืบ นาคะเสถียร ถูกถ่ายทอดต่อกันมาในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลาย ผ่านวิธีพื้นฐานที่สุดอย่างเรื่องเล่าในค่ายสิ่งแวดล้อมที่มีเพียงนักเรียนนักศึกษาไม่กี่คนรับฟังหรือถูกกระจายออกไปสู่มวลชนนับล้านทางโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่บทเพลงเพื่อชีวิตทั้งกระแสหลักและกระแสรอง รวมทั้งบทความ บทกวี ภาพถ่าย โปสเตอร์ และเสื้อยืดนับพันนับหมื่นตัวด้วย

ไม่น่าแปลกใจที่ครั้งหนึ่งเมื่อมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศในรอบ 50 ปี ปรากฏว่าสืบ นาคะเสถียร เป็นสามัญชนที่สังคมเสียดายต่อการจากไปมากที่สุดเป็นอันดับสอง (อันดับหนึ่งคือหลวงปู่แหวน สุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่)

เช่นเดียวกัน เรื่องเล่าของสืบและการรำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร ในปีนี้ ก็จะยังคงถูกเล่าผ่านสื่อดั้งเดิมอย่างนิตยสาร เช่น สารคดี และ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เล่มนี้และในสื่อใหม่ทางออนไลน์อีกหลายสำนัก แม้แต่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเองก็มี “Seub Channel” ที่นำเสนอคลิปวิดีโอในยูทูบและรายการในพอดแคสต์ เพื่อเผยแพร่ความคิดและอุดมการณ์ของสืบ นาคะเสถียร ต่อไปให้สมสมัย

สองปีก่อน ในปาฐกถางานรำลึก 28 ปีแห่งการจากไปของสืบ นาคะเสถียร ศศิน เฉลิมลาภ กล่าวไว้ว่า “ในระดับโลก การอนุรักษ์ไม่ได้หมายความอื่นใด นอกจากการเลือกที่จะลงมือทำ เลือกที่รักษาบางสิ่งเอาไว้ และแลกมาด้วยการทำงานหนักของนักอนุรักษ์ เราหยุดการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสมดุลของระบบนิเวศทั้งในปัจจุบันและอนาคตไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างผู้คนในฝ่ายอนุรักษ์ให้เกิดขึ้น ในทุก ๆ ระดับได้ ตั้งแต่อาสาสมัครพิทักษ์ธรรมชาติในหมู่บ้านสักแห่ง ไปจนถึงคนระดับประธานาธิบดีอย่างแอมานุแอล มาครง และอดีตรองประธานาธิบดีอย่างอัล กอร์ เราหวังเพียงว่าการทำงานของเราจะช่วยหน่วงการทำลายไว้ให้ทันหัวใจที่อยากจะเปลี่ยนแปลงโลกได้สักวัน”

จนถึงวันนี้ ก็ยังมีคนรุ่นใหม่มากมายที่รู้จักสืบ นาคะเสถียร และสืบทอดเจตนาของเขาด้วยการทำงานตามเส้นทางของตัวเอง สายธารของเจตนา ความมุ่งมั่น ความคิด และการทำงานของสืบยังไหลริน และไม่เพียงจะยังไม่ล้าสมัย แต่ยังมีที่ทางในวัฒนธรรมกระแสหลัก และกำลังไหลเคลื่อนไปสู่อนาคตข้างหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ในยุคสมัยที่งานอนุรักษ์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

แต่เป็นทางรอดเดียวร่วมกันของมนุษยชาติ

เรื่อง ดร.เพชร มโนปวิตร
ภาพ เอกรัตน์ ปัญญะธารา


ตั้งแต่วันที่ 1-5 กันยายน พ.ศ. 2563 National Geographic Thailand จะนำเสนอสารคดีชุด “รำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร สืบสานงานอนุรักษ์ในโลกยุคใหม่” ยาว 5 ตอน โดย ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และนักเขียนสารคดีสิ่งแวดล้อม และถ่ายภาพโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


สารคดีชุด รำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร: สืบสานงานอนุรักษ์ในโลกยุคใหม่

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: ก้าวข้ามภารกิจเดิม


สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2563 

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2

เรื่องแนะนำ

การผลิตอาหารจากสัตว์มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร

ความท้าทายสำหรับประชากรโลก เมื่อผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การผลิตอาหารจากปศุสัตว์ และประมง กำลังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การผลิตอาหารจากสัตว์ รายงานการประเมินประจำปีของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ได้สร้างกระแสกการอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวงกว้าง โดย IPCC เชื่อว่า หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับมหัพภาคให้ทันท่วงที การจำกัดอุณหภูมิไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส หรือแม้แต่ 2 องศาเซลเซียส จะเป็นไปไม่ได้เลย การผลิตอาหารจากสัตว์ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของสภาพภูมิอากาศไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายพันปี และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสร้างผลกระทบที่ไม่อาจแก้ไข่ได้ ผานเหมา ไจ่ ประธานร่วมของคณะกรรมการ IPCC กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคบนโลกแล้วในหลายๆ ด้าน และการเปลี่ยนแปลงก็มีแต่จะเกิดบ่อยขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น” เนื้อหาบางส่วนในรายงานชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้น ฤดูร้อนยาวนานขึ้น และฤดูหนาวสั้นลง ฝนตกอย่างหนักและเกิดอุทกภัย ในขณะที่หลายๆ ภูมิภาคจะประสบภัยแล้งรุนแรง ในรายงานได้เตือนถึงระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิของนำทะเลจะสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในมหาสมุทร การกลายเป็นกรดของน้ำทะเล และระดับออกซิเจนที่ลดลง “การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจนำไปสู่หายนะซึ่งคาดว่าเกิดจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเกิดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ เช่น น้ำท่วมในเยอรมนีและเบลเยียมที่คร่าชีวิตผู้คนไป 209 คน และในจีนอีก 33 คน ภัยแล้งครั้งรุนแรงที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คน […]

เป้าหมายสีเขียวของดูไบ

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เพื่อดื่มด่ำกับความหลุดโลกของดูไบ นครที่ซึ่งแท่งคอนกรีต กระจก และเหล็กกล้า ผุดขึ้นราวดอกเห็ด และแผ่ขยายท่ามกลางผืนทรายอันร้อนแล้งของทะเลทรายอาหรับในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มจากการลองไปเล่นสกีดูก่อน เมื่อมองจากด้านนอกศูนย์การค้าเดอะมอลล์ออฟดิเอมิเรตส์ ทางลาดของลานสกีดูราวกับยานอวกาศสีเงินที่ปักลงไปในพื้น เมื่อเข้าไปด้านใน คุณอาจเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แล้วค่อยผลักประตูกระจกเข้าไปยังลานสกีดูไบ เสื้อยืดคอกลมที่ระลึกที่ผมซื้อมามีภาพวาดการ์ตูนเป็นภาพเทอร์มอมิเตอร์หน่วยเป็นองศาเซลเซียส เขียนว่า “ฉันเปลี่ยนจาก +50 เป็น -8” จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกหนาวถึงขนาดนั้นเมื่ออยู่บนลานสกี แต่อุณหภูมิภายนอกในดูไบอาจสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียสได้ในฤดูร้อน ความชื้นยิ่งชวนให้อึดอัดเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่แทบไม่มีฝนเลย ดูไบมีปริมาณฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตรต่อปี และไม่มีแม่น้ำที่อยู่ถาวร อีกทั้งแทบไม่มีผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แล้วถิ่นฐานบ้านเรือนแบบไหนถึงจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  ดูไบเคยเป็นหมู่บ้านประมงและเมืองท่าค้าขายที่ทั้งเล็กและยากจนมาหลายร้อยปี แล้วการเติบโตอย่างพรวดพราดจากน้ำมันและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนโฉมที่นี่ให้กลายเป็นเมืองแห่งเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยผลงานด้านสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์  และยังมีท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย “ถ้าจะพูดกันถึงความยั่งยืนแล้วละก็ คุณคงไม่มาสร้างที่นี่หรอกครับ” ยานุส โรสตอก สถาปนิกคนสำคัญจากโคเปนเฮเกนผู้มาตั้งรกรากที่นี่ บอก ทว่านครแห่งความยั่งยืนนี่แหละ คือเป้าหมายที่รัฐบาลดูไบประกาศว่า ต้องการจะสร้างให้สำเร็จ ดูไบกับความยั่งยืนอย่างนั้นหรือ รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ คุณอาจคิดในใจ ช่วงปีแห่งความเติบโตเหล่านั้นทำให้ดูไบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้นเหลือ อันเป็นผลพวงจากการมีพลังงานฟอสซิลราคาถูก […]

ก่อนทะเลสาบเหือดแห้ง

สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น ภัยแล้ง และการใช้ประโยชน์เกินขีดจำกัด กำลังทำให้ทะเลสาบขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งของโลกแห้งขอดลง คุกคามต่อทั้งถิ่นอาศัยและวัฒนธรรม

โลกร้อนเรื่องหลอกลวง? เหตุใดจึงยังมีผู้คนที่ “ไม่เชื่อ” เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือปัญหาโลกร้อน คือปัญหาระดับโลกที่มนุษยชาติต้องหาหนทางแก้ไข แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้และพยายามโต้แย้งว่าเป็นเรื่องไม่จริง เหตุใดพวกเขาจึงเชื่อเช่นนั้น หนึ่งในเนื้อหาสำคัญจากสุนทรพจน์ของเกรตา ทูนแบร์ก (สุนทรพจน์เดียวกับ How dare you – พวกคุณกล้าดียังไง ที่เคยเป็นกระแสในโลกออนไลน์) ซึ่งได้กล่าวไว้ในเวทีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UN Climate Action Summit 2019 ณ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน คือการพูดถึงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่าได้พิสูจน์เห็นแจ้งเรื่องภาวะผลกระทบต่างๆจากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติแล้ว และผู้นำแต่ละประเทศควรยอมรับความจริงนี้และหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ก่อนที่โลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีบุคคลจำนวนมากที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ ยกตัวอย่างเช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้แสดงออกชัดเจนมาโดยตลอดว่าเขาปฏิเสธข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องโลกร้อนทั้งหลาย ล่าสุด เขาได้นำประเทศสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับโลกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำไมถึงมีผู้คนที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหลักแล้ว การปฏิเสธความจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่าง ข้อเท็จจริง (fact) และ ค่านิยม (Value) ผู้คนจำนวนไม่น้อยปฏิเสธเรื่องวิกฤติการณ์ภูมิอากาศ อาจเป็นเพราะพวกเขามีความรู้สึกผิดบางอย่างอยู่กับตัว ปกติแล้ว การรับรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกี่ยวข้องกับการยอมรับข้อเท็จจริงในบางกรณี ซึ่งการยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับทั้ง […]