World Update: ระดับคาร์บอนไดออกไซด์โลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 50% - National Geographic Thailand

World Update: ระดับคาร์บอนไดออกไซด์โลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 50%

ระดับคาร์บอนไดออกไซด์โลกในปัจจุบันแตะระดับสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 50 ทำให้โลกร้อนขึ้นได้อีกหลายพันปี

ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศและหอดูดาวเมานาโลอา (Mauna Loa) บนภูเขาสูงของฮาวายระบุว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 421 ส่วนต่อล้านส่วน (ppm) ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากปีที่แล้ว (2021) 1.8 ส่วนต่อล้านส่วน สูงกว่ายุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 50 และจะทำให้อากาศโลกอบอุ่น (หรือร้อนขึ้น) ไปได้อีกหลายพันปี

“หลักฐานทางวิทยาศาสตร์นั้นยากที่จะมีอะไรมาหักล้างได้” ริค สปินราด (Rick Spinrad) ผู้บริหารขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ที่เป็นเจ้าของหอดูดาวเมานาโลอากล่าว “มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของเราต้องปรับตัว”

เขาเสริมว่า “เราสามารถเห็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบตัวเราได้ทุกวัน การเพิ่มชึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไม่หยุดยั้งตามที่เราวัดได้ เป็นการเตือนอย่างชัดเจนว่าเราจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วน”

ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อการขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การตัดไม้ทำลายป่า การเกษตร การผลิตปูนซีเมนต์ และอื่น ๆ อีกมากมาย และส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก “คลื่นความร้อนมากขึ้น น้ำท่วมมากขึ้น แห้งแล้งมากขึ้น พายุขนาดใหญ่และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น” โดนัล วีบเบิล (Donald Wuebbles) นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์กล่าว

รายงานระบุว่าระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่า 400 ppm นี้ครั้งก่อนเกิดขึ้นเมื่อราว 4.1 ถึง 4.5 ล้านปี หรือที่รู้จักในชื่อยุคไฟลิโอซีน ซึ่งเป็นยุคก่อนที่โฮมินิดส์ สายพันธุ์บรรพบุรุษของมนุษย์รุ่นแรกๆ จะเดินตัวตรง โลกสมัยนั้นอุณหภูมิสูงกว่าปัจจุบัน 3.9 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบัน 5 ถึง 25 เมตร หากเกิดขึ้นในปัจจุบัน (ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นแน่นอนหากระดับคาร์บอนยังคงเพิ่มสูงต่อเนื่อง) จะทำให้เมืองใหญ่หลายเมืองริมทะเลจมน้ำ

อย่างไรก็ตามข้อมูลระบุว่าในเวลานั้นอุณหภูมิค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยเป็นไปในระยะเวลาหลายร้อยปี ต่างกับปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจน “ดูเหมือนว่าโลกกำลังเดินทางไปสู่หายนะ และรัฐบาลคิดว่าการจัดการนั้นยากเกินไป” บิล แฮรย์ (Bill Hare) ผู้บริหารของ Climate Analytics กล่าว

ในขณะที่ ราฟท์ คีลิง (Ralph Keeling) นักธรณีวิทยาที่หอดูดาวเมานาโลอากล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่าเศร้า เราขาดพลังในการร่วมมือเพื่อลดการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แม้การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่อาจเร่งตัวขึ้นอีกต่อไป แต่เรายังคงแข่งกันด้วยความเร็วสูงสุดเพื่อพาโลกไปสู่หายนะ”

“เราจะได้เห็นผลกระทบที่น่าสยดสยองกว่าเดิมกับโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้น 3 องศา เช่นคลื่นความร้อนในอินเดียและปากีสถาน รวมทั้งน้ำท่วมในภูมิภาคเดียวกัน และนี่เป็นเพียงการเริ่มต้น” บิล แฮรย์กล่าว

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา
.
https://www.noaa.gov/news-release/carbon-dioxide-now-more-than-50-higher-than-pre-industrial-levels
.
https://www.theguardian.com/environment/2022/jun/06/carbon-dioxide-levels-increase-global-heating-study
.
https://abcnews.go.com/Technology/wireStory/carbon-dioxide-levels-atmosphere-shoot-past-key-milestone-85165358


อ่านเพิ่มเติม World Update: รายงานเผย โลกร้อนขึ้น ทำให้มนุษย์เสี่ยงตายเพิ่มขึ้น

โลกร้อนขึ้น

เรื่องแนะนำ

รู้จัก “ฝุ่น” 6 แบบ พฤติกรรมและที่มา โดยทีมวิจัยคณะสิ่งแวดล้อม ม.เกษตรศาสตร์

ฝุ่นมีหลายหน้า และไม่ได้มาจากปรากฏการณ์เดียว คุณจำอดีตที่ผ่านมาได้ไหม? วันที่เราไม่แน่ใจว่า มวลอากาศสีขาวที่ลอยอยู่ไกลๆ มันคือหมอกหรือควัน แล้วคุณจำอดีตที่ผ่านมาได้ไหม? วันที่เครื่องฟอกอากาศเป็นเทคโนโลยีที่ผู้คนยังสงสัย นั่นเพราะการฟอกอากาศภายในบ้านในวันนั้นยังไม่ใช่เรื่องจำเป็น PM 2.5 คืออะไร? ดัชนีอากาศระดับไหนที่จะเป็นอันตราย? เครื่องฟอกอากาศแพงไปไหม และอีก ฯลฯ คำถาม ว่าด้วยสภาพอากาศและฝุ่นของคนเมืองที่เคยเป็นข้อสงสัยในอดีต หากเมื่อเวลาผ่านเราแทบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา คนเมืองต่างรู้จัก “ฝุ่น” มากขึ้น ไม่ว่าจากประสบการณ์ตรงหรือ Big Data ก้อนใหญ่ซึ่งผ่านตาในหลายรูปแบบ “ฝุ่นเมือง” ทั้ง 6 แบบ แม้เราจะรู้ดีว่าฝุ่น PM2.5 ทำให้เจ็บป่วย แต่ถ้าถามคำถามแบบไม่ซับซ้อนว่า ฝุ่นในเมืองมีกี่แบบ และหน้าตาของฝุ่นเป็นอย่างไรบ้าง เรากลับอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมแทบไม่ได้ ถึงเช่นนั้น หากจะหาทีมงานที่รู้จัก “ฝุ่นเมือง” ถ้าให้ชี้เฉพาะลงไปก็คือ “ฝุ่นกรุงเทพ” มากที่สุด คลุกคลีกับฝุ่นยาวนานที่สุด หนีไม่พ้น ทีมวิจัยคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมโดย ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ […]

เมื่อไต้หวันเปลี่ยนจักรยานยนต์นับแสนคันเป็น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

 Gogoro สตาร์ทอัพ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ทำให้ชาวไต้หวันเปลี่ยนมาใช้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แทนจักรยานยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการสร้างสถานีสลับแบตเตอรี เกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ ไต้หวันมีประชากรเพียง 23 ล้านคน ในขณะที่มีจำนวนสกู๊ตเตอร์ทั่วประเทศอยู่ถึง 14 ล้านคัน เท่ากับว่าในประชากร 2 คน หนึ่งคนเป็นเจ้าของสกู๊ตเตอร์ สกู๊ตเตอร์คือมอเตอร์ไซต์ขนาดเบา ที่มีล้อเล็ก ทำให้สามารถใช้งานในเมืองได้สะดวกกว่ามอเตอร์ไซต์ขนาดปกติ แต่อย่างไรก็ตามสกู๊ตเตอร์เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันปิโตรเลียม เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ต่างกัน ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ระบุออกมานานนับศตวรรษแล้วว่า สภาวะเรือนกระจกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภูมิอากาศโลก ด้วยการเข้าไปปกคลุมชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงโลกขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ฝุ่นพิษ PM 2.5 ความเลวร้ายทางสภาพอากาศล่าสุดที่คนไทยส่วนใหญ่เพิ่งทำความรู้จักและตระหนักเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็มีสาเหตุหนึ่งมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบคมนาคมเช่นกัน ดังนั้นประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าไทยถึง 14 เท่าอย่างไต้หวัน แต่มีจำนวนจักรยานยนต์น้อยกว่าเพียงไม่กี่ล้านคัน (ประเทศไทยมีจำนวนจักรยานประมาณ 20 ล้านคัน) จึงประสบปัญหาภาวะทางอากาศอย่างรุนแรงเช่นกัน มีการคาดการณ์ว่ามลพิษ PM 2.5 ของไต้หวันกว่า 20 เปอร์เซ็นต์มาจากจักรยานยนต์ แม้โดยทั่วไปแล้วพวกมันจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่ารถยนต์และประหยัดน้ำมันมากกว่า แต่ก็ปล่อยไฮโดรคาร์บอนมากกว่าซึ่งจะสร้างหมอกควันไนโตรเจนออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์ แต่นั่นคืออดีต… […]

ชีวิตกลางดงไฟและแก๊สพิษ ของคนงานเหมือง กำมะถัน คาวาอีเจียน

นับจากอดีต มนุษย์ประดิษฐ์ล้อเพื่อช่วยในการขนส่ง ทว่าในคาวาอีเจียน คนงานเหมือง กำมะถัน ยังคงพึ่งพาสองบ่าของตนเอง… อากาศเช้านี้สดใสพอสมควร เหมาะแก่การไปเยือนคาวาอีเจียน (Kawah Ijen) ณ เวลานี้ เรามองเห็นปล่องภูเขาไฟได้อย่างแจ่มชัด มวลควันอวลกลิ่น กำมะถัน ที่ปกคลุมหาได้บดบังความงามของทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้มาเยือน อันที่จริงทะเลสาบสีฟ้าสดเหนือปากปล่องบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ไกลออกไป แคลดีรา (caldera) หรือแอ่งภูเขาไฟขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา แอ่งภูเขาไฟและทะเลสาบที่งดงามจนทำให้ใครหลายคนแทบลืมหายใจนี้ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งใหญ่ในสมัยไพลสโตซีน ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไฟอีเจียนอันเก่าแก่และสูงเสียดฟ้าด้วยความสูงกว่า 3,500 เมตร ทุกวันนี้ภูเขาไฟเก่าแก่ลูกนี้ก็ยังมีพลังอยู่ ทำให้คาวาอีเจียนเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่มีฤทธิ์เป็นกรดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาวาอีเจียนตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของเกาะชวาอินโดนีเซีย ประเทศที่รุ่มรวยไปด้วยภูเขาไฟมีพลังมากกว่า 100 ลูกกระจายอยู่ตามเกาะสำคัญต่าง ๆ นักเดินทางสามารถมาเยือนคาวาอีเจียนได้จากเมืองบอนโดโวโซ (Bondowoso) หรือบันยูวังกี (Banyuwangi) ในชวาตะวันออก แต่ส่วนใหญ่มักเลือกเส้นทางจากทางบอนโดโวโซ เพราะถนนหนทางสะดวกกว่า และยังเห็นทัศนียภาพของแอ่งภูเขาไฟได้ตลอดทางจนถึงเบสแคมป์ อีเจียน (Ijen) ตามรูปศัพท์มีความหมายว่า สงบวิเวกกระนั้น ภูเขาไฟลูกนี้หาได้อยู่เพียงลำพังหรือโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะ ณ ปากปล่องภูเขาไฟยังมีผู้คนอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง พวกเขาคือคนงานเหมืองกำมะถันผู้เริ่มต้นชีวิตที่นี่ตั้งแต่รุ่งสาง รถบรรทุกคันแรกมาถึงเบสแคมป์พร้อมคนงานเหมืองหลายสิบคนจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป พวกเขากระโดดลงจากรถอย่างกระปรี้กระเปร่า เป็นสัญญาณว่าพร้อมเริ่มงาน แต่ละคนเร่งรุดไปยังเพิงพักเพื่อหยิบตะกร้า ก่อนเดินเรียงแถวมุ่งหน้าสู่ปล่องภูเขาไฟ คนงานบางคนคุยกันไปพลาง […]

อุทยานแห่งอนาคต

เรื่อง มิเชลล์ ไนฮัส ภาพถ่าย คีท แลดซินสกี บนผืนดินแคบๆยาว 60 กิโลเมตรนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย อุทยานชายฝั่งแห่งชาติเกาะแอสซาทีก (Assateague Island National Seashore) ค่อยๆเคลื่อนไปทางตะวันตกทีละน้อย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เฮอร์ริเคนและพายุน้อยใหญ่พัดพาทรายจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเกาะไปถมหนองน้ำที่อยู่ริมชายฝั่งอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้เกาะขยับเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ “เจ๋งใช่ไหมล่ะครับ” อิชเมล เอนนิส พูดขึ้น “วิวัฒนาการไงครับ!” เขายิ้มให้ชายหาดเบื้องหน้าที่มีตอไม้ กิ่งก้านหงิกงอ และเศษพีตกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของหนองน้ำซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ ก่อนพายุจะพัดทรายมาทับถม บัดนี้หนองน้ำปรากฏให้เห็นอีกครั้งทางตะวันออกเมื่อเกาะเคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ เอนนิสผู้เพิ่งเกษียณจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงประจำอุทยาน เผชิญพายุที่นี่มานักต่อนัก จะว่าไปแล้ว อุทยานชายฝั่งแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากพายุน้อยใหญ่ที่พัดในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1962 พายุใหญ่พัดถล่มแอสซาทีกพร้อมกับลบชื่อของโอเชียนบีช รีสอร์ตตากอากาศใหม่เอี่ยม โดยทำลายถนนและอาคาร 30 หลังแรก รวมทั้งความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการให้พังภินท์ นักอนุรักษ์อาศัยโอกาสนี้เสนอให้รัฐสภาออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ แอสซาทีกคือเกาะสันดอนปลอดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวที่สุดริมชายฝั่งของรัฐแถบแอตแลนติกตอนกลาง โด่งดังเรื่องม้าแคระป่าแหล่งดูดาวโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และทัศนียภาพเงียบสงบของมหาสมุทร นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้พายุรุนแรงขึ้น ระดับทะเลสูงขึ้น และการเคลื่อนสู่ตะวันตกอย่างเนิบช้าของเกาะแอสซาทีกอาจเร็วขึ้น เอนนิสรู้จักเกาะนี้ดีพอที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเริ่มขึ้นแล้ว ที่ปลายเกาะด้านใต้ […]