พายุเฮอร์ริเคน มีความรุนแรงและคงตัวนานขึ้นบนพื้นดิน - เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

พายุเฮอร์ริเคน มีความรุนแรงและคงตัวนานขึ้นบนพื้นดิน

การศึกษาครั้งใหม่ทำให้ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ พายุเฮอร์ริเคน มีพลังทำลายล้างมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ผืนดิน

การศึกษาใหม่ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Nature ได้วิเคราะห์ว่า พายุเฮอร์ริเคน ที่พัดถล่มอเมริกาเหนือตั้งแต่ปี 1967-2018 พบว่า พายุเฮอร์ริเคนที่ขึ้นฝั่งในปี 1960 จะสูญเสียความรุนแรงไปร้อยละ 75 ในวันแรก แต่ในปี 2018 พายุเฮอร์ริเคนที่ขึ้นฝั่งในวันแรกจะสูญเสียความรุนแรงไปเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น

ในปี 2020 ฤดูพายุเฮอร์ริเคนได้ทำลายสถิติที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีพายุทั้งหมด 29 ลูกที่ยังคงสร้างความเสียหายต่อไปอีกหลายสัปดาห์ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสิ้นสุดประมาณวันที่ 30 พฤศจิกายน ชายฝั่งตามแนวอ่าวของสหรัฐอเมริกาได้รับความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบันพายุเฮอร์ริเคนอีทา ซึ่งเป็นพายุระดับ 1 กำลังเคลื่อนตัวไปทางชายฝั่งตะวันตกของฟลอริดา ในขณะที่ประชาชนตามชายฝั่งเรียนรู้ที่จะรับมือกับพายุที่ทวีความรุนแรงขึ้น งานวิจัยใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากพายุมีกำลังมากขึ้น และอ่อนกำลังช้าลงเมื่อขึ้นฝั่งแล้ว

นักวิจัยกล่าวว่าอุณหภูมิของมหาสมุทรที่ร้อนขึ้นส่งผลให้พายุก่อตัวนานขึ้นเมื่ออยู่บนผืนดิน หากมนุษย์ยังคงเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ความรุนแรงของพายุเฮอร์ริเคนบางลูกที่ทั้งลมและฝน อาจเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลมประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจเคลื่อนไปไกลจากชายฝั่งมากกว่าเดิม ซ้ำร้ายจะส่งผลกระทบต่อชุมชนที่ไม่มีความพร้อมสำหรับการรับมือกับภัยพิบัติมาก่อน

 

พายุเฮอร์ริเคน
เฮอร์ริเคนไมเคิลที่เกิดขึ้นในปี 2018 เป็นพายุระดับ 4 ได้สร้างความเสียหายมูลค่าประมาณ 25.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 757.3 พันล้านบาท การศึกษาใหม่พบว่า พายุเฮอร์ริเคนอยู่บนแผ่นดินนานกว่าในอดีต เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอาจสร้างความเสียหายให้กับชุมชนมากขึ้น ภาพถ่าย : NOAA

พวกเขารู้ได้อย่างไร

“การค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างพายุเฮอร์ริเคนที่มีการก่อตัวนานขึ้นบนบกและมหาสมุทรที่ร้อนขึ้นเป็นเรื่องบังเอิญ” นักวิจัยกล่าว

พายุเฮอร์ริเคน
คลื่นทะเลที่เกิดจากพายุเฮอร์ริเคนเลสลี ซัดเข้าชายฝั่งใกล้เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2018 ภาพถ่าย : PATRICIA DE MELO MOREIRA

Pinaki Chakraborty หัวหน้าภาควิชากลศาสตร์ของไหล สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโอกีนาวะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “เรากำลังศึกษาวิวัฒนาการของพายุเฮอร์ริเคนที่เคลื่อนตัวอยู่บนพื้นดินโดยใช้แบบจำลองเสมือนจริงและเก็บข้อมูลที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองที่มีอยู่ทั่วไป”

Pinaki Chakraborty กล่าวว่า แบบจำลองที่มีอยู่ทั่วไปไม่ได้นับรวมข้อมูลเรื่องความชื้นที่เพิ่มขึ้นของพายุเฮอร์ริเคนที่กักเก็บไว้ขณะพัดหมุนตัวอยู่บนพื้นดิน

ภูมิอากาศแบบอบอุ่นมีความชื้นมากกว่าภูมิอากาศแบบหนาวเย็น และการศึกษาก่อนหน้านี้หลายงานวิจัยแสดงให้ว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพายุเฮอร์ริเคนที่มีปริมาณน้ำฝนมากขึ้น หากเปรียบพายุเฮอร์ริเคนคือเครื่องยนต์ น้ำทะเลอุ่นที่อยู่ใต้ทะเลก็เสมือนเชื้อเพลิง เมื่อน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงมากเป็นพิเศษ เช่น ในทะเลแคริบเบียน และอ่าวเม็กซิโก ย่อมส่งผลให้พายุเฮอร์ริเคนมีกำลังสูงขึ้นได้

เราจำเป็นต้องปรับตัวหรือไม่

การศึกษาชิ้นใหม่ไม่ได้อ้างอิงถึงพายุเฮอร์ริเคนที่เกิดขึ้นในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องกันว่า พายุหนึ่งลูกหรือแม้แต่ช่วงฤดูพายุเฮอร์ริเคนไม่สามารถเชื่อมโยงโดยตรงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ได้

ถ้าพายุเฮอร์ริเคนในอนาคตเป็นไปตามงานวิจัยนี้ บริเวณทวีปแอตแลนติกควรปรับแผนและเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เตรียมอพยพล่วงหน้าก่อนพายุจะเคลื่อนตัวมาถึง

สู่การยืนยัน

นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ใหม่นี้และเข้าใจถึงผลกระทบของมัน

“ฉันคิดว่าการรวมรวบข้อมูลและการสร้างแบบจำลองอย่างง่ายเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก” Dan Chavas นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศของมหาวิทยาลัย Purdue และหนึ่งในผู้ตรวจสอบของการศึกษากล่าว “ ฉันคิดว่าผลกระทบมีอยู่จริง แต่คำถามคือผลกระทบดังกล่าวรุนแรงเพียงใด”

Pinaki Chakraborty กล่าวว่า จำเป็นต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ส่งผลกระทบต่อพายุเฮอร์ริเคน และรายละเอียดทางกายภาพเกี่ยวกับความชื้นที่เพิ่มขึ้น ที่ส่งผลต่อการหมุนของพายุเฮอร์ริเคนบนพื้นดิน ขณะนี้ ทวีปอเมริกาเหนือ ถือว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับพายุเฮอร์ริเคนที่ดี และมากที่สุด แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงต้องใช้ทฤษฎีนี้เกี่ยวกับพายุหมุนเขตร้อนในสถานที่อื่น ๆ

“งานของ Chakraborty ชี้ให้เห็นว่า ทฤษฎีนี้อาจประยุกต์ใช้กับการเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ด้วย แต่สำหรับตอนนี้การวิจัยในมหาสมุทรแอตแลนติกถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการเข้าใจผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อพายุเฮอร์ริเคน” Dan Chavas กล่าว

เรื่อง : ซาราห์ กิบเบ็นส์

***แปลและเรียบเรียงโดย พชร พงศ์ยี่ล่า

โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หน้าต่างบานใหม่สู่สภาพอากาศ

สภาพอากาศ, เอเวอเรสต์

เรื่องแนะนำ

ป่าชายเลน ผืนใหญ่ที่สุดในโลก : ซุนดาร์บันส์

ป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนาม ซุนดาร์บันส์ (Sundarbans) หยัดยืนอยู่ดั่งกำแพงสีเขียวที่คอยดูดซับคลื่นพายุซัดฝั่ง และลดทอนกำลังพายุไซโคลน สำหรับชาวบ้าน ป่าผืนนี้ยังเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ คำถามคือจะอีกนานเพียงใด

ขยะพลาสติกในทะเล จะมีจำนวนหลายร้อยตันในปี 2040 หากไม่มีมาตรการแก้ไขใดๆ

แผนการณ์อันทะเยอทะยานที่ใช้เวลาสร้างขึ้นกว่า 2 ปี อาจเป็นทางแก้ปัญหา ขยะพลาสติกในทะเล ได้ มีการคาดว่าจำนวน ขยะพลาสติกในทะเล ที่ไหลลงสู่มหาสมุทรในทุกปีจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในปี 2040 หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 29 ล้านเมตริกตัน งานวิจัยใหม่ที่ใช้เวลาศึกษากว่า 2 ปี แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการรณรงค์เพื่อจำกัดมลพิษจากพลาสติก และมีการให้คำแนะนำถึงแผนอันทะเยอทะยานในการลดขยะซึ่งไหลลงสู่ทะเลเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีผู้ใดทราบชัดเจนว่าพลาสติกซึ่งไม่สามารถทำลายได้เหล่านี้รวมตัวในทะเลมากน้อยเพียงใด โดยการคาดการณ์ที่ดีที่สุดในปี 2015 มีจำนวนอยู่ที่ 150 เมตริกตัน หากอนุมานว่าพลาสติกเหล่านี้ยังคงอยู่เหมือนเดิม งานศึกษาคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 600 เมตริกตันในปี 2040 โครงการที่พัฒนาโดยกองทุนเพื่อการกุศลพิว (Pew Charitable trusts) และบริษัท SYSTEMIQ สถาบันคลังสมองด้านสิ่งแวดล้อมในกรุงลอนดอนได้เรียกร้องให้อุตสาหกรรมผลิตพลาสติกระดับโลกเปลี่ยนการผลิตสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ประกอบไปด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และรีไซเคิล ซึ่งถ้าเกิดขึ้นได้จริง ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันกล่าวว่าการไหลของพลาสติกสู่มหาสมุทรอาจลดลงถึงร้อยละ 80 ในช่วงสองทศวรรษข้างหน้า แต่ถ้าเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านช้าไป 5 ปี ก็จะมีขยะพลาสติกเพิ่มเติมว่า 80 เมตริกตันลงสู่ชายฝั่ง โดยร่างแผนที่ชื่อว่า System Change Scenario […]

ปะการังกินขยะพลาสติก แทนอาหารตามธรรมชาติ

การศึกษาล่าสุดพบว่า อนุภาคเล็กๆ ของพลาสติกอาจเป็นตัวการนำเชื้อก่อโรคที่ส่งผลให้ปะการังป่วยหรือตายได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ปะการังกินขยะพลาสติก ชิ้นเล็กๆ เข้าไป และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ดูเหมือนว่าพวกมันเลือกกินขยะพลาสติกชิ้นเล็กๆ หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ไมโครพลาสติก” มากกว่าอาหารตามธรรมชาติ แม้ว่าพลาสติกเหล่านี้มีแบคทีเรียที่อาจคร่าชีวิตได้ก็ตาม การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences รายงานการสำรวจปะการังที่อยู่แถบชายฝั่งโรดไอแลนด์ พบว่า ที่ผ่านมา ปะการังในทะเลเขตร้อนเริ่มคุ้นเคยกับการกินไมโครพลาสติกมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อพวกมันเอง ผลการสำรวจล่าสุดพบว่า ไมโครพลาสติกเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ยอดภูเขาสูงไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตหลายชนิด ตั้งแต่ปลาไปจนถึงนกต่างกินไมโครพลาสติกเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ที่กินไมโครพลาสติกผ่านการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและอาหาร แรนดี โรตชัน นักชีววิทยาแนวปะการัง มหาวิทยาลัยบอสตัน หัวหน้าทีมวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ในช่วงแรกที่ทำวิจัยเรื่องระบบนิเวศทางทะเล เธอไม่คาดหวังการวิจัยที่เกี่ยวกับผลกระทบจากพลาสติก แต่พลาสติกเหล่านี้ปรากฏในการวิจัยอยู่เนืองๆ จนไม่สามารถเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้ เมื่อคุณศึกษาระบบนิเวศหรือสิ่งมีชีวิตในทะเล คุณมักพบกับไมโครพลาสติกอยู่เสมอ ร้ายยิ่งกว่าอาหารขยะ โรตชันและทีมวิจัยเก็บตัวอย่างปะการังชนิด Astrangia poculata จากสี่โคโลนีที่อยู่นอกชายฝั่งแอตแลนติก จากแมสซาชูเซตส์ไปจนถึงอ่าวเม็กซิโก พวกเขาเลือกบริเวณนอกชายฝั่งของโรดไอแลนด์เป็นพื้นที่ศึกษา เพราะใกล้กับเมือง ซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งที่ได้รับผลกระทบจากพลาสติกผ่านมลพิษทางน้ำ เมื่อกลับมายังห้องปฏิบัติการ […]

นี่เห็ดหรือไข่เอเลี่ยนฟักเป็นตัวกันแน่

“เห็ดนิ้วมือปีศาจ”  (Devil’s Fingers Fungus) จะตามหลอกหลอนคุณ…เพราะนี่คือเห็ดหน้าตาพิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่รู้จักกัน ใครจะไปรู้ว่า บางทีสัตว์ประหลาดหน้าตาขยะแขยงที่เห็นในภาพยนตร์สยองขวัญอาจได้แรงบันดาลใจมาจากโลกธรรมชาตินี่เอง ลองนึกภาพว่า คุณกำลังมะงุมมะงาหราคลำทางอยู่กลางป่ามืดๆ แล้วจู่ๆก็พบก้อนอะไรสักอย่างโผล่ขึ้นมาจากพื้นป่าบ้างมีหนวดคล้ายหมึกยักษ์โผล่ออกมาพร้อมกลิ่นเหม็นๆ และเมือกลื่นๆ นี่คือเห็ดที่มีชื่อคล้ายหมึกยักษ์ว่า Octopus Stinkhorn หรืออีกชื่อหนึ่งคือ นิ้วมือปีศาจ (devil’s fingers) แคที ฮอดจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดราจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ อธิบายว่า “เห็ดเหล่านี้จะแทงหนวดสีแดงสดปกคลุมด้วยเมือกสีเขียวอมดำเป็นหย่อมๆ ออกมาเปลือกบางๆ ของฐานรูปทรงคล้ายไข่ พวกมันน่าดูมาก” เห็ดเหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน อาศัยกินเศษไม้ เมื่อถึงเวลาขยายพันธุ์ พวกมันจะเติบโตขึ้นจนมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ หรือหนวดหมึกยักษ์ พร้อมกับเริ่มปล่อยเมือกเหนียวๆ ที่มีกลิ่นคล้ายปลาเน่าออกมา เมือกนี้เต็มไปด้วยสปอร์ของเห็ด ฮอดจ์บอกว่า “พวกมันไม่ได้ตั้งใจหรือพยายามจะมีหน้าตาเหมือนนิ้วมือเราหรอกค่ะ พวกมันหวังให้มีแมลงวันบินผ่านมาและถ้าให้ดีก็มาเกาะบนเมือกเหล่านี้ ก่อนบินจากไปพร้อมสปอร์” ถ้าลูกๆของพวกมันโชคดีพอ แมลงวันเหล่านั้นอาจจะไป เกาะบนไม้สักท่อนซึ่งจะกลายเป็นอาหารให้เห็ดหน้าตาประหลาดรุ่นต่อไป   อ่านเพิ่มเติม : ดื่มด่ำไปกับการผลิบานของหมู่มวลดอกไม้ ผ่านวิดีโอไทม์แลปส์, หลบหนีความวุ่นวายไปกับภาพความมหัศจรรย์แห่งแอนตาร์กติกา