หน้าต่างบานใหม่สู่ สภาพอากาศ - National Geographic Thailand

หน้าต่างบานใหม่สู่สภาพอากาศ

พวกเขาออกติดตั้งสถานีตรวจวัด สภาพอากาศ ที่สูงที่สุดของโลก เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เข้าถึงข้อมูลที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับลมที่กำหนดทิศทาง และความรุนแรงของพายุ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักปีนเขาสามคนหารือกันบนสันเขาด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมานต์เอเวอเรสต์ ขณะที่แสงแรกของวันอาบไล้ที่ราบสูงทิเบต ต่ำลงไปกว่า 1.5 กิโลเมตรเบื้องล่าง แสงอาทิตย์สาดส่องหมู่เมฆที่ลอยเรี่ย ลาดเขาห่มหิมะ

ชายทั้งสามที่สวมชุดบุขนเป็ดหนา หน้ากากออกซิเจน และไฟคาดศีรษะ แทบไม่ได้มองทิวทัศน์ พวกเขามีเวลาจำกัด เช่นเดียวกับออกซิเจนที่ขนมา แล้วยังมีความเสี่ยงว่า สภาพอากาศแปรปรวน อันขึ้นชื่อของที่นี่อาจเล่นงานพวกเขาอย่างฉับพลัน เท่าที่เป็นอยู่ก็นับว่าพวกเขาล่าช้าแล้ว เพราะติดกลุ่มนักปีนเขาที่กรูขึ้นมาหวังจะพิชิตยอดเขาจากฝั่งเนปาลในวันนั้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2019 แต่ตอนนี้ พวกเขาไม่มีเวลาวิตกเรื่องนั้น ทุกคนง่วนกับงานตรงหน้า รื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ และทำตามแผนที่ซักซ้อมกันไว้ชนิดละเอียดยิบ เพื่อติดตั้งสถานีตรวจวัด สภาพอากาศ ที่สูงที่สุดในโลก

อิงคา คอช นักอุทกวิทยาธารน้ำแข็ง เก็บตัวอย่างหิมะใกล้ยอดเขาโลบูเชซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก เอเวอเรสต์ เธอกับทีมงานเก็บตัวอย่างน้ำและหิมะกว่าหนึ่งร้อยตัวอย่างจากเอเวอเรสต์และทั่วภูมิภาคคุมบู ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถประเมินองค์ประกอบทางเคมีของแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ได้ (ภาพถ่าย: เอริก ดัฟต์)

ขณะที่พวกเขาสาละวนกันอยู่นั้น เบเกอร์ แพร์รี ชายคนหนึ่งในทีม ก็รู้สึกถึงความตระหนก ที่พลุ่งพล่านขึ้น ระหว่างที่รื้อค้นเป้หลังของทีมอย่างลนลาน และพบว่าชิ้นส่วนเล็กๆ แต่สำคัญสองชิ้นของสถานีตรวจวัดสภาพอากาศหายไป นั่นคือท่ออะลูมิเนียมขนาด 2.5 เซนติเมตรที่ติดกับเซนเซอร์ตรวจวัดลมบนเสากลางของสถานี แพร์รีกับเพื่อนร่วมทีม ได้แก่ ทอม แมตทิวส์ และปานูรู เชอร์ปา จ้องหน้ากัน ราวกับจะซึมซับข้อเท็จจริงดังกล่าวเข้าสู่สมองที่ขาดออกซิเจน แล้วช่วยกันคิดหาทางออก

แมตทิวส์กับแพร์รี ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศด้วยกันทั้งคู่ ใช้เวลาหลายเดือนเตรียมการเพื่อช่วงเวลานี้ ทีมของเขาออกแบบและสร้างส่วนประกอบหลายชิ้นของโครงสร้างสูงสอง เมตร หนัก 50 กิโลกรัม เพื่อให้ทนต่อความหนาวเย็นสุดขั้วและกระแสลมแรงระดับพายุเฮอริเคน ที่ต้องเผชิญบนจุดสูงสุดของโลก พวกเขาทดสอบผลงานการออกแบบในสหรัฐอเมริกาและเนปาล จากนั้นก็ฝึกประกอบชิ้นส่วนอย่างยากลำบากกับผู้นำทีมปีนเขา ปานูรู เชอร์ปา และทีมคนนำทาง ผู้ช่ำชอง

เอเวอเรสต์, ปีนเขา, สำรวจอากาศ
ในการปีนขึ้นโตนน้ำแข็งคุมบู นักปีนเขาต้องผ่านเส้นทางที่มีอุปสรรคอันตรายจากการก่อตัวของน้ำแข็งที่แปรเปลี่ยนไปมา นักปีนเขาต้องอาศัยแผ่นตะปูติดพื้นรองเท้าและเดินตามทางที่มีเชือกขึงถาวรโดยผู้นำทางชาวเชอร์ปาที่มีประสบการณ์ (ภาพถ่าย: เดิร์ก คอลลินส์)

เหตุผลเบื้องหลังภารกิจเสี่ยงภัยและต้นทุนสูงนี้ คือการเปิดจุดบอดสำคัญบางจุดให้นักวิทยาศาสตร์ที่ขาดข้อมูลต่อเนื่องจากระดับความสูงต่างๆ จุดบอดหนึ่งคือลม ซึ่งเป็นตัวแปรทางสภาพภูมิอากาศสำคัญ ด้วยระดับความสูง 8,850 เมตร เมานต์เอเวอเรสต์เป็นหนึ่งในยอดเขาไม่กี่แห่งของโลกที่สูงพอจะเสียดแทงกระแสลมกรดบริเวณกึ่งโซนร้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในแถบกระแสลมทรงพลังแคบๆ ที่หมุนวนรอบโลก ส่งอิทธิพลต่อทุกอย่าง ตั้งแต่เส้นทางพายุไปจนถึงฤดูกาลเพาะปลูก จุดบอดอีกจุดหนึ่งคือรูปแบบการตกของหิมะที่หล่อเลี้ยงธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บนความสูงเกิน 5,000 เมตร

ที่ผ่านมา ทีมติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศได้แล้วสามแห่ง โดยอีกสองแห่งที่เหลือคือ ที่เซาท์โคลและบนยอดเขา พยากรณ์อากาศบอกว่า ลมจะบางเบาบนยอดเขาในช่วงสองสามวันนี้ ดังนั้น แมตทิวส์, แพร์รี และทีมปีนเขาชาวเชอร์ปาของปานูรูจึงเก็บข้าวของออกจากเบสแคมป์เพื่อไปยังเซาท์โคลที่ใช้เวลาสี่วัน

ตอนแรก ทุกอย่างเป็นไปตามแผน และเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม ทีมก็ติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่เซาท์โคลสำเร็จ พวกเขาตั้งแคมป์พักและเช็คพยากรณ์อากาศวันรุ่งขึ้น “เรามีพยากรณ์อากาศที่ขัดแย้งกันสองชุดครับ” แมตทิวส์เท้าความหลัง “ชุดหนึ่งบอกว่าลมจะพัดจัดขึ้น”

สภาพอากาศ, เอเวอเรสต์
แสงไฟของเบสแคมป์ส่องสว่างตรงเชิงเขาเอเวอเรสต์ ขณะที่ไฟคาดศีรษะของนักปีนเขาก่อตัวเป็นสายแสง เผยให้เห็นความคืบหน้าในการปีนโตนน้ำแข็งคุมบูของพวกเขา ซึ่งจะปลอดภัยที่สุดในช่วงกลางคืนที่อุณหภูมิต่ำกว่าเยือกแข็ง (ภาพถ่าย: มาร์ก ฟิชเชอร์)

ขณะที่ลมยามเย็นพัดเต็นท์ของพวกเขากระพือ แมตทิวส์กับแพร์รีก็สูดออกซิเจนกระป๋อง พลางคิดสะระตะว่าจะล้มเลิกความพยายามขึ้นยอดเขาดีหรือไม่ แต่พอตกกลางคืน ลมก็สงบและพยากรณ์อากาศใหม่ก็มาถึง ปานูรูเคาะหลังคาเต็นท์ให้ออกเดินทางต่อ เมฆก้อนใหญ่ลอยผ่านภูเขาขณะที่พวกเขาออกจากเซาท์โคลตอน 23.30 น. และหิมะก็เริ่มตกลงมาเป็นพักๆ ทำให้ทุกสิ่งตกอยู่ในความมืดและม่านสีเทา

“เราคืบหน้าได้เร็วในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นก็รั้งท้าย” แพร์รีบอก มีแถวยาวของนักปีนเขาหลายสิบคน ซึ่งบางคนออกจากแคมป์สี่ตั้งแต่ห้าโมงเย็น แทบจะหยุดรอกันนิ่งๆ ตรงช่วงหนึ่งของเส้นทาง ที่รู้จักกันในชื่อ ไทรแองเกิลเฟซ

หลังจากเดินๆ หยุดๆ อยู่สองชั่วโมง ทีมก็ไปถึงบัลโคนี หรือพื้นที่ราบซึ่งอยู่ต่ำกว่ายอดเขาประมาณ 425 เมตร “เราเห็นคนต่อแถวข้างหน้า” แพร์รีบอก “และตระหนักว่าเราเจอสถานการณ์ลำบากเข้าแล้ว”

ระหว่างที่แพร์รี, แมตทิวส์ และปานูรู ประเมินสถานการณ์อยู่นั้น ค่ำคืนมืดมิดก็เคลื่อนคล้อย สู่รุ่งสาง แทนที่จะไปต่อ พวกเขาตัดสินใจติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่บัลโคนี “เราติดตั้งสถานี ที่ เซาท์โคลเมื่อวันก่อน” แพร์รีบอกและเสริมว่า “ทีมเชอร์ปาของเรารู้วิธีทำเกือบทุกอย่างแล้ว”

สภาพอากาศ, นักสำรวจ, เอเวอเรสต์
ตอนฟ้าสาง ทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและชาวเชอร์ปาจากโครงการสำรวจเอเวอเรสต์เพื่อโลกที่ยั่งยืนของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกและโรเล็กซ์ ติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่สูงที่สุดในโลกที่ระดับความสูง 8,430 เมตร บนชะง่อนผาน้ำแข็งแห่งหนึ่งของเอเวอเรสต์ที่รู้จักกันในชื่อบัลโคนี (ภาพถ่าย: มาร์ก ฟิชเชอร์)

ก่อนปักเสา ฐานที่เป็นสามขาแต่ละฐานต้องยึดกับหินด้วยสว่านที่ใช้แบตเตอรี่ แต่แบตเตอรี่ ไม่ทำงานเพราะความหนาวเย็น แมตทิวส์กับลูกมือชาวเชอร์ปาสองคน ได้แก่ อูร์เคนกับฟู ตาซี เอาแบตเตอรี่ใส่เสื้อขนเป็ดของตัวเอง “เรากระโดดไปมาอยู่สามสิบนาทีเหมือนแม่นกเพนกวิน พยายามกกแบตเตอรี่ให้อุ่น”

พอแก้ปัญหาแบตเตอรี่ได้ พวกเขาก็ตระหนักว่า ท่อสำหรับติดตั้งเซนเซอร์ลมซึ่งเป็นใบพัดเล็กๆ สองอันที่วัดความเร็วและทิศทางลมหายไป “เรากลับลงไปโดยไม่ติดตั้งเซนเซอร์ลมไม่ได้ครับ” แพร์รีบอก “เราจึงเริ่มระดมสมองกัน”

แพร์รีเห็นด้ามจับพลั่วอะลูมิเนียมที่ทีมขนขึ้นไปมีเส้นผ่านศูนย์กลางใกล้เคียงท่อที่หายไป ผู้นำทางคนหนึ่งที่ชื่อลักปา กยัลเจน เชอร์ปา คว้าค้อนมาทุบด้ามจับนั้นให้กระชับพอดี จากนั้น แพร์รี ก็พันเทปหนังไก่รอบๆ

“สถานีตรวจวัดสภาพอากาศเป็นอะไรที่ทันสมัยสุดๆ นะครับ” แมตทิวส์บอก “แต่ถ้าเข้าไปดูใกล้ๆ คุณจะเห็นด้ามจับพลั่วสีส้มและน้ำเงินสดใสพันเทปหนังไก่เต็มไปหมด”

เรื่อง เฟรดดี วิลคินสัน
ภาพถ่าย มาร์ก ฟิชเชอร์, เดิร์ก คอลลินส์, และเอริก ดัฟต์

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2563 วางจำหน่ายที่ร้านหนังสือ หรือสามารถสั่งซื้อทางเซ็บไซต์ได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/506990


อ่านเพิ่มเติม ปริศนาอันยืนยงของเอเวอเรสต์

เรื่องแนะนำ

เมืองหลวงของอินโดนีเซีย จาการ์ตา กำลังจมทะเล รัฐบาลจะแก้ปัญหาได้หรือไม่

อินโดนีเซียวางโครงการขนาดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูกรุง จาการ์ตา โดยเฉพาะ แต่การย้ายเมืองหลวงแห่งนี้ไปเกาะอื่นและการสร้างกำแพงยักษ์ล้อมรอบเมืองจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ หากยังมองข้ามต้นเหตุที่ยังซุกเอาไว้ ณ กรุง จาการ์ตา กำแพงกั้นน้ำทะเลเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถป้องกันชุมชนต่าง ๆ ทางตอนเหนือของเมืองจากน้ำที่กำลังเอ่อท่วมได้ กำแพงสูงราวสองเมตรนี้เป็นโครงการของรัฐบาลอินโดนีเซียซึ่งจัดตั้งในปี พ.ศ. 2545 โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อประวิงเวลาให้ประชากรในเมืองได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยไม่ต้องกังวลถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่กำลังแย่ลงเนื่องจากพื้นที่ของเกาะแห่งนี้กำลังทรุดตัวและจมลงจากระดับน้ำทะเลซึ่งสูงขึ้นทุกปี ในปัจจุบันนี้นอกจากปัญหาน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุนสูงแล้วยังมีอีกหลายพื้นที่ในจาการ์ตาที่ต้องเผชิญกับอุทกภัยรุนแรงอยู่เป็นระยะ ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ. 2562 ประธานาธิบดีโจโค วิโดโดจึงประกาศว่าจะย้ายเมืองหลวงของอินโดนีเซียจากกรุงจาการ์ตาบนเกาะชวาไปยังเมืองจะที่สร้างขึ้นใหม่ ณ เกาะบอร์เนียว หากรัฐบาลย้ายเมืองหลวงและทอดทิ้งเมืองที่กำลังจมแห่งนี้ไป ประชากรกว่า 10 ล้านคนที่ยังอาศัยอยู่บนเกาะจะทำอย่างไร แม้จะมีโครงการขยายเขตกำแพงกั้นน้ำทะเลและโครงการสร้างเกาะเทียมบริเวณอ่าวจาการ์ตาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่งบประมาณสำหรับทั้งสองโครงการนี้ยังไม่ถูกกำหนดอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เกิดแผ่นดินทรุดหรือการขาดแคลนน้ำซึ่งนำไปสู่การสูบน้ำบาดาลมาใช้มากเกินไปก็ยังถูกซุกไว้ใต้พรม ผืนดินที่ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 สร้างความกังวลอย่างมากให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยใกล้บริเวณชายฝั่งเนื่องจากระดับน้ำทะเลนั้นสูงจนเกือบจะมิดกำแพงแล้ว นอกจากนี้ความเสียหายของกำแพง เช่น รอยแตกหรือรูที่ทำให้น้ำไหลซึมเข้ามา สร้างปัญหาให้กับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ตลอดเวลา ปัญหาที่ฝังรากลึก ทำเลซึ่งตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากน้ำที่มีแม่น้ำถึง 13 สายไหลผ่านทำให้น้ำท่วมเป็นปัญหาคู่เมืองจาการ์ตามาหลายศตวรรษ เดิมทีบริเวณนี้เต็มไปด้วยป่าชายเลนที่ช่วยป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งได้เป็นอย่างดี ทว่าในช่วงที่ตกอยู่ใต้อาณานิคม ป่าเหล่านี้กลับถูกทำลายจนเหลือเพียงไม่กี่แห่งที่ยังสมบูรณ์อยู่ เมื่ออินโดนีเซียตกเป็นหนึ่งในอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2163 เจ้าของอาณานิคมหรือชาวดัตช์ก็เริ่มปรับเปลี่ยนเมืองหลวงแห่งนี้ให้มีรูปแบบคล้ายคลึงกับบ้านเมืองของตนโดยเริ่มวางผังเมืองใหม่ สร้างตึกที่ทันสมัย นอกจากนั้นยังขุดคลองเพื่อคุมทิศทางน้ำและป้องกันไม่ให้เกิดการท่วม แม้การปรับปรุงเมืองนี้จะทำให้เมืองหลวงของอินโดนีเซียเป็นระบบระเบียบขึ้น แต่บรรดานักวิจัย […]

ความร้อนเร่งให้สารเคมีในพลาสติกละลายปนเปื้อนอาหารเข้าสู่ร่างกาย

(ภาพปก) แม้การดื่มน้ำจากขวดน้ำครั้งเดียวใช้แล้วทิ้งซึ่งถูกวางทิ้งไว้ในอากาศร้อนจะไม่ทำให้คุณเจ็บปวด แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการใช้งาน บรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่ถูกวางทิ้งไว้ในอากาศอันร้อนระอุ ภาพโดย MARK THIESSEN, NATIONAL GEOGRAPHIC ยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไร พลาสติกยิ่งอาจปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่อากาศร้อน การเลือกดื่มเครื่องดื่มจากขวดพลาสติกเป็นเรื่องที่หลายคนคุ้นชิน แต่ก่อนที่คุณจะดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเพื่อเติมน้ำในร่างกาย คุณคงต้องคิดให้ดีในเรื่องที่พลาสติกมีโอกาสบุบสลายภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ร้อนระอุ “ยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไหร่ ส่วนผสมต่างๆ ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีโอกาสเข้าไปปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่มมากเท่านั้น” โรลฟ์ ฮัลเดน (Rolf Halden) ผู้อำนวยการศูนย์วิศวกรรมสุขภาพสิ่งแวดล้อม แห่งสถาบันการออกแบบชีวภาพ มหาวิทยาลัยแอริโซนา กล่าว บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกโดยส่วนใหญ่ได้ปล่อยสารเคมีจำนวนเล็กน้อยลงไปในอาหารหรือเครื่องดื่มที่บรรจุอยู่ในพลาสติก เมื่อเวลาผ่านไปและอุณหภูมิสูงขึ้น พันธะเคมีในพลาสติกจะแตกตัวและมีแนวโน้มเกิดการละลาย จากการศึกษาของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา พบว่า จำนวนของสารเคมีดังกล่าวมีน้อยเกินกว่าจะให้เกิดปัญหาสุขภาพ แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังคิดในแง่ของผลกระทบระยะยาวของการที่ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยพลาสติก หากร่างกายสะสุมอนุภาคเล็กๆ เหล่านี้ ก็อาจเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นได้ พลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในยามที่อากาศร้อนระอุ ขวดพลาสติกโดยส่วนใหญ่ที่เรามักพบตามชั้นวางสินค้าในซุปเปอร์มาเกตทำมาจากพลาสติกที่ชื่อว่า พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (polyethylene terephthalate – PET) ซึ่งเป็นพลาสติกที่มีการนำไปรีไซเคิลมากที่สุด นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต ได้ศึกษาว่าความร้อนได้เร่งการสลายแร่พลวง (antinomy) ในขวดพลาสติกประเทศ PET อย่างไรบ้าง โดยแร่พลวงถูกนำไปใช้เพื่อผลิตพลาสติก ซึ่งสามารถเป็นพิษได้หากมีการใช้มากไป และยิ่งในวันที่อากาศร้อนมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่น้ำจะมีการปนเปื้อนมากเท่านั้น […]

ลูกเพนกวินนับพันตัวกำลังหายไปเพราะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาละลาย

ลูก เพนกวินจักรพรรดิ นับพันตัวต้องจมน้ำไปหลังจากที่แผ่นน้ำแข็งที่พวกมันเติบโตมาละลายเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal Antarctic Science เปิดเผยว่า นิคมที่อยู่อาศัยของ เพนเกวินจักรพรรดิ ที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังละลาย พร้อมกับลูกนกเพนเกวินที่หายไปหลังจากแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาเริ่มแตกกระจาย หลังจากหายนะการพังทลายของแผ่นน้ำแข็ง Halley Bay ซึ่งเคยเป็นนิคมที่อยู่อาศัยของเพนกวินจักรพรรดิที่ใหญ่ที่สุดในปี 2016 ก็ไม่พบว่ามีนกเพนกวินขยายพันธุ์ในพื้นที่ตรงนั้นอีก นอกจากนี้ หลังจากผ่านมา 3 ปี นกเพนกวินเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ในการสร้างประชากรขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นกัน โดยปกติแล้ว เพนกวินจักรพรรดิ ราว 15,000-24,000 คู่ จะไปยังจุดผสมพันธุ์ที่ Halley Bay ซึ่งคิดเป็นจำนวนร้อยละ 5-9 ของจำนวนเพนกวินทั้งโลก แต่ทว่าในปัจจุบัน ไม่มีเพนกวินจักรพรรดิไปที่นั่นอีกแล้ว ตามคำกล่าวของนักเหล่าวิทยาศาสตร์จาก British Antarcic Survey ซึ่งพวกเขาค้นพบปรากฏการณ์น่าเศร้านี้จากภาพถ่ายทางอากาศเพื่อสำรวจประชากรเพนกวิน “ผมไม่เคยเห็นความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ของเพนกวินแบบนี้มา 60 ปีแล้ว” ฟิล ทราธาน หัวหน้านักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ (conservation biology) ของ British Antarcic Survey ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ […]

โลกมีมหาสมุทรแห่งใหม่แล้ว คุณสามารถบอกชื่อทั้ง 5 แห่ง ได้หรือไม่

เนื่องในวันมหาสมุทรโลก ปี 2021 นักวาดแผนที่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวว่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกรากของทวีปแอนตาร์ติกมีความโดดเด่น และเหมาะสมที่จะมีชื่อเป็นของตนเอง นั่นคือ “มหาสมุทรใต้” สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับ มหาสมุทรใต้ ที่ล้อมรอบทวีปแอนตาร์กติกา พวกเขาทราบดีว่ามันไม่เหมือนที่อื่น “ใครก็ตามที่เคยย่างเข้าไปต่างยากที่จะอธิบายถึงสิ่งความพิศวงของมัน แต่พวกเขามีความเห็นที่ตรงกันคือ ธารน้ำแข็งมีสีฟ้ามากขึ้น อากาศเย็นลง ภูเขาที่ดูน่ากลัว และภูมิประเทศที่น่าดึงดูดใจมากกว่า เมื่อเทียบกับที่อื่นที่คุณสามารถเข้าถึงได้” เซธ ไซโครา-บอดี นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลขององค์การมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติอเมริกาหรือ NOAA และเป็นนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าว นับตั้งแต่เนชั่แนล จีโอกราฟฟิก เริ่มสร้างแผนที่ในปี 1915 เรารู้จักมหาสมุทรทั้งหมด 4 แห่งได้แก่ มหาสมุทรแอตแลนติก แปซิฟิก อินเดีย และอาร์กติก แต่ในวันมหาสมุทรโลก (8 มิถุนายน ของทุกปี) นี้ มหาสมุทรใต้จะถูกเพิ่มเข้าไปเป็นมหาสมุทรแห่งที่ห้าของโลกอย่างเป็นทางการ “มหาสมุทรใต้เป็นที่รู้จักของนักวิทยาศาสตร์มานานแล้ว แต่เนื่องจากไม่เคยมีข้อตกลงระดับนานาชาติ จึงไม่ได้มีการยอมรับอย่างเป็นทางการ” อเล็กซ์ เทต จากสมาคมนักภูมิศาสตร์ของเนชั่แนล จีโอกราฟฟิก กล่าว  นักภูมิศาสตร์ต่างถกเถียงกันว่า น่านน้ำรอบ ๆ […]