ความฝันแดนอาร์กติก รัตติกาล ขั้วโลก อันยาวนาน ในดินแดนเหนือสุดของรัสเซีย

ความฝันแดนอาร์กติก รัตติกาล ขั้วโลก อันยาวนาน ในดินแดนเหนือสุดของรัสเซีย

ชีวิตและตำนานถูกแช่แข็งในกาลเวลา
ระหว่างรัตติกาล ขั้วโลก อันยาวนาน
ในดินแดนเหนือสุดของรัสเซีย

ผู้คนกล่าวกันว่า เมื่อใดที่เราได้ซึมซับอาร์กติกเข้าไปแล้ว ดินแดน ขั้วโลก แห่งนี้จะเรียกหาเราตลอดไป

ฉันใช้เวลาในวัยเด็กวิ่งเล่นไปทั่วทุ่งทุนดรา และชื่นชมแสงเหนือขณะเดินไปโรงเรียนในช่วงรัตติกาลขั้วโลก (polar night) ชื่อเสนาะหูที่ใช้เรียกช่วงเวลาสองเดือนแห่งความมืดมิด ซึ่งหาได้เป็นเพียงฤดูหนาวของที่นี่ หากยังเป็นสภาวะหนึ่งของจิตใจด้วย

หลายปีก่อน ฉันทิ้งบ้านเกิดที่ติคซี เมืองท่าห่างไกลบนชายฝั่งทะเลแลปทิฟของรัสเซีย  เพื่อไปใช้ชีวิตตามเมืองใหญ่และประเทศต่างๆ แต่ภูมิภาคอาร์กติกพรํ่าเพรียกให้ฉันหวนกลับไปโดยตลอด ฉันโหยหาความเดียวดายกับจังหวะชีวิตที่เนิบช้าในภูมิทัศน์ทางตอนเหนือซึ่งปกคลุมด้วยนํ้าแข็งแห่งนี้จินตนาการของฉันโบยบินดังสายลมที่ไร้อุปสรรคขวางกั้น ฉันเป็นตัวเองอย่างแท้จริงเฉพาะเมื่ออยู่ที่นี่

ผู้คนที่ฉันบันทึกภาพก็ไม่ต่างไปมากนัก บางครั้งฉันคิดว่า เรื่องราวของพวกเขาเป็นเหมือนบทตอนในหนังสือ แต่ละบทเผยถึงความฝันแตกต่างกัน แต่ทุกบทเชื่อมโยงกับความรักต่อแผ่นดินนี้ด้วย แต่ละความฝันมีสีสันและบรรยากาศเฉพาะตัว แต่ละคนต่างมีเหตุผลที่จะอยู่ที่นี่

อาร์กติก, รัสเซีย, ไซบีเรีย
ในวันอันเงียบสงัดไร้ลม ในอ่าวเล็กแคบแห่งหนึ่งของทะเลแบเร็นตส์ ใกล้กับสถานีอุตุนิยมวิทยาโคโดวารีคา เวียเชสลาฟ โครอตกี ล่องลอยเพียงลำาพังในเรือที่ต่อขึ้นเอง เขาใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตทำงานตามสถานีห่างไกลในภูมิภาคอาร์กติก และบอกว่า เขารักดินแดนแถบนี้ที่เขาเรียกว่าบ้านมาสองทศวรรษแล้ว

ความฝันแรกเป็นของเวียเชสลาฟ โครอตกี ผู้รั้งตําแหน่งหัวหน้าอันยาวนานของสถานีอุตุนิยมวิทยาโคโดวารีคาบนคาบสมุทรตัดขาดจากโลกในทะเลแบเร็นตส์ ซึ่งเป็นสันดอนจะงอยแคบยาวกันดารที่โครอตกีบอกว่าให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเรือ เขาเป็นคนที่เรียกกันว่า โปลีอาร์นิค หรือผู้เชี่ยวชาญด้านขั้วโลกเหนือ และทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการทํางานในภูมิภาคอาร์กติก ปัจจุบันเขายังคงช่วยรายงานสภาพอากาศอยู่

ด้านนอกสถานี ฉันได้ยินเสียงนํ้าแข็งกําลังเคลื่อนขยับบดเสียดกัน ลมพัดโบกสายวิทยุส่งเสียงหวีดหวิว ภายในสถานีกลับเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของโครอตกีกับเสียงประตูดังเอี๊ยดอ๊าดบ่งบอกการเคลื่อนผ่านของกาลเวลา

อาร์กติก, รัสเซีย, ประภาคาร
โครอตกีย่ำเดินไปยังประภาคารที่ปิดให้บริการเมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว เวลาขาดแคลนฟืน เขาจะไปงัดฝาไม้ของประภาคารมาเผาให้ความอบอุ่นแก่สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ซึ่งเป็นทั้งที่พักอาศัยและที่ทำงาน ปัจจุบันสถานีดังกล่าวถูกแทนที่โดยอาคารหลังใหม่กว่าแล้ว

เขาจะออกจากสถานีทุก ๆ สามชั่วโมง แล้วกลับเข้ามาพร้อมกับพึมพําข้อมูลสภาพอากาศกับตัวเอง “ลมหรดีเฉียงใต้ความเร็ว 12 เมตรต่อวินาที ลมกระโชกความเร็วสูงสุด 18 เมตร ทวีกําลังแรงขึ้น ความกดอากาศลดลง พายุหิมะกําลังก่อตัว” จากนั้นเขาจะรายงานผ่านเครื่องส่งวิทยุโบราณเสียงแตกพร่าไปยังบุคคลผู้หนึ่งที่เขาไม่เคยพบเจอ

วันหนึ่งฉันรู้สึกเศร้า รัตติกาลขั้วโลกทําให้ความคิดของฉันพลุ่งพล่านสับสน ฉันมาหาโครอตกีพร้อมชาถ้วยหนึ่งและถามเขาว่า เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่คนเดียวทุกวันเหมือนเดิมแบบนี้ได้อย่างไร เขาบอกฉันว่า “คุณคาดหวังมากเกินไป ซึ่งคงเป็นเรื่องปกตินะผมว่า”

“แต่ทุกวันที่นี่ไม่เหมือนเดิมนะครับ คิดดูสิ วันนี้คุณได้เห็นแสงเหนือสว่างไสว แล้วก็ได้เห็นปรากฏการณ์ที่พบได้ยากมากของชั้นนํ้าแข็งผืนบางปกคลุมทะเล ไม่น่าดีใจหรอกหรือที่ได้เห็นดวงดาวในคํ่าคืนนี้ หลังจากหลบซ่อนไม่ให้เราเห็นอยู่หลังเมฆมากว่าหนึ่งสัปดาห์”

อาร์กติก, เปียโน, ขั้วโลกเหนือ
ฉันนึกภาพว่ามีเสียงดนตรีและดวงดาวส่องประกายระยิบระยับพร้อมเพรียงกัน หลังจากเดินเข้าไปในห้องเงียบสงัดห้องนี้เป็นครั้งแรก” อาร์บูกาเอวาเล่า “แต่แล้วฉันก็ได้ยินเสียงลมพัดประตูกระแทกปิดที่โถงทางเดินกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดแปลกๆ ในจินตนาการเลอะเลือนของฉัน ฉันคิดว่าฉันได้ยินเสียงฝีเท้าคน…แล้วฉันก็เผ่นเลยค่ะ”
อาร์กติก, ตุ๊กตา, ขั้วโลกเหนือ
ตุ๊กตาทำาเองพิงกายกับขอบหน้าต่างเคลือบเกล็ดน้ำแข็งของโรงเรียนร้างในดิคซอน ในยุครุ่งเรืองช่วงทศวรรษ  1980 เมืองนี้เป็นสัญลักษณ์ของความทะเยอทะยานในอาร์กติก และเป็นบ้านของประชากรราว 5,000 คน

ฉันรู้สึกผิดที่จ้องมองเข้าสู่โลกภายในตัวเองมากเกินไป จนลืมสังเกตโลกภายนอก นับแต่นั้นฉันก็พินิจทุกสิ่งอย่างละเอียด

ฉันอาศัยอยู่กับคู่รักหนุ่มสาวชื่อ เอฟเกเนีย คอสตีโควา และอีวาน ซิฟคอฟ เป็นเวลาหนึ่งเดือน พวกเขาทํางานเก็บข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาอยู่ในดินแดนสุดขอบโลกนํ้าแข็งอีกแห่งหนึ่งของรัสเซีย คอสตีโควาขอให้ซิฟคอฟมาอยู่กับเธอทางเหนือ

หลังจากใช้ชีวิตปีแรกด้วยกันในเมืองแห่งหนึ่งของไซบีเรีย ทั้งสองติดตามสภาพอากาศ ผ่าฟืน ทำอาหาร เฝ้าประภาคาร และคอยดูแลกันและกัน หากต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ ทั้งสองมีเพียงเฮลิคอปเตอร์ที่อยู่ห่างไกลออกไปเป็นที่พึ่ง

อาร์กติก, ทะเลขาว, รัสเซีย
คอสตีโควาและซิฟคอฟ ซึ่งมีดรากอน สุนัขของพวกเขาตามไปด้วย เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวัดค่าความเค็มของน้ำทะเลรอบคาบสมุทรคานิน ซึ่งเป็นจุดที่ทะเลขาวบรรจบกับทะเลแบเร็นตส
อาร์กติก
คอสตีโควาอบอุ่นร่างกายด้วยเครื่องทำาความร้อนขนาดเล็กขณะอ่านหนังสือ สมัยคอสตีโควาเป็นเด็ก เพื่อนคนหนึ่งของครอบครัวเล่าเรื่องราวชีวิตในอาร์กติกให้เธอฟัง พออายุ 19 ปี เธอเริ่มทำงานที่สถานีแรกในเขตขั้วโลกและบอกว่า เธอรู้ทันทีว่าอาร์กติกคือดินแดนที่เหมาะกับเธอ

การอยู่อย่างโดดเดี่ยวอาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทําให้ชาวชุคชี 300 คนในหมู่บ้านเอนูร์มีโนยังรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ พวกเขาอาศัยหากินจากผืนดินและท้องทะเลเฉกเช่นที่บรรพบุรุษทํากันมา ปฏิบัติตามความเชื่อปรัมปราและตํานานที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคน

การเป็นพรานถือเป็นเรื่องมีเกียรติ และชาวบ้านก็เคารพในโควตาการจับทั้งที่กําหนดโดยรัฐบาลกลางและนานาชาติ ขณะออกล่าวอลรัสและวาฬเพื่อหล่อเลี้ยงชุมชนให้อยู่รอดตลอดฤดูหนาวอันยาวนาน ไม่ไกลจากหมู่บ้านเอนูร์มีโน ฉันอาศัยอยู่ในกระท่อม

ไม้หลังหนึ่งเป็นเวลาสองสัปดาห์กับนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งที่กําลังศึกษาวอลรัส ระหว่างนั้นเราออกจากกระท่อมไปไหนไม่ได้อยู่สามวันเต็มๆ และต้องคอยระวังที่จะไม่ก่อให้เกิดความแตกตื่นขึ้นมาในฝูงวอลรัสราว 100,000 ตัว ซึ่งขึ้นจากนํ้ามาอยู่รอบกระท่อมเราเต็มไปหมด การเคลื่อนไหวและการต่อสู้กันของพวกมันทําให้กระท่อมถึงกับสั่นไหว

รัสเซีย, อาร์กติก
“ดินแดนสุดขอบโลก” คือข้อความที่นักอุตุนิยมวิทยาและคนเฝ้าประภาคาร อีวาน ซิฟคอฟ เขียนด้วยสีทาบ้านสีขาวบนโรงเก็บของในภาพนี้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับจุดที่เรือตัดน้ำแข็งลำหนึ่งแวะเทียบท่าเพื่อส่งเสบียงอาหารให้กับประภาคารและสถานีอุตุนิยมวิทยาที่คานินนอสทุกฤดูร้อน

ความฝันถึงความเกรียงไกรของโซเวียตถูกกลบอยู่ใต้เกล็ดนํ้าแข็งในดิคซอน เมืองท่าแห่งหนึ่งบนชายฝั่งทะเลคารา ในยุครุ่งเรืองแห่งทศวรรษ 1980 เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภูมิภาคอาร์กติกของรัสเซีย ทว่านับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็นต้นมา ดิคซอนแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง

ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ฉันผิดหวังกับภาพถ่ายที่บันทึกท่ามกลางความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุดของดิคซอน แต่แล้วจู่ๆ แสงเหนือก็เจิดจรัสบนท้องฟ้า ทาบทาทุกสรรพสิ่งให้เป็นโทนสีนีออนอยู่หลายชั่วโมง เมื่อแสงเหนือจางหายไป เมืองดิคซอนก็ค่อย ๆ กลืนหายไปในความมืดอีกครั้ง จนกระทั่งมองไม่เห็นในท้ายที่สุด

เรื่องและภาพถ่าย เอฟเกเนีย อาร์บูกาเอวา

สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนธันวาคม 2563

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม ทะเลอาร์กติก สุดขอบแผ่นดินที่มนุษย์อาศัยอยู่

เรื่องแนะนำ

จะเป็นอย่างไร? เมื่อทดลองตั้งกล้องถ่ายต้นไม้ไว้ 1 ปี

ลูกหมีขี้สงสัยใคร่รู้ถูตัวของมันเข้ากับเปลือกไม้ตามแม่ กวางตัวหนึ่งเดินเตร็ดเตร่อยู่บนหิมะ ส่วนเจ้าหมาป่าอิตาลีใช้พุ่มไม้แห่งหนึ่งจัดการกับธุระส่วนตัว สัตว์เหล่านี้และช่วงเวลาที่แสดงออกถึงความผูกพันของพวกมันกับผืนป่า ได้ถูกบันทึกไว้โดยกล้องถ่ายวิดีโอตัวหนึ่ง เพื่อถ่ายทอดช่วงเวลา 365 วันที่ผ่านไป ไอเดียโดย Bruno D’Amicis และ Umberto Esposito ช่างภาพ พวกเขาตัดสินใจเลือกต้นไม้ต้นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติ Molise ของอิตาลี เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบๆ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2016 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2017 ที่ผ่านมา ตลอด 4 ฤดูที่ผันผ่าน กล้องได้บันทึกความสัมพันธ์อันงดงามของสัตว์น้อยใหญ่และป่าไม้เอาไว้ มีสัตว์มากมายหลายชนิดพากันแวะเวียนมาที่นี่ไม่ว่าจะเป็น หมี, หมาป่า, ตัวแบดเจอร์, กวาง และหมูป่า โดย D’Amicis กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกต้นไม้ต้นนี้ก็เพราะตัวเขาสังเกตเห็นหมีตัวหนึ่งถูตัวของมันเข้ากับเปลือกไม้ เป็นการบ่งบอกอาณาเขต ช่างภาพทั้งสองคาดหวังว่าวิดีโอของพวกเขาจะช่วยให้ผู้คนทั่วไปมองเห็นธรรมชาติในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “ผมดีใจมากที่วิดีโอนี้ช่วยให้ผู็คนเข้าใจถึงความสำคัญของผืนป่า และตระหนักได้ว่าแม้แต่นอิตาลีที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายแต่การอนุรักษ์ไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงมีคุณค่า” D’Amicis กล่าวกับ The Daily Mail เรื่อง คาเซย์ สมิท   อ่านเพิ่มเติม : โลกจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? […]

ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว : ระเบิดเวลาใต้แผ่นดินอาร์กติก

ในทางภูมิศาสตร์ อาร์กติกกำลังหลอมละลายชนิดชั่วข้ามคืน และยังปลดปล่อยคาร์บอนมหาศาลที่ถูกกักเก็บอยู่ใต้ดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) นานนับพันปีออกมา เมื่อก๊าซเข้าสู่บรรยากาศในรูปมีเทนหรือคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนจะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเร็วขึ้น

คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าก็อยู่ได้

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร : คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าก็อยู่ได้ เพียงสิบวันหลังงานพระราชทานเพลิงศพสืบ นาคะเสถียร หรือ 18 วันหลังจากเขาเสียชีวิต กลุ่มคนร่วมแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกันกับสืบได้ช่วยก่อตั้ง มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขึ้น มีภารกิจสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือการเฝ้าระวังติดตามนโยบายและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่คุกคามสัตว์ป่าและธรรมชาติ โดยยึดหลักการสื่อสารบนพื้นฐานงานวิชาการ และความกล้าหาญทางจริยธรรม กล้าส่งเสียงพูดในนามของสัตว์ป่า ในช่วงแรก มูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำหน้าที่คล้ายแขนขาของกรมป่าไม้ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ที่จำเป็น รวมไปถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนภายใต้การนำของหัวหน้าชัชวาลย์ พิศดำขำ ผู้เข้ามารับหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งคนถัดจากสืบ นอกจากนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยังมีบทบาทสำคัญในการประสานงานให้ฝ่ายต่าง ๆ ร่วมกันตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกหกจังหวัดขึ้นมา ในเวลานั้นเองที่แนวคิดการจัดการผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศตามแนวคิดของสืบที่มองว่า ธรรมชาติไม่มีพรมแดนก็ได้รับการพัฒนาอย่างเข้มแข็งด้วย แต่ถึงที่สุดแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การอนุรักษ์ไม่ใช่การจัดการพื้นที่ป่าไม้และสัตว์ป่าแต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมและความต้องการของมนษุย์ โดยเฉพาะที่อยู่รอบ ๆ ป่านั้นด้วย สืบ นาคะเสถียร เองเข้าใจดีว่า การอนุรักษ์ย่อมหมายถึงการนำความรู้ทางนิเวศวิทยามาปรับใช้กับกระบวนการทางสังคมอย่างไม่อาจแยกขาดจากกัน “ผมคิดว่าป่าไม้จะอยู่ได้ คนจะต้องอยู่ได้ก่อน เพราะว่าคนที่ด้อยโอกาสในสังคม เขาไม่สามารถจะไปเรียกร้องอะไร เขาไม่มีอำนาจ คนเหล่านี้อยู่กับธรรมชาติ ผ มคิดว่าป่าจะอยู่หรือจะไป อยู่กับคนกลุ่มนี้ด้วย” สืบ นาคะเสถียร เคยกล่าวไว้เช่นนั้น ซึ่งตรงกับแนวคิดของวีรวัธน์ […]

“เจ้าหน้าที่ด้านนี้ไม่มีใครไม่รักต้นไม้”พูดคุยกับเขตดุสิตที่ตัดแต่งต้นไม้ริมถนนได้ดี

แม้จะมีหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตัดแต่ง ต้นไม้ริมถนน ที่เกินความจำเป็น แต่ในพื้นที่เขตดุสิตมีการตัดแต่งต้นไม้สาธารณะที่สวยงาม พวกเขาทำได้อย่างไร ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาคนที่รักต้นไม้ต่างแสดงความเห็นถึงเหตุการณ์การตัด ต้นไม้ริมถนน ในพื้นที่สาธารณะของสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง ที่ได้ตัดต้นไม้ในลักษณะที่เกินความจำเป็น เช่น การบั่นยอดของต้นไม้ทิ้งทั้งหมดเป็นแนวยาว หรือการตัดกิ่ง-ยอดของต้นไม้จนไม่สามารถให้ร่มเงาตามพื้นที่ริมทางได้เช่นเคย ส่งผลต่อทั้งทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่สีเขียวซึ่งมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วในกรุงเทพมหานคร อันที่จริง เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามักพบเห็นการตัด ต้นไม้ริมถนน ในพื้นที่สาธารณะในระดับที่ส่งผลต่อทัศนียภาพดั้งเดิมมากเกินไปในพื้นที่กรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่มาหลายปีแล้วเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่ง ทางกองบรรณาธิการได้ลงพื้นที่สำรวจเขตดุสิต หนึ่งในพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางราชการหลายแห่ง พบว่าต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะนั้นได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดี และสามารถตัดแต่งให้สอดรับกับสายไฟและสายสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคในการตัดแต่งต้นไม้ที่มีมากไม่แพ้เขตอื่นๆ และทำให้เราได้เห็นทัศนียภาพพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการจัดวางเป็นอย่างดี เราได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ คุณจินดา พงศ์ด่านเพชร เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ฝ่ายรักษาความสะอาด สำนักงานเขตดุสิต ถึงที่มาที่ไปและวิธีการตัดแต่งต้นไม้จนเกิดทัศนียภาพที่สวยงามได้เช่นนี้ คุณจินดาเล่าให้ฟังว่า อันที่จริงแล้วเขตดุสิตก็เป็นเหมือนพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลการตัดต้นไม้ ซึ่งมีนโยบายหรือโจทย์สำคัญว่าต้นไม้ที่ตัดแต่งแล้วต้องทั้งปลอดภัยและสวยงาม ซึ่งคำว่าปลอดภัยนี้ คือต้นไม้ต้องไม่หักลงมา, ยื่นเข้าไปในผิวจราจร หรือทำความเดือดร้อนให้ประชาชน นอกจากนี้ การตัดแต่งต้นไม้ต้องคงสภาพความสวยงาม ซึ่งจะต้องใช้หลักวิชาการ เช่น ต้องไม่ตัดมากเกินไป และจะมีการเน้นย้ำต่อเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการอยู่ตลอด “แต่ถามว่าเราเคยโดน (ชาวบ้าน) ล้อมไหม ก็เคย และก็ต้องปล่อยเหมือนกัน ตรงนี้ก็ทำให้เราต้องระมัดระวังในการตัดมากขึ้น […]