มนุษยชาติต้องร่วมฟื้นฟู พื้นที่ป่า ระดับโลก เพื่อช่วยโลกจากภาวะโลกร้อน

มนุษยชาติต้องร่วมฟื้นฟูพื้นที่ป่าระดับโลก เพื่อช่วยโลกจากภาวะโลกร้อน

(ภาพปก) ภาพถ่ายทางอากาศของแม่น้ำ Vologda ในเขต Vologda ประเทศรัสเซีย โดยรัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการลงมือปลูก พื้นที่ป่า ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ภาพถ่ายโดย VLADIMIR SMIRNOV/ TASS/ GETTY


การเพิ่ม พื้นที่ป่า ของโลกให้มีขนาดเทียบเท่าประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมากถึงร้อยละ 25

มีการเผยแพร่งานศึกษาล่าสุดที่พบว่า การฟื้นฟูพื้นที่โดยการปลูกต้นไม้ ให้มีพื้นที่ขนาดเท่าประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้บนโลกลดลงกลับไปเท่ากับปริมาณเมื่อ 100 ปีก่อนได้

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา วารสาร Science ได้เผยแพร่รายงานชื่อ “ศักยภาพในการพื้นฟูป่าไม้ของโลก” (The global tree restoration potential) มีใจความว่า โลกมีพื้นที่อันเหมาะสมมากพอที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าได้มากถึงหนึ่งในสามโดยไม่ส่งผลกระทบต่อเมืองหรือพื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม พื้นที่อันเหมาะสมดังกล่าวนี้กำลังลดลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก

และถึงแม้ว่าประชาคมโลกจะมีความพยายามจำกัดอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่ในปี 2050 พื้นที่ที่สามารถฟื้นฟูป่าไม้ได้ จะลดลงไปอีกถึงหนึ่งในห้า เนื่องจากในช่วงเวลานั้น โลกจะร้อนเกินกว่าที่จะปลูกต้นไม้บางชนิดในป่าเขตร้อน

“การศึกษาของเราแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การฟื้นฟูป่าไม้เป็นการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดในวันนี้” ทอม โครวเธอร์ นักวิจัยประจำ ETH Zürich และผู้เขียนงานวิจัยอาวุโสในงานศึกษาครั้งนี้ กล่าว

พื้นที่ป่า, ฮุสตัน
ภาพถ่ายบริเวณใจกลางเมืองฮุสตันและทางหลวงซึ่งถูกน้ำท่วมเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 อันเป็นช่วงเวลาที่ระดับน้ำในเมืองเพิ่มสูงขึ้นจากเฮอริเคนฮาร์วีย์ ภาพถ่ายโดย THOMAS B. SHEA, AFP/GETTY

อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูป่าไม้ต้องทำไปพร้อมกับการปกป้องพื้นป่าที่มีอยู่แล้ว และต้องจำกัดการใช้พลังงานฟอสซิลด้วยเช่นกัน เพราะกว่าที่ต้นไม้ที่ฟื้นจะโตเต็มที่มากพอจนสามารถดูดซับก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ได้นั้น ต้องใช้เวลานานหลายสิบปี

“ถ้าเราเริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้ จำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจะลดลงได้ถึงร้อยละ 25 ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับร้อยปีที่แล้ว” โครวเธอร์กล่าวเสริม

ด้าน เกล็น ปีเตอร์ (Glen Peter) ผู้อำนวยการวิจัย ศูนย์การวิจัยภูมิอากาศนานาชาติแห่งประเทศนอร์เวย์ กล่าวว่า อาจต้องใช้เวลามากกว่าร้อยปีจะที่ให้ป่าไม้ในพื้นที่ฟื้นฟูโตขึ้นมากพอที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ โลกยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 40 พันล้านตัน ซึ่งมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ในชั้นบรรยากาศ และมีการเพิ่มขึ้นทุกปี

“วิธีเดียวที่เราสามารถรักษาอุณหภูมิของโลกให้ต่ำกว่า 1.5 หรือ 2 องศาได้ คือต้องหยุดการปล่อยก๊าซจากพลังงานฟอสซิล” ปีเตอร์กล่าวในอีเมลล์

งานวิจัยเผย ขณะนี้โลกใช้พลังงานฟอสซิลมากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จ

ภารกิจของต้นไม้ที่ดูดซับคาร์บอน

ต้นไม้ หรือพรรณไม้ทุกชนิด ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และมีกระบวนการสังเคราะห์แสงที่ต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ และน้ำ จากนั้น ต้นไม้จะปล่อยก๊าซออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศ โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้ดูดซับไปนั้นก็จะเพิ่มในดินด้วยเช่นกัน

เหล่านักวิจัยได้ศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกภาพพื้นที่ป่าในระบบนิเวศหลายแห่งบนโลก เพื่อหาจำนวนพื้นที่ป่าในระบบนิเวศแต่ละที่ เพื่อสร้างแผนที่โมเดลของจำนวนพื้นที่ต้นไม้บนโลก

โดย ฌ็อง-ฟรองซัว บาสแต็ง (Jean-Francois Bastin) แห่งสถาบัน ETH Zürich และผู้เขียนหลักในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า มีการพบพื้นที่บนโลกครึ่งหนึ่งที่สามารถเป็นพื้นที่เพื่อการฟื้นฟูป่าไม้ใน 6 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ รัสเซีย (1,510,000 ตารางกิโลเมตร), สหรัฐอเมริกา (1,030,000 ตารางกิโลเมตร), แคนาดา (780,000 ตารางกิโลเมตร), ออสเตรเลีย (580,000 ตารางกิโลเมตร), บราซิล (500,000 ตารางกิโลเมตร) และจีน (400,000 ตารางกิโลเมตร) โดยประเทศเหล่านี้มีศักยภาพเนื่องจากประเทศเหล่านี้ได้กำจัดพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ที่มีอยู่ไปก่อนหน้านี้

“ทุกคนสามารถปลูกต้นไม้ และสามารถเริ่มต้นทำในวันพรุ่งนี้ได้เลย โดยการฟื้นฟูป่าไม้จะช่วยเราซื้อเวลาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้” บาสแต็ง กล่าว

พื้นที่ป่า, ป่าแอมะซอน, เปรู
พื้นที่อนุรักษ์ Comunal Amarakaeri ได้รับการจัดการโดยรัฐบาลประเทศเปรูร่วมกับคนในพื้นที่ ภาพถ่ายโดย DIEGO PEREZ ROMERO

แม้ต่างวิธีการ แต่ก็มีเป้าหมายเดียว

การฟื้นฟูป่าสามารถทำได้หลายวิธีการ ตั้งแต่การเพิ่มต้นไม้ในพื้นที่เพาะปลูก หรือแม้กระทั่งการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อเป็นร่มเงาให้ต้นกาแฟหรือโกโก้ หรือการปลูกป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่กันชนของพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือพื้นที่ป่าสงวนเพื่อเป็นพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในระดับนานาชาติจำนวนมาก เพื่อป้องกันพื้นที่ป่าที่ยังคงดำรงอยู่และรับประกันการปลูกที่เพิ่มขึ้น เช่น โครงการ Bonn Challenge อันเป็นโครงการที่ 59 ประเทศได้ตกลงที่จะฟื้นฟูพื้นที่ป่า 1,500,000 ตารางกิโลเมตร ภายในปี 2020 และ 3,500,000 ตารางกิโลเมตรในปี 2030 นอกจากนี้ ภายใต้ปฏิญญาป่าไม้นิวยอร์ก ประเทศต่างๆ ต้องยุติการทำป่าโดยสิ้นเชิงในปี 2030 และต้องฟื้นฟูพื้นที่ป่าราว 400,000 ตารางกิโลเมตรในพื้นที่เสื่อมโทรม

อีกโครงการหนึ่งคือ Trillion Tree Campaign ที่กระตุ้นให้เด็กนักเรียนและชุมชนทั่วโลกปลูกต้นไม้ 13.6 พันล้านต้นตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา โดยมี Felix Finkbeiner เด็กอายุ 9 ขวบชาวเยอรมนีเป็นผู้เริ่มต้นโครงการนี้

“ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงรากฐาน สภาวการณ์ของมนุษยชาติจะมีแต่แย่ลงเรื่อยๆ” โรบิน ชาซดอน นักนิเวศวิทยาประจำมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัตกล่าวและเสริมว่า “การฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้จะช่วยแก้ปัญหาได้หลายเรื่องด้วยกัน”

เรื่อง STEPHEN LEAHY


อ่านเพิ่มเติม ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่นับล้านตารางกิโลเมตร

เรื่องแนะนำ

จะช่วยชนเผ่าในบราซิล ต้องเปิดเผยตัวตนพวกเขา

หน่วยงานด้านชนพื้นเมืองในบราซิลตัดสินใจเผยแพร่ภาพวิดีโอของชนเผ่าที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกให้สาธาณชนได้รับรู้ เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นในการปกป้องพวกเขา

พลังงานน้ำ นวัตกรรมพันปีที่กลายเป็นแหล่งพลังงานทดแทนอนุภาพมหาศาลในปัจจุบัน

พลังงานน้ำ เป็นพลังที่มีอนุภาพมหาศาล ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานนับศตวรรษ ในปัจจุบัน พลังงานน้ำ ถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง พลังงานน้ำ ได้ถูกใช้ประโยชน์มาแล้วหลายร้อยปี ทั้งกังหันน้ำสำหรับยกน้ำขึ้นสู่ที่สูงเพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือน หมุนเครื่องจักรในโรงงานสีข้าว โรงงานทอผ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปัจจุบันนิยมใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า ไฟฟ้า พลังงานน้ำ พลังงานน้ำ (Hydropower) เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งโดยอาศัยกำลังจากการเคลื่อนที่ของน้ำ พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ประกอบการงานต่าง ๆ ชาวอินเดียและโรมัน มีการประยุกต์ใช้กังหันน้ำในการโม่แป้งจากเมล็ดพืช ส่วนในจีนและตะวันออกมีการใช้พลังงานน้ำในการวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษที่ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟู ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้พลังงานน้ำต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนี้พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้ากันอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ห่างจากแหล่งน้ำได้ ประเภทของพลังงานน้ำ 01 พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง มีพื้นฐานมาจากพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ของระบบที่ประกอบด้วยดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ สำหรับในการเปลี่ยนพลังงานน้ำขึ้นน้ำลงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า คือเลือกแม่น้ำหรืออ่าวที่มีพื้นที่เก็บน้ำได้มากและพิสัยของน้ำขึ้นน้ำลงมีค่าสูง แล้วสร้างเขื่อนที่ปากแม่น้ำหรือปากอ่าว เมื่อน้ำลงมวลน้ำจะไหลออกจากอ่างเก็บน้ำ […]

เทคโนโลยีอินฟาเรดช่วยปกป้องสัตว์

เทคโนโลยีอินฟาเรดช่วยปกป้องสัตว์ นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์คิดค้นวิธีการใหม่ในการปกป้องบรรดาสัตว์ป่าเสี่ยงสูญพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีรังสีอินฟาเรด ด้วยกล้องที่ออกแบบเฉพาะเมื่อติดตั้งบนโดรนจะช่วยให้นักอนุรักษ์และเจ้าหน้าที่ป่าไม้สามารถจับตาดูสัตว์ป่าในช่วงเวลากลางคืนได้ ปกติแล้วเวลากลางคืนนั้นยากที่จะคอยตรวจตรา ทำให้พวกลักลอบค้าสัตว์ป่าฉกฉวยช่วงเวลานี้เข้ามาล่าสัตว์ แต่รังสีอินฟาเรดที่จับความร้อนจากร่างกายสัตว์ออกมานั้นจะช่วยให้พวกเขาไม่พลาดท่าให้กับขบวนการผิดกฎหมายอีก และในอนาคตพวกเขามีเป้าหมายที่จะพัฒนาซอฟแวร์ให้สามารถแยกแยะประเภทของสัตว์ได้อีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ภูมิประเทศอันน่ามหัศจรรย์จากเทคโนโลยี Laser Scanner

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]