1 ปี หลังไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ ชาวออสเตรเลียยังดิ้นรนเพื่อกอบกู้วิถีชีวิตกลับคืน

1 ปี หลังไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ ชาวออสเตรเลียยังคงดิ้นรนเพื่อกอบกู้วิถีชีวิตกลับคืนมา

หนึ่งปีหลังจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เปลวไฟขนาดมหึมาที่โหมลุกไหม้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยังคงทิ้งบาดแผลฉกรรจ์อันน่าเศร้า ชาวออสเตรเลียที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ยังคงดิ้นรนเพื่อกอบกู้วิถีชีวิตกลับคืนมา

วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2019 Ron Corby วัย 88 ปี เข้านอนตามปกติในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียที่ชื่อ Cobargo จากนั้นเวลาตี 2 ครึ่ง เขาก็ตื่นขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์ เสียงลูกสาวที่ดังมาตามสาย บอกให้เขาอพยพออกจากบ้านของตัวเองทันที

เมื่อ Corby ขนข้าวของออกมา เพื่อเตรียมขึ้นรถลูกสาวที่มารอรับหน้าบ้าน เขาเห็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ลุกไหม้อยู่ไม่ไกล บ้านของเธอที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ช่วงถนนถูกมันกลืนกินไปแล้วทั้งหลัง

Corby อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน Cobargo มานานนับทศวรรษ ดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม เขาเผชิญหน้ากับภัยพิบัติและสภาพอากาศอันเลวร้ายของออสเตรเลียมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่วิกฤติความแห้งแล้ง ไปจนถึงน้ำท่วมและไฟป่า แต่ไม่มีครั้งใดรุนแรงเทียบเท่าเปลวไฟมหึมาที่ลุกไหม้ทุกอย่างที่ขวางหน้า รวมถึงบ้านของเขาในครั้งนี้มาก่อน

อุทยานแห่งชาติ Wadbilliga ในรัฐ New South Wales ถูกเปลวไฟเผาทำลายทั่วทั้งพื้นที่

1 ปีที่แล้ว ไฟไหม้รุนแรงเกิดขึ้นทั่วประเทศออสเตรเลีย คร่าชีวิตคนไป 33 คน ทำลายบ้านเรือนหลายพันหลังและทำให้สัตว์ป่ามากกว่า 1 พันล้านตัว ต้องจบชีวิตลงกับเศษเถ้าธุลี

พื้นที่มากกว่า 100 ล้านไร่ถูกเผาทำลายจนราบ ตั้งแต่ป่าฝนไปจนถึงระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์ สิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปตลอดกาลจากมหันตภัยในครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก ที่กำลังคืบคลานเข้ามาและจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นับจากนี้

“มันคือเปลวไฟที่ร้อนยิ่งกว่าอะไร ผมเห็นล้ออลูมิเนียมรถยนต์หลอมละลายและไหลไปตามรางเหมือนของเหลว ลมร้อนพัดมาจากทุกทิศทาง” Corby เล่าถึงประสบการณ์ในการหนีออกจากวงล้อมไฟ

Janie Wetzler และสภาพบ้านของเธอใน Quaama หลังไฟสงบ เมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2020

ศาสตราจารย์ David Bowman ผู้เชี่ยวชาญด้าน Pyrogeography และวิทยาศาสตร์อัคคีภัย แห่งมหาวิทยาลัย Tasmania อธิบายว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ มาจากความแห้งแล้งรุนแรงและอุณหภูมิสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยเป็นกระวัติการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

สภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งถึงขีดสุด ทำให้เพียงแค่ประกายไฟเล็ก ๆ ก็สามารถจุดชนวนเปลวเพลิงขนาดใหญ่ได้ในชั่วพริบตา “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน ทำให้ไฟป่าในฤดูแล้งที่ปกติเกิดขึ้นทุกปี จากนี้จะรุนแรงและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่มนุษย์คาดไม่ถึงและไม่เคยประสบมาก่อน”

ชาวออสเตรเลียต้องคิดหามาตรการในการปรับตัวที่เด็ดขาดและทันท่วงที โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการรับมือกับฤดูไฟป่าทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยรัฐบาลจะต้องเป็นตัวตั้งตัวตีหลักในการรับผิดชอบการประสานงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าระดับประเทศ รวมถึงต้องระบุแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลงในยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรม

“ไม่มีสักคนเดียวในทั้งภูมิภาคที่ไม่บอบช้ำ ฉันดีใจมากที่ยังมีชีวิตอยู่และไม่พิการ” Jenni Bruce หน้าบ้านและสตูดิโอของเธอใน Brogo เมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 2020

ท้องฟ้าสีเลือด

หนึ่งในเปลวไฟที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีก่อนของออสเตรเลีย เกิดขึ้นในรัฐ New South Wales และ Victoria ช่วงค่ำคื่นแห่งการเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่

ควันพิษจากการเผาไหม้จำนวนมหาศาล เปลี่ยนท้องฟ้ายามรุ่งอรุณเป็นสีดำสนิท ดูดกลืนออกซิเจนทั้งหมดจากท้องฟ้า จนนกที่บินผ่านบริเวณนั้นขาดอากาศหายใจและตกลงมาตายบนพื้นดินจำนวนมาก

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังดื่มด่ำกับวันแรกของปี ภาพข่าวจากออสเตรเลียแสดงให้เห็นฝูงชนจำนวนมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวที่กำลังพักผ่อนในวันหยุด ต่างตะลึงงันไร้ทางหนีอยู่บนชายหาดที่ล้อมรอบไปด้วยเปลวไฟ

ความช่วยเหลือจากทั่วโลกหลั่งไหลมายังออสเตรเลีย โดยเฉพาะกำลังทหารและนักดับเพลิงจากหลายประเทศทั่วโลกที่รู้วิธีต่อกรกับเปลวเพลิงร้อนระอุ

ซ้าย: อลูมิเนียมที่หลอมละลายจากรถที่ถูกเพลิงลุกไหม้ใน Cobargo รัฐ New South Wales ขวา: ป่าต้นทีทรี พืชพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลียที่ถูกเผาทำลาย ใน Mallacoota รัฐ New South Wales

ช่วงต้น ค.ศ. 2020 Gideon Mendel ช่างภาพชางอังกฤษ เดินทางไปยังหมู่บ้าน Cobargo ระหว่างเมือง Melbourne และ Sydney หนึ่งในพื้นที่ ๆ ได้รับความเสียหายมากที่สุด รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อบันทึกความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยถ่ายภาพผู้คนยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านที่ถูกทำลาย

“เราไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว” Corby บอกกับ Mendel ในคืนที่เขาสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดไป บ้าน 7 หลังที่ครอบครัว Corby อยู่อาศัยมากว่าสามชั่วอายุคนถูกตอนนี้เหลือเพียงตอตะโกที่ไหม้ดำ

ค่ำวันเดียวกัน 30 ธันวาคม ค.ศ. 2019 Jenni Bruce ศิลปินจากเมือง Brogo ที่อยู่ห่างออกไป 17 กิโลเมตร กำลังขับรถกลับบ้าน และเธอเห็นสีแดงดั่งเลือดเรืองแสงตรงเส้นขอบฟ้า

“ตอนแรกผมสงสัยว่าทำไมพระอาทิตย์จึงใช้เวลานานกว่าปกติในการลาลับขอบฟ้า จนแน่ใจภายหลังว่าแสงไฟนั้นคือเพลิงสูง 250 ฟุต ที่โยนลูกไฟลงมายังบ้านและรถ ผมหนีไปไหนไม่ได้ ผมยังมีชีวิตอยู่ เพราะเพื่อนของผมขับรถเสี่ยงตายมาช่วย” Jamie Robinson และสุนัขของเขา Yowrie เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2020

“นั่นไม่ใช่ไฟหรอก แต่มันคือสัตว์ประหลาดที่กลืนกินพื้นดินเป็นอาหาร ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อนเลยในชีวิต” Bruce วัย 65 ปี ผู้ทำงานร่วมกับหน่วยงานดับเพลิงท้องถิ่นในรัฐ New South Wales มากว่า 3 ทศวรรษกล่าว

แทนที่จะมุ่งหน้ากลับบ้าน Bruce หันรถกลับทันทีและขับออกไปในทิศทางตรงกันข้าม เธอไม่หยุดพักเลยจนกระทั่งเช้าวันต่อมาเมื่อขับรถมาถึงศูนย์อพยพในเมือง Bermagui เธอก็พบกับผู้คนอีกนับพันที่มารวมตัวกัน รอฟังข่าวความคืบหน้าและชะตากรรมของตัวเอง จากมหันภัยใหญ่ในครั้งนี้

สองวันต่อมา เมื่อเพลิงสงบลง Brice ขับรถกลับมายังบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยรายล้อมไปด้วยสวนบลูเบอร์รี่และภายในบ้านที่เต็มไปด้วยภาพวาดมากมาย ที่เธอใช้เวลาหลายปีในการสร้างสรรค์ ถูกสิ่งทุกอย่างถูกเผาทำลายไปจนหมดเหลือเพียงความทรงจำ

โดดเดี่ยวและถูกลืมเลือน

รัฐบาลออสเตรเลียที่มีความผูกพันกับธุรกิจอุตสาหกรรมถ่านหินมายาวนาน ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเชื่องช้ามาก ทั้งที่ทุกวันนี้ ความร้อนและความแห้งแล้งในออสเตรเลียรุนแรงถึงขนาดที่เปลวเพลิงสามารถถูกจุดได้ด้วยประกายไฟเล็ก ๆ

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ประชาชนต่างพากันโยนประเด็นเผ็ดร้อนและปฏิเสธที่จะจับมือกับ Scott Morison นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย เมื่อเขาลงพื้นที่ไปสำรวจความเสียหายที่หมู่บ้าน Cobargo

“ไม่มีสีเขียวปรากฏให้เห็น มีเพียงร่องรอยรุนแรงราวกับระเบิด ยี่สิบปีที่ผ่านมา เราสอนให้ผู้คนเรียนรู้ในการอยู่กับธรรมชาติอย่างบรรพบุรุษชาวอะบอริจินที่อยู่บนผืนดินนี้มานานกว่าแสนปี” Uncle Noel และ Trish Butler ผู้มีเชื้อสายอะบอริจินพื้นเมือง และก่อตั้งศูนย์การศึกษาเยาวชนพื้นเมืองที่ถูกเพลิงไม้เผาทำลายเช่นกัน

“เขาสมควรได้รับปฏิกิริยาแบบนั้น” Anthony Montagner หนึ่งในชาวบ้านผู้สูญเสียทุกสิ่งไปกับเปลวเพลิงกล่าว “นายกรัฐมนตรีเดินไปรอบ ๆ พร้อมรอยยิ้มและคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจอะไรเลย”

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อ COVID-19 มาถึง หลายรัฐของออสเตรเลียล็อกดาวน์เมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และนั่นยิ่งทำให้ผู้คนในหมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ ที่ประสบไฟป่าอย่างรุนแรงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและถูกลืมเลือน ท่ามกลางความเสียหายที่ไม่มีวันเยียวยาได้ หลายคนต้องใช้ชีวิตอยู่ในเต้นท์และรถบ้าน ในขณะที่บ้านหลังใหม่ค่อย ๆ ถูกก่อสร้างขึ้นแทนที่ซากปรังหักพัง

แม้จะมีการคาดการณ์ว่าไฟป่าปีนี้จะไม่รุนแรงเท่า เนื่องจากออสเตรเลียจะมีปริมาณฝนตกมากกว่าเฉลี่ย แต่นักวิทยาศาสตร์ต่างระบุว่า ในไม่อีกกี่ปีข้างหน้าไฟป่าขนาดใหญ่ที่นำหายนะมาสู่พืชพรรณ สัตว์ป่าและผู้คนอยากที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีก่อนจะหวนกลับมา

9 สัปดาห์หลังไฟสงบ ผืนป่าเริ่มฟื้นฟูตัวเอง พืชพรรณค่อย ๆ เติบโตจากเถ้าถ่านอีกครั้ง ป่าแห่งนี้อยู่ระหว่างรัฐ Victoria และรัฐ New South Wales

“รัฐบาลและคนที่มีอำนาจต้องรับฟังได้แล้ว คุณต้องเปลี่ยนแปลงมันก่อนที่จะสายเกินไป” แม้พื้นที่บริเวณนี้เสี่ยงประสบกับไฟป่าทุกปี แต่ Bruce กลับกล่าวอย่างหนักแน่นว่าไม่คิดจะย้ายที่ไปไหน เพราะมันเหมือนการทอดทิ้งเพื่อนที่ป่วยให้ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว

“ในชั่วชีวิตของฉัน สวนบลูเบอร์รี่ที่เคยเขียวชอุ่มอาจไม่กลับคืนมา แต่ฉันเชื่อว่าหลาน ๆ ของฉันในเจเนอเรชั่นต่อไป จะได้เห็นผืนป่าอีกครั้งอย่างแน่นอน”

เรื่อง LIVIA ALBECK-RIPKA

ภาพ GIDEON MENDEL


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ดอยหลวงเชียงดาว 2 ปี หลังไฟป่าครั้งใหญ่ อัศจรรย์ธรรมชาติในการฟื้นฟูตัวเอง

เรื่องแนะนำ

Explorer Awards 2019 : ศศิน เฉลิมลาภ

จากนักวิชาการที่วิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2554 อย่างเข้าใจง่าย ถึงนักรณรงค์เคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ด้วยการเดินเท้า 388 กิโลเมตรจนส่งแรงกระเพื่อมไปถึงสังคม และนักอนุรักษ์แถวหน้าที่ออกมาเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายในการจัดการปัญหาลักลอบล่าสัตว์อย่างจริงจังและไม่เลือกปฏิบัติ ดังกรณีเสือดำแห่งทุ่งใหญ่นเรศวร พูดคุยกับ ศศิน เฉลิมลาภ ผู้รับรางวัล National Geographic Thailand Explorer Awards 2019

สเปิร์มปะการังช่วยมหาสมุทร

สเปิร์มปะการัง ช่วยมหาสมุทร ที่สมาคมอนุรักษ์ Taronga สถานที่แห่งนี้นอกจากจะมีหน้าที่ดูแลสัตว์ในสวนสัตว์แล้ว ยังเป็นธนาคารสเปิร์มของปะการังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของปะการัง นักวิทยาศาสตร์จากสมาคม แห่งนี้สามารถเก็บรวบรวมสเปิร์มได้มากถึง 171,000,000,000 ล้านสเปิร์มเลยทีเดียว จากแนวปะการังเพียงแค่ 31 แห่ง สเปิร์มเหล่านี้จะถูกแช่แข็งและเก็บเตรียมไว้ ด้วยความหวังที่ว่าในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จะใช้สเปิร์มเหล่านี้ช่วยในการก่อร้างสร้างแนวปะการังใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากในปัจจุบันมีแนวปะการังจำนวนมากที่กำลังถูกคุกคามจากมนุษย์และอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป   อ่านเพิ่มเติม : จะช่วยมหาสมุทรต้องเลิกใช้กากเพชร?, ความรู้ประจำวัน : การเดินทางของไมโครพลาสติก

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 (ตอนที่ 1)

ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 (ตอนที่ 1) ทำความรู้จัก PM 2.5 PM ย่อมาจาก Particulate Matter หรืออนุภาคใดๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร (ไมครอน) ซึ่งขนจมูกไม่ดักจับได้ โดยเป็นสารแขวนลอยที่ฟุ้งกระจายในชั้นบรรยากาศ อาจอยู่ในสภาพของเหลวหรือของแข็งขนาดเล็ก เช่น อนุภาคต่างๆ เชื้อโรค หรือฝุ่นละออง จนทำให้เรามองเห็นในภาพกว้างเป็นลักษณะคล้ายหมอกหรือควัน ในประเทศไทยเริ่มตรวจวัดค่า PM 2.5 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ก่อนที่กรมควบคุมมลพิษจะมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นละอองและข้อมูลอื่นๆ หลังจากนั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงออกประกาศการกำหนดมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ใน พ.ศ. 2553 ในสถานการณ์ปัจจุบันนิยมใช้การวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index, AQI) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ระบุคุณภาพอากาศของสถานที่นั้นๆ โดยตัวเลขบอกปริมาณ PM 2.5 เป็นหน่วย ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (μg/m3) ค่าเฉลี่ย […]