วิกฤตชีวิต ช้างไทย ในห้วงการขาดนักท่องเที่ยวจากโควิด-19

วิกฤตชีวิตช้างไทย ในห้วงการขาดนักท่องเที่ยวจากโควิด-19

14 เดือนหลังขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวและสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย ทำให้ ช้างไทย กำลังประสบกับอันตรายที่ยืดเยื้อ

“ขายช้างอัจฉริยะ 11 ตัว ตัวละ 3 ล้านบาท” นี่คือข้อความที่สวนเสือศรีราชา จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ประกาศบน Facebook ของสวนสัตว์ เพื่อขาย ช้างไทย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา

สวนสัตว์ในประเทศไทยสร้างรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวผ่านตั๋วเข้าชม การขี่ช้าง และการแสดงสัตว์ แต่เนื่องจากประเทศไทยได้ออกมาตรการไม่ให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาเยี่ยมชมสวนสัตว์ตามคำสั่งของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ทำให้สวนสัตว์กำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก

ในโพสต์ Facebook เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่เกี่ยวกับปัญหาช้างเลี้ยง ทางสวนสัตว์ยังกล่าวอีกว่า “ณ จุดนี้เพื่อรักษาบาดแผลจากพิษ COVID เราจำเป็นต้องขายพวกเขาออก”

ช้างไทย, ควาญช้าง, ปางช้าง
แม้จะไม่มีนักท่องเที่ยว ควาญช้างในจังหวัดกาญจนบุรี พยายามรักษากิจวัตรปกติกับช้างหกตัวที่ดูแล รวมถึงการอาบน้ำในแม่น้ำแควทุกวัน

การท่องเที่ยว ช้างไทย ได้สร้างกำไรให้กับประเทศไทยมายาวนาน ผู้เยี่ยมชมจากทั่วโลกหลั่งไหลกันเข้ามายลโฉมช้างไทยพวกเขาต้องจ่ายเงินประมาณ 20-150 ดอลลาร์สหรัฐ (600-5,000 บาท)  เพื่อขี่ช้างหรือดูการแสดงอันชาญฉลาดของช้างเช่น วาดรูป โยนห่วงและเต้นต่อครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นับตั้งแต่นั้น ส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ได้เปลี่ยนบรรยากาศไปใช้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์เพื่อที่จะจัดวางช้างให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

แม้ยังไม่ชัดเจนว่าการท่องเที่ยวช้างสร้างรายได้โดยรวมเท่าไร แต่ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือก่อนเกิดโรคระบาด ปางช้างแห่งหนึ่งอาจต้องจ่ายเงินสูงถึง 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเป็นเงินประมาณ 2.4 ล้านบาท เพื่อซื้อช้างวัยหนุ่มที่ได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการขี่ช้าง การแสดง และกิจกรรมเชิงโต้ตอบอื่นๆ ของช้างนั้นทำเงินได้มากเพียงใด

ช้างไทย
ทอง – พรพิชชา แก้วตระกูลพงศ์ เจ้าของบ้านและช้างสวดมนต์กับพระสงฆ์ เธอขอรับบริจาคจากผู้สนับสนุนของเธอบน Facebook เพื่อนำรายได้มาต่อชีวิตช้างของเธอ พร้อมทั้งสละทรัพย์สินส่วนตัวของเธอเองเพื่อมาช่วยช้าง

ไม่ตายก็ต้องสู้กันต่อไป

อัญชลี กัลมาพิจิตร ได้ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่เมื่อปลายปี 2019 ว่าเธอจะยุติการขี่ช้างและการแสดงที่ปางช้างแม่สา สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มาพร้อมกับช้าง 73 เชือกที่เธอได้รับเป็นมรดกมาจากพ่อเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เธอมองว่าการปิดการแสดงช้างในช่วงการระบาดของไวรัส โควิด-19 เป็นช่วงเวลาที่บังเอิญอย่างพอดี และเป็นแรงผลักดันให้เธอเริ่มเปลี่ยนไปใช้พื้นที่เปิดซึ่งเป็นมิตรกับช้างอย่างที่เธอได้วางแผนไว้ และในวันที่ 20 มีนาคม 2020 ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลสั่งปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็นทั้งหมด เธอบอกกับพนักงานว่าให้ทิ้งเบาะนั่งที่ติดอยู่บนหลังช้างทั้งหมดออก และเธอคิดว่า ต่อไปนี้หากไม่มีนักท่องเที่ยว เธอจะใช้เวลาวางแผนในอีกหลายเดือนข้างหน้าในการเตรียมช้างหลายเชือกให้ย้ายไปยังพื้นที่เปิด ในอาณาเขตของที่ดินแม่สาขนาดกว่า 228 ไร่

ช้างไทย, ควาญช้าง, กะเหรี่ยง
คุณชญานิน “ชาลี” เป็นควาญช้างกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวเขาใกล้จังหวัดเชียงใหม่ยืนคู่กับช้างสองตัวของเขา เขาทำงานที่ทั้งแม่วางปางช้างและ Chai Lai Orchid ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คุณชาลี กล่าวว่าเขารู้สึกขอบคุณและดีใจที่ยังคงได้รับการจ้างงานในช่วงเวลาที่ควาญช้างจำนวนมากตกงาน

แรงกดดันทางการเงินในการดูแลช้าง 73 ตัวในช่วงการระบาดใหญ่นั้นโหดร้ายอย่างยิ่ง โดยปกติ ช้างกินอาหารประมาณ 136 กิโลกรัมต่อวัน (อาหารส่วนใหญ่จะเป็นหญ้าและผลไม้สด)  โดยมีราคาประมาณ 500 บาทต่อหนึ่งเชือก หรือเท่ากับหนึ่งตันทุกๆ สามวัน ในการเลี้ยงช้าง 73 ตัว คุณอัญชลีใช้เงินอย่างน้อยต่อเดือนประมาณ 934,500 บาท และยังไม่รวมถึงเงินที่ใช้จ่ายไปกับยา วิตามิน และเงินเดือนสำหรับเจ้าหน้าที่ปางช้างกว่า 142 คนและควาญช้าง 120 คน ตลอดจนสัตวแพทย์และพนักงานบริการ ในเดือนเมษายน 2020 เธอบอกกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกว่า “ถ้าในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ถ้าโควิดยังอยู่ ฉันคงจะไม่มีเงินเหลือ แต่ถ้าฉันยังไม่ตายก็คงต้องสู้ต่อไป”

ลานแสดงช้าง, ปางช้าง
ลานแสดงช้างที่ว่างเปล่าในบ้านตากลาง เมืองเล็กๆ ในจังหวัดสุรินทร์ที่รู้จักกันในชื่อ “หมู่บ้านช้าง” เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมช้างในประเทศไทย มีชาวบ้านจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการเพาะพันธุ์และการฝึกช้างซึ่งส่งไปยังปางช้างเพื่อการท่องเที่ยวทั่วประเทศ เมื่อค่ายปิดตัวลงเนื่องจากการแพร่ระบาด ช้างหลายสิบตัวได้กลับมายังบ้านตากลางแห่งนี้

วิกฤตระดับชาติ

“สถานการณ์ของช้างเข้าขั้นวิกฤต” เล็ก – แสงเดือน ชัยเลิศ เจ้าของ Elephant Nature Park ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือช้างที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีช้าง 103 ตัว กล่าว “ช้างหลายเชือกถูกมัดขาไว้เฉยๆ เป็นเวลานาน นานจนเหมือนถูกมัดไว้เป็นปี” เธอได้ช่วยเหลือช้างที่ทรมานจากโรคระบาดถึง 24 ตัว และได้หาที่พักชั่วคราวให้กับช้างเหล่านั้นอีกด้วย

แต่ผลที่ตามมาคือ “ตอนนี้มีคนโทรมาหาเกือบทุกวัน” พวกเขาเหล่านั้นบอกเป็นเสียงเดียวกันคือช่วยพาช้างไปที “แต่ฉันไม่สามารถช่วยเหลือทุกตัวได้ เพราะถึงแม้ฉันจะมีเงินซื้อช้างเหล่านั้นในราคาถูก ฉันก็ต้องจ่ายเงินเพื่อรักษาและดูแลมันอีก ฉันหวังเสมอว่าฉันจะช่วยพวกมันได้ แต่ฉันทำไม่ได้”

ปางช้าง,
ขาตั้งโชว์ภาพวาดช้างที่ปางช้างโชคชัย ก่อนเกิดโรคระบาด โชคชัยเป็นสถานที่ดั้งเดิมที่ให้ช้างขี่และแสดงละครสัตว์ เช่น การวาดภาพ ปางช้างโชคชัยเป็นบ้านของช้าง 56 ตัว ซึ่งยังคงอยู่ที่ค่ายหลังจากถูกบังคับให้ปิดในช่วงการระบาดใหญ่ องค์กรพัฒนาเอกชนสองแห่ง ได้แก่ มูลนิธิ Trunk’s up และ Save elephant ได้เปิดตัวการระดมทุนสำหรับปางช้างซึ่งประสบปัญหาในการหาอาหารให้ช้าง ในทางกลับกัน เจ้าของปางช้างโชคชัยตกลงที่จะนำช้างของพวกเขาออกจากการแสดงและกลับไปสู่วิถีชีวิตที่เป็นธรรมชาติแบบดั้งเดิม

ควาญช้างบางตัวซึ่งเป็นเจ้าของช้างให้พวกมันมาขอทานที่วัดทั่วประเทศ คุณเล็กกล่าวว่า เธอได้รับการสนับสนุนในเรื่องการยุติการใช้ช้างในการแสดงและการขี่ช้างไปตามสถานที่ต่างๆ มานานหลายปี เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติและโดยทั่วไป ช้างที่มีความชำนาญต้องอาศัยการฝึกโดยอาศัยความกลัวเพื่อให้เชื่อง แต่การขอทานช้างนั้นยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก

“การขี่ช้างอย่างน้อยมันก็ยังได้เดินโดยไม่มีโซ่ตรวน แต่การยืนขอทานอยู่ที่วัดนั้น พวกเขาต้องล่ามโซ่ไว้กับคอนกรีตอย่างแน่นหนาเป็นเวลาทั้งวัน” คุณเล็กกล่าว ควาญช้างสามารถหาเงินเลี้ยงสัตว์ได้ด้วยวิธีนี้ แต่ “ช้างต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส”

ช้างไทย, ปางช้าง
ช้างหนุ่มถูกโซ่ตรวนยาวที่ปางช้างโชคชัย มีการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการถูกผูกไว้ในคอกคอนกรีตแห่งนี้ ตามแบบฉบับของค่ายดั้งเดิมหลายแห่งในประเทศไทย ปางช้างอย่างโชคชัยมักจ้างควาญช้างหนึ่งตัวต่อช้างหนึ่งตัว แต่เนื่องจากการสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว ปางช้างจึงต้องเลิกจ้างควาญช้างส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีควาญช้างเพียง 15 คนที่ต้องดูแลช้างถึง 56 ตัว

เอ็ดวิน เวียก ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย ได้เห็นถึงปัญหาในช่วงการระบาดใหญ่ในปางช้างทั่วประเทศ มีช้างจำนวนมากถูกล่ามโซ่ไว้กลางแดดร้อนตลอดทั้งวัน อีกทั้งเขายังกล่าวว่าการขี่ช้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์นั้นเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัว ผิดธรรมชาติและสร้างความทุกข์ทรมานต่อช้าง แต่ตอนนี้ช้างที่ไม่ได้ถูกขี่เลยได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมทุกคืน วันแล้ววันเล่า กล้ามเนื้อขาของช้างก็อ่อนแอลง ประกอบกับภาวะโภชนาการที่ไม่ดี เมื่อช้างอ่อนแอลง พวกมันก็จะป่วยได้ “มันเป็นความทุกข์ที่มากกว่าคนจะจินตนาการได้เสียอีก” เวียก กล่าว

“ยี่สิบปีที่แล้ว มีป่าที่ใหญ่กว่านี้ แต่ตอนนี้มีเกษตรกรรมทำให้มีพื้นที่สำหรับช้างอยู่ไม่มากเหมือนสมัยก่อน” คุณเล็กกล่าว “ทุกที่เป็นอันตรายต่อพวกเขา พวกเขาไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างอิสระอีกต่อไปเพราะยาฆ่าแมลงจากการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องหาพื้นที่ให้ช้างอาศัยอยู่ แต่ในหลายพื้นที่นั้นได้กลายเป็นของรัฐบาลไปเสียแล้ว”

ช้างไทย, ปางช้าง
เล็ก – แสงเดือน ชัยเลิศ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์บริบาลช้าง ยืนอยู่เคียงข้างช้างที่ได้รับการช่วยเหลือ 2 ตัวที่สถานที่เลี้ยงช้างของเธอ เธอมีผู้สนับสนุนมากมายโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ในช่วงการระบาดใหญ่ เธอและทีมงานได้ระดมทุนเพื่อจัดหาอาหารและทรัพยากรให้กับค่ายช้างหลายสิบแห่งทั่วประเทศไทย

กรมปศุสัตว์ หน่วยงานของรัฐที่ดูแลช้างเลี้ยงในประเทศไทยได้มอบหญ้าแห้งจำนวน 290 ตันให้กับปางช้างใน 22 จังหวัดของไทยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 ศศิ เจริญพจน์ สัตวแพทย์จากหน่วยงานนี้ กล่าว ซึ่งก็เพียงพอที่จะเลี้ยงช้างหลายสิบตัวเป็นเวลา 72 วัน แต่ทว่า ประเทศไทยมีช้างเกือบ 4,000 ตัวอาศัยอยู่ในกรงขัง ซึ่งไม่เพียงพออย่างแน่นอน

เวียก กล่าวว่าเขาเคยได้รับ “หญ้าแก่และแห้ง” จำนวน 5 ตันจากรัฐบาลสำหรับช้าง 29 ตัวของเขา แน่นอนว่านั่นไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงช้างเลยแม้แต่น้อย “ครึ่งวันก็ยังไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ”  เวียกกล่าวว่าเขารู้สึกท้อแท้กับความช่วยเหลืออันเล็กน้อยของรัฐบาล

ปางช้าง, ช้างไทย
ช้างกำลังพักผ่อนที่ “The Chang” พื้นที่ส่วนหนึ่งของปางช้างแม่สา ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าของ คุณอัญชลี กัลมาจิตร ได้กลายมาเป็นผู้ให้สำหรับช้าง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของคุณชัยเลิศที่ปางช้างธรรมชาติ คุณอัญชลีใช้โรคระบาดนี้เป็นโอกาสในการปรับปรุงและสร้างค่ายขึ้นใหม่ จะไม่มีบริการขี่ช้างและการแสดงอีกต่อไป แต่การปรับปรุงใหม่ก็เพื่อให้มีพื้นที่ให้ช้างได้เดินเล่นอย่างอิสระ คุณอัญชลีกล่าวว่าเธอหวังว่าการปรับปรุงค่ายของเธอนั้นจะเป็นแบบแผนให้คนอื่นๆ ทั่วประเทศไทยหันมาช่วยเหลือช้างในแบบที่ธรรมชาติควรจะเป็น

ด้านคุณเล็กได้เริ่มช่วยปางช้างต่างๆโดยการปลูกหญ้าของตัวเองเพื่อเป็นอาหารช้างที่จำเป็นอย่างยิ่ง “หลายครั้งที่ฉันไปดูช้าง น้ำตาก็เอ่อล้นออกมาอย่างไม่สามารถกลั้นไว้ได้ หัวใจของฉันเหมือนจะแตกสลาย”

คุณอัญชลีแห่งปางช้างแม่สากล่าวว่า แม้จะมีความยากลำบากเพียงใด แต่การได้เห็นช้างของเธอสนุกกับกิจวัตรประจำวันที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นก็เปรียบเหมือนรางวัลของเธอ “พวกเขาอยู่อย่างสงบสุข พวกเขาเป็นอิสระและผ่อนคลายมากขึ้น” เธอกล่าวอีกว่า “ฉันไม่ต้องการให้ปางช้างยุบหรือหายไป นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันกำลังต่อสู้เพื่อพวกช้าง ตราบใดที่ฉันยังมีความหวังอยู่ฉันจะสู้จนถึงที่สุด”

เรื่อง NATASHA DALY

ภาพ AMANDA MUSTARD

แปลโดย สิรภัทร จิตต์ชื่น

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม เมื่อมนุษย์ทุกข์ทน ช้างก็ทรมานเช่นกัน

เรื่องแนะนำ

1 ปี หลังไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ ชาวออสเตรเลียยังคงดิ้นรนเพื่อกอบกู้วิถีชีวิตกลับคืนมา

หนึ่งปีหลังจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เปลวไฟขนาดมหึมาที่โหมลุกไหม้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยังคงทิ้งบาดแผลฉกรรจ์อันน่าเศร้า ชาวออสเตรเลียที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ยังคงดิ้นรนเพื่อกอบกู้วิถีชีวิตกลับคืนมา วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2019 Ron Corby วัย 88 ปี เข้านอนตามปกติในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียที่ชื่อ Cobargo จากนั้นเวลาตี 2 ครึ่ง เขาก็ตื่นขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์ เสียงลูกสาวที่ดังมาตามสาย บอกให้เขาอพยพออกจากบ้านของตัวเองทันที เมื่อ Corby ขนข้าวของออกมา เพื่อเตรียมขึ้นรถลูกสาวที่มารอรับหน้าบ้าน เขาเห็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ลุกไหม้อยู่ไม่ไกล บ้านของเธอที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ช่วงถนนถูกมันกลืนกินไปแล้วทั้งหลัง Corby อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน Cobargo มานานนับทศวรรษ ดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม เขาเผชิญหน้ากับภัยพิบัติและสภาพอากาศอันเลวร้ายของออสเตรเลียมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่วิกฤติความแห้งแล้ง ไปจนถึงน้ำท่วมและไฟป่า แต่ไม่มีครั้งใดรุนแรงเทียบเท่าเปลวไฟมหึมาที่ลุกไหม้ทุกอย่างที่ขวางหน้า รวมถึงบ้านของเขาในครั้งนี้มาก่อน 1 ปีที่แล้ว ไฟไหม้รุนแรงเกิดขึ้นทั่วประเทศออสเตรเลีย คร่าชีวิตคนไป 33 คน ทำลายบ้านเรือนหลายพันหลังและทำให้สัตว์ป่ามากกว่า 1 พันล้านตัว ต้องจบชีวิตลงกับเศษเถ้าธุลี พื้นที่มากกว่า 100 […]

เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ

เสือโคร่งข้างบ้าน: ในสหรัฐฯ เสือโคร่ง และสัตว์กลุ่มแมวใหญ่อื่นๆ ที่อยู่ในสถานเพาะเลี้ยง  เช่น สวนสัตว์ข้างถนน คณะละครสัตว์ และกระทั่งบ้านเรือน มีจำนวนมากกว่าประชากรในธรรมชาติเสียอีก

สปีชีส์ใหม่ๆ ของสัตว์และพืชถูกค้นพบทุกวันในป่าแอมะซอน

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ ภายในป่าแอมะซอนเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมากมาย ผลจากการค้นพบที่ผ่านมา นักวิจัยรายงานว่าพวกเขาค้นพบสปีชีส์ใหม่ๆ ของสัตว์และพืชทุกวัน โดยเฉลี่ย นั่นคือข้อสรุปจากการทำงานตลอด 2 ปีทีผ่านมาของ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF องค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่ในบราซิล WWF ติดตามรายงานการค้นพบสัตว์มีกระดูกสันหลังและพืชสายพันธุ์ใหม่ๆ จากป่าแอมะซอน ในปี 2014 และปี 2015 จากรายงานทีมนักวิจัยค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่รวมทั้งสิ้น 381 ชนิด โดยเป็น พืช 216 ชนิด ปลา 93 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 32 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 20 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานอีก 19 ชนิด และนกอีก 1 ชนิด อย่างไรก็ตามการค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ จากป่าแอมะซอนนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ป่าแห่งนี้มีพื้นที่กว้างถึง 4 ล้านตารางไมล์ แอมะซอนคือบ้านของพืชและสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ที่คิดเป็นสัดส่วน 10% จากทั้งหมดของโลก แต่ความประหลาดใจคือการที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่บางชนิดนั้น สามารถหลบซ่อนตัวอยู่ได้จนมาถึงปัจจุบันต่างหาก คำบอกกล่าวจากพาโบล […]

ชีวิตกลางดงไฟและแก๊สพิษ ของคนงานเหมือง กำมะถัน คาวาอีเจียน

นับจากอดีต มนุษย์ประดิษฐ์ล้อเพื่อช่วยในการขนส่ง ทว่าในคาวาอีเจียน คนงานเหมือง กำมะถัน ยังคงพึ่งพาสองบ่าของตนเอง… อากาศเช้านี้สดใสพอสมควร เหมาะแก่การไปเยือนคาวาอีเจียน (Kawah Ijen) ณ เวลานี้ เรามองเห็นปล่องภูเขาไฟได้อย่างแจ่มชัด มวลควันอวลกลิ่น กำมะถัน ที่ปกคลุมหาได้บดบังความงามของทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้มาเยือน อันที่จริงทะเลสาบสีฟ้าสดเหนือปากปล่องบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ไกลออกไป แคลดีรา (caldera) หรือแอ่งภูเขาไฟขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา แอ่งภูเขาไฟและทะเลสาบที่งดงามจนทำให้ใครหลายคนแทบลืมหายใจนี้ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งใหญ่ในสมัยไพลสโตซีน ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไฟอีเจียนอันเก่าแก่และสูงเสียดฟ้าด้วยความสูงกว่า 3,500 เมตร ทุกวันนี้ภูเขาไฟเก่าแก่ลูกนี้ก็ยังมีพลังอยู่ ทำให้คาวาอีเจียนเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่มีฤทธิ์เป็นกรดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาวาอีเจียนตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของเกาะชวาอินโดนีเซีย ประเทศที่รุ่มรวยไปด้วยภูเขาไฟมีพลังมากกว่า 100 ลูกกระจายอยู่ตามเกาะสำคัญต่าง ๆ นักเดินทางสามารถมาเยือนคาวาอีเจียนได้จากเมืองบอนโดโวโซ (Bondowoso) หรือบันยูวังกี (Banyuwangi) ในชวาตะวันออก แต่ส่วนใหญ่มักเลือกเส้นทางจากทางบอนโดโวโซ เพราะถนนหนทางสะดวกกว่า และยังเห็นทัศนียภาพของแอ่งภูเขาไฟได้ตลอดทางจนถึงเบสแคมป์ อีเจียน (Ijen) ตามรูปศัพท์มีความหมายว่า สงบวิเวกกระนั้น ภูเขาไฟลูกนี้หาได้อยู่เพียงลำพังหรือโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะ ณ ปากปล่องภูเขาไฟยังมีผู้คนอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง พวกเขาคือคนงานเหมืองกำมะถันผู้เริ่มต้นชีวิตที่นี่ตั้งแต่รุ่งสาง รถบรรทุกคันแรกมาถึงเบสแคมป์พร้อมคนงานเหมืองหลายสิบคนจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป พวกเขากระโดดลงจากรถอย่างกระปรี้กระเปร่า เป็นสัญญาณว่าพร้อมเริ่มงาน แต่ละคนเร่งรุดไปยังเพิงพักเพื่อหยิบตะกร้า ก่อนเดินเรียงแถวมุ่งหน้าสู่ปล่องภูเขาไฟ คนงานบางคนคุยกันไปพลาง […]