ความเหลื่อมล้ำใน ร่มเงา ของชุมชนในสหรัฐฯ

ในเมืองแดดแรงอย่างลอสแอนเจลิส ย่านรายได้ต่ำที่ขาดแคลน ร่มเงา ไม้ ทำให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากเสี่ยงต่อความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ นี่คือผลพวงของ การวางผังเมือง และนโยบายเหยียดเชื้อชาติที่มีมายาวนาน

มิเกล วาร์กัส จำได้ชัดเจนถึงครั้งแรกที่เขารู้ซึ้งในพลังของ ร่มเงา ไม้ ตอนนั้นเขาอยู่ประถมปลาย วิ่งไปมากลางสนามฟุตบอลที่มีหญ้าขึ้นรกของฮันทิงตันพาร์ก เมืองเล็กๆที่มีรางรถไฟและสายไฟแรงสูงวางตัดไปมาทางใต้ของย่านกลางเมืองลอสแอนเจลิส เขาวิ่งมากจนตัวร้อนจัดใต้แสงอาทิตย์แผดจ้า

เขารู้สึกตาพร่า หัวใจเต้นแรง และทั้งๆที่งุนงง วาร์กัสเดินโซซัดโซเซไปยังต้นสนแดงที่สูงตระหง่านใกล้ มุมตะวันตกเฉียงใต้ของสนาม ซึ่งเป็นไม้ใหญ่ที่สุดเกือบจะต้นเดียวที่มองเห็น

ใต้ต้นไม้ต้นนั้น ความวิงเวียนของวาร์กัสทุเลาลง อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง เขาฟื้นคืนสติ มีเรี่ยวแรงขึ้นมาด้วยเงาอันร่มรื่นชื่นเย็นตรงนั้น

วาร์กัสมารู้หลังจากทำงานปลูกต้นไม้ว่า ร่มเงาไม้ธรรมดาๆนั้นมีอยู่ดาษดื่นในพื้นที่อื่นๆของลอสแอนเจลิส โดยเฉพาะย่านผู้มีอันจะกินซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว แต่ในย่านที่มีคนผิวดำและผิวสีน้ำตาลอยู่กันเป็นหลักอย่าง ฮันทิงตันพาร์ก ซึ่งประชากรร้อยละ 97 มีเชื้อสายฮิสแปนิก ร่มเงาไม้หดหายเข้าขั้นหายาก

ลอสแอนเจลิส
เจมส์ โรคัส นักวางผังเมือง บอกว่า ชาวเมืองลอสแอนเจลิสจำนวนมาก โดยเฉพาะในย่านชาวลาติน เป็นเลิศ ในศิลปะการสร้างที่บังแดดทำเอง นั่นคือศิลปะ รัสกาชิสโม ซึ่งเป็นคำที่คนเชื้อสายเม็กซิโกเรียกการนำสิ่งเหลือใช้รอบตัวมาผสมผสานกันอย่างมีชีวิตชีวาและหลากหลาย เพื่อสร้างสิ่งที่เท่เก๋และใช้ประโยชน์ได้

ลอสแอนเจลิสไม่ใช่ฟีนิกซ์หรือแดลลัส อากาศที่นี่ไม่ร้อนไม่หนาว แต่ก็มีช่วงที่อากาศร้อนจนเป็นอันตรายด้วย และที่ไม่เหมือนเมืองอื่นใดเกือบทั้งหมดในสหรัฐฯก็คือ ความร้อนรุนแรงนั้นเกิดได้ตลอดปี การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศทำให้ปัญหานี้เลวร้ายลง ถึงเวลา “ปิดตะวัน” แล้ว คริสโตเฟอร์ ฮอว์ทอร์น หัวหน้าฝ่ายออกแบบ ของลอสแอนเจลิส บอกและเสริมว่า ลอสแอนเจลิสต้องหาวิธีสร้างร่มเงาที่มีส่วนช่วยชีวิตผู้คนเพิ่มเติมให้เมือง

ลอสแอนเจลิสยุคใหม่เป็นเมืองที่โอบรับแสงแดด ไม่ใช่ร่มเงา ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ หลายเคาน์ตีในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียดึงดูดผู้อพยพจากแถบตะวันออกของสหรัฐฯด้วยภาพของ “แสงอาทิตย์ที่แทบ ไม่มีวันดับ” และเสน่ห์ล่อใจของแสงไฟในลอสแอนเจลิสก็ส่องฉายต่อมาด้วยแม่เหล็กดึงดูดอย่างฮอลลีวูด

การออกแบบผังเมืองในลอสแอนเจลิสคำนึงถึงการรับแสงอาทิตย์เป็นหลัก กฎหมายควบคุมอาคารมักกำหนดว่า อาคารหลังหนึ่งทอดเงาไปทางใดได้บ้างและได้นานเท่าไรในแต่ละวัน เพื่อไม่ให้บังแสงในลาน สวน หรือชานเรือน มากเกินไป สถาปนิกออกแบบอาคารให้โปร่งใสเพื่อรับแดดและให้แสงส่องถึงได้ทุกซอกมุม หลังวิกฤติพลังงานในทศวรรษ 1970 เมืองก็มีเหตุผลใหม่ที่จะให้แสงสว่างเข้าถึงทุกที่ ทุกวันนี้ ลอสแอนเจลิสมีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์สูงกว่าเมืองอื่นใดในสหรัฐฯ

ลอสแอนเจลิส, ร่มเงา
เลเดล เฮย์ส ปลูกต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ในย่านวัตส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ปลูกต้นไม้ 90,000 ต้น ในลอสแอนเจลิสภายในสิ้นปี 2021 และอีกมากหลังจากนั้น เฮย์สซึ่งทำงานให้องค์กรไม่แสวงกำไรนอร์ทอีสต์ทรีส์ เป็นผู้นำทีมคนหนุ่มสาวที่ส่วนใหญ่นำต้นไม้ไปปลูกในย่านที่ตนอยู่ ต้นไม้เหล่านี้จะต้องได้รับการดูแลอีกหลายปีกว่าจะให้ร่มเงา

แต่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แสงแดดในลอสแอนเจลิสไม่ได้เป็นเรื่องดีด้านเดียวอีกต่อไป หากไร้ซึ่งความพยายามอย่างจริงจังในระดับนานาชาติเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน คาดการณ์ว่าพอถึงกลางศตวรรษนี้ ลอสแอนเจลิสจะมีวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียสปีละ 22 วัน หรือสูงกว่าตัวเลขปัจจุบันกว่าสามเท่า ความร้อนเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลอสแอนเจลิสแล้ว ถึงแม้หลายกรณีจะไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากความร้อน ในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนเป็นเวลาสั้นๆ อัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุเพิ่มสูงกว่าปกติร้อยละแปด เมื่อผ่านไปอีกสี่หรือห้าวัน ตัวเลขนั้นเพิ่มเป็นร้อยละ 25 และสูงถึงร้อยละ 48 ในกลุ่มประชากรสูงวัยทั้งผิวดำและ เชื้อสายลาติน

ในวันอากาศร้อน คนที่ตากแดดจะรู้สึกร้อนกว่าคนที่อยู่ในร่ม ถึงแม้อุณหภูมิอากาศจะเท่ากัน เพราะอุณหภูมินั้นวัดจากความเร็วในการเคลื่อนที่ของโมเลกุลอากาศ และความร้อนที่มันทำให้เกิดขึ้นในร่างกายของเราขณะปะทะกับ ตัวเรา แต่รังสีดวงอาทิตย์ทำให้ร่างกายของเราร้อนขึ้นได้ด้วย การอยู่ใต้แสงอาทิตย์โดยตรงอาจทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าการอยู่ในร่มเงาใกล้ๆมากขึ้นถึง 11 องศาเซลเซียส

ร่มเงา, ชุมชน, ลอสแอนเจลิส
ร่มเงาไม้ส่วนใหญ่ในลอสแอนเจลิสอยู่ในชุมชนต่างๆ ซึ่งผู้อยู่อาศัยมีเงินพอจะใช้จ่ายเพื่อดูแลต้นไม้ได้ เช่น ย่านโรลลิงฮิลส์ในภาพ

อาคาร ทางเท้า และวัตถุขนาดใหญ่อื่นๆก็เช่นเดียวกัน รังสีดวงอาทิตย์โดยตรงส่งพลังงานมามากกว่า จึงส่ง ความร้อนมามากกว่าด้วย ยางมะตอยดูดความร้อนได้ดีเป็นพิเศษ เมื่ออยู่กับคอนกรีต มันจึงคายความร้อนที่เก็บไว้ ออกสู่อากาศได้อีกหลายชั่วโมง แม้กระทั่งหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เกาะความร้อนเมือง (urban heat island effect) ในทางกลับกัน ต้นไม้ที่วางแผนการปลูกอย่างดีอาจช่วยให้อุณหภูมิ ในอาคารลดลง 10 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอาคารที่อยู่กลางแจ้งทั้งหลัง ร่มเงาไม้ทำให้ทุกอย่างเย็นลง และเมือง ที่ร้อนจัดก็รับรู้ได้

แต่ป่าในเมืองเติบโตได้ด้วยเงินซึ่งไม่ได้รับการจัดสรรอย่างเท่าเทียม ร่มเงาไม้ส่วนใหญ่ในลอสแอนเจลิส อยู่ในที่ดินส่วนบุคคล ในย่านอย่างลอสเฟลิซ ฮอลลีวูด หรือเบรนต์วูด ซึ่งผู้อยู่อาศัยมีเงินพอจะซื้อต้นไม้ที่มักมาพร้อม การดูแลรักษาราคาแพง ทุกวันนี้ ต้นไม้เกือบร้อยละ 20 ของเมืองพบได้ในพื้นที่เพียงห้าช่วงตึก ซึ่งเป็นที่อยู่ของประชากรเพียงร้อยละหนึ่งเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม ต้นไม้ไม่ได้เติบโตอย่างดีเช่นนั้นในย่านที่ยากจนกว่า มีคนผิวดำและผิวสีน้ำตาลมากกว่า ต้นไม้สาธารณะในย่านเหล่านั้นมักไม่ได้รับการเหลียวแลจากกรมป่าไม้ที่ขาดแคลนงบประมาณ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเปิดทางให้รถยนต์ ทางการเมืองยังตัดต้นไม้ริมถนนและลดขนาดทางเท้าให้แคบลง

ต้นไม้ใหญ่, ร่มเงา
ต้นไม้ใหญ่เติบโตอย่างโดดเดี่ยวบนลานจอดรถในเวอร์นอน เขตอุตสาหกรรมใกล้ย่านดาวน์ทาวน์ลอสแอนเจลิส ซึ่งอุณหภูมิพื้นผิวอาจสูงกว่าย่านที่มีต้นไม้ร่มรื่นเกินแปดองศาเซลเซียส มีผู้คนราวหนึ่งร้อยคนเท่านั้นอาศัยอยู่ในย่านแดดจัดนี้ แต่มีผู้คนราว 50,000 คนมาทำงานที่นี่

ความเหลื่อมล้ำนั้นชัดเจน กล่าวคือ ในย่านยากจนที่สุดบางย่านของเมือง เช่น ฮันทิงตันพาร์ก ร่มเงาไม้มีไม่ถึงร้อยละสิบของพื้นที่ ขณะที่ย่านมั่งคั่งกว่า เช่น ลอสเฟลิซ สัดส่วนของเรือนยอดไม้ปกคลุมอาจสูงถึงเกือบร้อยละ 40 นั่นส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยของผู้อยู่อาศัย

ลอสแอนเจลิสวางแผนปลูกต้นไม้เพิ่ม 90,000 ต้นภายในสิ้นปี 2021 โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เรือนยอดไม้ ปกคลุมในย่านที่ถูกละเลยอย่างเซาท์เซนทรัลให้ได้ร้อยละ 50 ภายในปี 2028 โครงการรณรงค์นี้ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล เรเชล มาลาริช เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของเมือง พูดตรงๆ เธอบอกว่า ต้นไม้ใช้เวลาหลายปี ถ้าไม่ใช่หลายสิบปี กว่าจะโตเต็มที่ และต้องรดน้ำมากพอดู แต่ประโยชน์ที่ได้คุ้มค่ากว่าต้นทุนมากนัก

คริสโตเฟอร์ ฮอว์ทอร์น สนับสนุนแนวทางแบบองค์รวมที่คำนึงถึงการเพิ่มร่มไม้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับผังเมืองสาธารณะทั้งหมดในลอสแอนเจลิส เขาบอกว่า “แทนที่จะเปิดรับแดดและแสงอาทิตย์ เราจำเป็นต้องเริ่มคิดถึงการออกแบบที่ปกป้องเราจากดวงอาทิตย์และความร้อนได้แล้วครับ”

ผังเมือง, ร่มเงา
การออกแบบผังเมืองลอสแอนเจลิสให้ใช้รถยนต์เป็นหลัก ทำให้ดูเหมือนว่าเราควรชมเมืองนี้จากในรถติดเครื่องปรับอากาศ เมื่อมีร่มเงาไม่มาก คนเดินเท้าเช่นที่อยู่บนถนนเวอร์มอนต์อะเวนิวและถนนสายที่แปดทางตะวันตกของย่านดาวน์ทาวน์เหล่านี้ มักถูกอบด้วยแสงอาทิตย์

ในระดับกว้างที่สุด นั่นจะนำไปสู่การปรับทิศทางเมืองให้ลดการใช้รถยนต์ คืนพื้นที่ให้คนเดินเท้าและต้นไม้ ซึ่งอาจหมายถึงการทำให้ถนนแคบลงเพื่ออาศัยร่มเงาจากอาคารสูง มากกว่าที่กฎหมายควบคุมอาคารในปัจจุบันกำหนดไว้ เรามีกฎหมายดูแลเรื่องสิทธิในการเข้าถึงความร้อนในอาคาร และในยุโรปก็มีกระทั่งสิทธิในการเข้าถึงแสงอาทิตย์ บางทีนี่อาจได้เวลาส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงร่มเงาและความเย็นแล้ว ฮอว์ทอร์นบอก

วาร์กัส ชายผู้ปลูกต้นไม้ มองไปถึงอนาคตข้างหน้า เขาตระหนักดีถึงคุณค่าของการนั่งพักใต้เงาไม้สักครู่ และเขาก็รู้ว่ามันสำคัญยิ่งกว่าสำหรับ อาบูเอลีตา หรือบรรดาคุณย่าคุณยายในย่านของเขาที่เดินออกมารับหลานๆ สำหรับคนงานในชุมชนที่เดินมารอรถประจำทางในฤดูร้อนอันอบอ้าว สำหรับทุกคนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ เหงื่อเม็ดเป้งไหลลงมาตามแก้มขณะที่เขาขุดหลุมปลูกต้นยี่เข่งผอมสูง หนึ่งในต้นไม้ใหม่ 1,400 ต้นที่เขาช่วยปลูกในฮันทิงตันพาร์ก

“นี่ไม่ใช่เรื่องระยะสั้นครับ เราจะไม่รู้สึกถึงผลกระทบของมันในปีนี้ ปีหน้า หรืออาจจะกระทั่งอีกสิบปีด้วย คนที่จะเริ่มรู้สึกถึงมันคือคนรุ่นถัดไป” เขาบอก “อย่างช้าๆ แต่ว่าแน่นอน เราจะไปถึงจุดที่อากาศร้อนน้อยลงในย่านรายได้ต่ำทั้งหมดครับ”

เรื่อง อะเลฮันดรา โบรุนดา
ภาพถ่าย เอลเลียต รอส

สามารถติดตามสารคดี ร่มเงาเหลื่อมล้ำ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม เมื่อ โลกร้อน เกินกว่าจะทน เราจะอยู่อย่างไร

เรื่องแนะนำ

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้ “เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้ การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for […]

มิติความจริงที่หายไปจาก Seaspiracy สารคดีโด่งดังที่บอกให้มนุษย์เลิกกินปลา

ไม่ถึงเดือนนับจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Seaspiracy ออกสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกทาง Netflix ก็สร้างปรากฏการณ์หลายระลอก ทั้งติดอันดับยอดชมสูงสุดในหลายประเทศ และจุดประเด็นคำถามให้ผู้คนถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของท้องทะเล เนื้อเรื่องของ Seaspiracy ดำเนินผ่านการเดินทางของ Ali Tabrizi ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี ที่บอกเล่าทั้งปัญหาขยะพลาสติก อวนผีหรือซากอุปกรณ์ประมง การใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ทำลายระบบนิเวศและสร้างทั้งปัญหาจับสัตว์น้ำเกินขนาด ไปจนถึงสัตว์น้ำพลอยได้ที่คุกคามสัตว์หายากใกล้สูญพันธ์ การประมงไม่เป็นธรรมที่เรือประมงข้ามชาติไปแย่งชิงทรัพยากรอย่างผิดกฏหมาย ไปจนถึงการกดขี่แรงงานประมงอย่างทารุณกรรม เรียกได้ว่า มีการเอ่ยถึงแทบทุกประเด็นวิกฤตของท้องทะเลในปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจหากภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะติดตลาด และสามารถสร้างปรากฏการณ์เป็นที่พูดถึงของคนทั่วไปได้ เพราะที่ผ่านมาผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าชีวิตประจำวันของตนเอง ไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร เมื่อได้เห็นชะตากรรมมหาสมุทรที่ตนเองมีส่วนกระทำ จากการใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยวทั่วไปในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ พร้อมอารมณ์ร่วมในการค่อย ๆ ค้นพบความจริงหลายอย่างไปพร้อมกับ Ali จากต้นจนจบเรื่อง จึงเกิดเป็นคลื่นแห่งความสะเทือนใจซัดกระเซ็นไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ต ความสำเร็จลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นอย่างถล่มทลายมาแล้วกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Cowspiracy ที่บอกเล่าความเชื่อมโยงของสภาวะโลกร้อนกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เขียนบทและกำกับโดย Kip Anderson นักกิจกรรมผู้สนับสนุนแนวคิดการกินแบบละเว้นเนื้อสัตว์ (Plant-Based Diet) ซึ่งผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์ของ Seaspiracy ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉุดรั้งไม่ให้ Seaspiracy […]

มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย กับก้าวที่เริ่มต้นในประเทศไทย

หลังจากมีเสียงเรียกร้องมาจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยได้เริ่มมีมาตรการลดใช้ ถุงพลาสติก อย่างจริงจังจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และนี่คือกรณีศึกษาจุดเริ่มต้นการลดพลาสติกจากหลายประเทศในเอเชีย แม้ครั้งหนึ่งในอดีต พลาสติกเปรียบเหมือนวัสดุสังเคราะห์จากฝีมือการสร้างสรรค์ของมนุษย์อันล้ำค่าที่นำพาความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ แต่ไม่กี่ทศวรรษให้หลัง ชาวโลกต่างเห็นต้องกันว่า พลาสติกส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่เราจินตนาการไว้ มาตรการงดใช้พลาสติก กลายเป็นกระแสและกำลังส่งแรงกระเพื่อมในสังคมโลก เนื่องจากชาวโลกกำลังเห็นผลกระทบของจากใช้ถุงพลาสติกที่มากเกินไป จนส่งผลให้ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าไม้ ทะเล และบรรดาสัตว์ ได้รับผลกระทบจากพลาสติกที่พวกมันไม่ได้ก่อขึ้น ดังที่ปรากฎให้เห็นในหน้าสื่ออยู่หลายกรณี มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย ในส่วนของประเทศไทย กระบวนการงดใช้พลาสติกกำลังเริ่มต้นอย่างจริงจังในปีนี้ แม้จะเป็นการออกตัวที่ช้าไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทวีปเอเชียหลายประเทศ ที่เล็งเห็นผลกระทบจากวัสดุสังเคราะห์นี้มาเนิ่นนานแล้ว แต่สิ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นไปสู่เป้าหมายของโลกที่ไร้พลาสติก อันจะส่งผลดีต่อธรรมชาติและสัตว์ร่วมโลก นี่คือเรื่องราวของวัฒนธรรมการงดใช้ถุงพลาสติกที่โดดเด่นทั่วเอเชีย ซึ่งเราต้องการนำเสนอเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับประเทศไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมองว่า มาตรการลดพลาสติกในประเทศ สามารถประสบความสำเร็จได้ บังกลาเทศ บังกลาเทศเป็นประเทศแรกในโลกที่ตั้งมาตรการเกี่ยวกับการห้ามใช้พลาสติก โดยในปี 2002 บังกลาเทศประกาศห้ามใช้พลาสติกที่มีขนาดบาง เนื่องจากพบว่ามันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ท่อระบายน้ำของประเทศอุดตัน จนทำให้เกิดน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ แม้จุดเริ่มต้นเกิดจากการประสบภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่การเป็นประเทศแรกที่ประกาศห้ามใช้พลาสติก ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและออสเตรเลียออกกฎหมายในแบบเดียวกัน และตอนนี้ ในเมืองหลวงของบังกลาเทศก็ไม่มีการแจกถุงพลาสติกโพลิธีน (Polythene) ตามร้านค้าแล้ว กัมพูชา กัมพูชาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีมาตรการเกี่ยวกับถุงพลาสติกโดยการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาเก็ตเพิ่มเติม สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้ และรัฐบาลมีแผนว่าจะห้ามการนำเข้า ผลิต หรือแจกจ่ายถุงพลาสติกที่มีขนาดบางกว่า 0.03 มิลลิเมตรและมีขนาดกว้างไม่ถึง 30 เซนติเมตร และมีแผนลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้ร้อยละ […]

ทะเล อันดามัน ของไทยกำลังป่วย

ไข่มุกเม็ดงามนาม อันดามัน กำลังเผชิญภัยคุกคามรอบด้าน ธรรมชาติจะยืนหยัดทัดทานได้อีกนานเพียงใด สัณฐาน อันดามัน ยํ่าคํ่าแล้วที่ “สุสานหอย” ในเขตอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี ชายฝั่งทะเลอันดามันที่บ้านแหลมโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ “สุสานหอยเป็นชั้นของแผ่นหินปูน ซึ่งมีซากของหอยขมนํ้าจืดปริมาณมากทับถมอยู่และปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังพบซากเรณูและสปอร์ของพืชโบราณที่สามารถกำหนดอายุของสุสานหอยว่าอยู่ในช่วงประมาณ 20 – 40 ล้านปี” ดร.สกลวรรณ ชาวไชย อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายให้กลุ่มนักศึกษาฟังระหว่างการออกภาคสนามในพื้นที่ อาจารย์สกลวรรณอธิบายต่อว่า ที่นี่เคยเป็นหนองนํ้าจืดขนาดใหญ่ มีหอยขมอาศัยอยู่จำนวนมาก ต่อมานํ้าทะเลไหลเข้าท่วมขังจนหินปูนใต้นํ้าทะเลอ่อนตัว หลอมรวมเอาเปลือกหอยใต้นํ้าเข้าเป็นเนื้อเดียว แปรสภาพเป็นแผ่นหินปูนแข็งที่มีซากหอยเกาะแน่นหนาราว 0.5 – 1 เมตร หากสังเกตลานหินของชั้นหอยจะพบแนวรอยแยกเป็นสองทิศทางได้ชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากธรณีแปรสัณฐาน คำอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบริเวณชายฝั่งทะเล อันดามัน ทำให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นพิบัติภัยที่เกิดจากพลังงานใต้พิภพปะทุจนแผ่นดินไหวรุนแรงแรงขยับแผ่นเปลือกโลกให้เคลื่อนที่ไปราวหนึ่งเซนติเมตร แต่ก็รุนแรงพอจะสร้างคลื่นยักษ์สูงกว่า 30 เมตรพุ่งเข้าปะทะชายฝั่ง กวาดกลืนทุกสิ่งจนราพณาสูรไปในชั่วพริบตา ผู้คนใน 14 ประเทศ ชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียเสียชีวิตไปราว 130,000 […]