เมื่อ โลกร้อน เกินกว่าจะทน เราจะอยู่อย่างไร - National Geographic Thailand

เมื่อ โลกร้อน เกินกว่าจะทน เราจะอยู่อย่างไร

ความร้อนที่พุ่งสูงขึ้น และภาวะ โลกร้อน ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มีแนวโน้มที่จะผลักดันผู้คนนับล้านและภูมิภาคทั้งภูมิภาคให้ออกจากพื้นที่อันปลอดภัย

ฤดูร้อนปี 2003 คลื่นความร้อนปกคลุมเหนือยุโรปตอนกลางและตะวันตก ความร้อนแผ่ทั่วแถบทะเล เมดิเตอร์เรเนียน มวลอากาศขนาดใหญ่ยักษ์หมุนวนต้านทานมวลอากาศที่เย็นกว่าจากมหาสมุทรแอตแลนติกอยู่ หลายสัปดาห์ ในฝรั่งเศส ภาวะ โลกร้อน ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนกระทั่งถึง 40 องศาเซลเซียสอยู่แปดวัน ระหว่างที่ความร้อนก่อตัวสะสม ผู้คนก็เริ่มล้มตาย

ในไม่ช้า โรงพยาบาลต่างๆก็รับไม่ไหว ห้องเก็บศพเต็มจนต้องใช้รถบรรทุกห้องเย็นและตู้อาหารแช่แข็งแทน ตำรวจได้รับแจ้งให้พังประตู “เพียงเพื่อจะพบศพอยู่ข้างใน” ปาตริก เปลลู ประธานสมาคมแพทย์ห้องฉุกเฉิน แห่งฝรั่งเศส บอก “น่าสะพรึงอย่างที่สุดครับ”
ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนครั้งนั้นกว่า 15,000 ราย น้อยกว่าอิตาลีซึ่งมีผู้เสียชีวิตเกือบ 20,000 ราย ทั่วทวีปยุโรปมีผู้เสียชีวิตกว่า 70,000 ราย นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดในรอบ 500 ปีของยุโรปนี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน

โลกร้อน, ทะเลทรายลูต, อิหร่าน, ทะเลทราย
ดัชตีลูต, อิหร่าน: นักเดินทางยามเช้าสำรวจทะเลทรายลูต ซึ่งอาจเป็นสถานที่ที่ได้ชื่อว่าร้อนที่สุดในโลก เมื่อปี 2014 นักวิจัยชาวฝรั่งเศสวัดอุณหภูมิในร่มที่นี่อย่างไม่เป็นทางการได้ 61 องศาเซลเซียส เมื่อโลกร้อนขึ้น หลายพื้นที่อาจไม่เอื้อให้มนุษย์อยู่อาศัยเหมือนทะเลทรายแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ (ภาพถ่าย: มาตีเยอ ปาเลย์)

ในบรรดาภัยคุกคามด้านสภาพภูมิอากาศต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน ทั้งเฮอร์ริเคน อานุภาพรุนแรงและทำลายล้างหนักขึ้น ภัยแล้ง ระดับทะเลสูงขึ้น และฤดูไฟป่าที่ยาวนานขึ้น คลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นปัญหาฉับพลันและรับรู้ได้มากที่สุด ในระดับโลก หกปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาร้อนที่สุดเท่าที่มีบันทึกไว้ ในยุโรป ฤดูร้อนอันน่าสะพรึงเมื่อปี 2003 พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นเพียงการเบี่ยงเบนทางสถิติ มีคลื่นความร้อนรุนแรง เกิดตามมาอีกห้าระลอกนับตั้งแต่นั้น และในปี 2019 หกประเทศในยุโรปตะวันตกก็มีอุณหภูมิสูงทำลายสถิติ ซึ่งรวมถึง 46 องศาเซลเซียสในฝรั่งเศส

แน่นอนว่าวิธีแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่ดีที่สุด คือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างฮวบฮาบ ถ้าเราทำไม่สำเร็จ ภายในปี 2100 ยอดผู้เสียชีวิตจากสาเหตุเกี่ยวกับความร้อนในสหรัฐฯ อาจเกินปีละ 100,000 ราย ภัยคุกคามใหญ่หลวงกว่ามากในที่อื่นๆ เช่น อินเดียอาจมียอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 1.5 ล้านราย ตามงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ และต่อให้เราควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โลกจะยังคงร้อนต่อไปอีกหลายสิบปี พลังอันแกร่งกล้ากำลัง ขยับและจะพลิกวิธีการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลกไปอย่างถึงแก่น

ดัชตีลูต, อิหร่าน: ชนร่อนเร่ตั้งกระโจมพักในทะเลทรายลูตซึ่งไม่ได้ไร้ชีวิตอย่างที่เห็น นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า ซากนกอพยพซึ่งบินออกนอกเส้นทางและตายที่นี่เป็นประจำ คือแหล่งอาหารที่เพียงพอสำหรับหมาจิ้งจอก ตุ๊กแก และตั๊กแตน (ภาพถ่าย: มาตีเยอ ปาเลย์)

ความร้อนสุดขั้วส่งผลกระทบร้ายแรง แม้ในระดับที่ไม่ถึงตาย นักวิจัยเชื่อมโยงอุณหภูมิที่สูงขึ้นกับอุบัติการณ์ ที่พบมากขึ้นของทารกคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และเสียชีวิตตั้งแต่เกิด อากาศที่ร้อนขึ้นทำให้ คนอารมณ์รุนแรงขึ้นในทุกระดับรายได้ ทำให้เด็กๆมีคะแนนสอบแย่ลงและผลิตภาพลดลงด้วย

องค์การแรงงาน ระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าระดับความร้อนสูงจะทำให้ชั่วโมงทำงานลดลงร้อยละ 2.2 ภายในปี 2030 นั่นเท่ากับ การสูญเสียงานเต็มเวลา 80 ล้านตำแหน่งในประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลางเป็นส่วนใหญ่ กระทั่งในประเทศร่ำรวย แรงงานกลางแจ้งที่มีค่าแรงต่ำ เช่น คนงานก่อสร้างและภาคเกษตรกรรม จะได้รับผลกระทบรุนแรง พอถึงปี 2050 ความร้อนสูงและความชื้นทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯมีแนวโน้มจะทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกทั้งหมด “ไม่ปลอดภัยสำหรับงานการเกษตรตามแนวปฏิบัติในปัจจุบัน” ดังที่ระบุไว้ในรายงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน

มนุษย์รวมทั้งพืชผลและปศุสัตว์ วิวัฒน์มาตลอด 10,000 ปีที่ผ่านมาในช่วงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างแคบ ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีเกือบ 12.8 องศาเซลเซียส ร่างกายของเราปรับตัวรับอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ดี แต่ระดับความร้อนและความชื้นที่เราทนได้มีขีดจำกัด

นิวยอร์กซิตี, นิวยอร์ก, โคลัมเบีย, มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
นิวยอร์กซิตี, สหรัฐฯ: ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แผงที่ฉาบฟิล์มพอลิเมอร์แบบใหม่แผ่ความร้อนผ่านบรรยากาศออกไปสู่อวกาศนอกโลกจึงทำให้อากาศเย็นกว่าพื้นที่โดยรอบมาก อย่างที่เห็นในภาพอินฟราเรดนี้ การติดตั้งแผงนี้บนหลังคาช่วยลดความจำเป็นในการติดเครื่องปรับอากาศได้ (ภาพถ่าย: ชโยติรโมยะ มณฑล)

กระทั่งคนแข็งแรงที่สุดและปรับตัวให้ชินกับอากาศร้อนได้ก็จะตายภายในไม่กี่ชั่วโมง หากอยู่ในที่ที่มี “อุณหภูมิกระเปาะเปียก” (wet bulb temperature) 35 องศาเซลเซียส นั่นคือค่าที่อ่านได้จากการวัดอุณหภูมิและความชื้นในอากาศโดยคำนึงถึงผลจากการระเหยที่ทำให้เย็นลง ถึงจุดนี้ อากาศจะร้อนและชื้นจนไม่สมารถดูดซับเหงื่อของเราได้ อีกต่อไป การเดินไกลๆในสภาพอากาศแบบนี้อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการทำงานกลางแจ้ง แบบจำลองสภาพภูมิอากาศคาดการณ์ว่า อุณหภูมิกระเปาะเปียกในเอเชียใต้และบางส่วนของตะวันออกกลางจะทะลุขีดอันตรายนั้นเป็นประจำในอีกราว 50 ปีข้างหน้า

ถึงตอนนั้น จากผลการศึกษาอันน่าตื่นตระหนกในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อปี 2020 ประชากรโลกหนึ่งในสามอาจอาศัยอยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั้งแอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย ที่ให้ความรู้สึกเหมือนทะเลทรายสะฮาราปัจจุบัน ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนตอนนี้สูงได้ถึง 40 องศาเซลเซียส

คนหลายพันล้านจะเผชิญทางเลือกที่น่ากลัว นั่นคือการอพยพไปยังที่ที่ภูมิอากาศเย็นกว่า หรือปรับตัวอยู่ที่เดิม การหลบเข้าพื้นที่ร่มที่ติดเครื่องปรับอากาศคือวิธีรับมือปัญหาที่ชัดเจนวิธีหนึ่ง แต่เครื่องปรับอากาศในรูปแบบปัจจุบัน ก็ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และมีราคาเกินซื้อหาได้สำหรับคนจำนวนมากที่จำเป็นต้องใช้มากที่สุด ปัญหาเรื่องความร้อนสุดขั้วนี้พัวพันอย่างหนักกับปัญหาสังคมที่ใหญ่กว่าอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงที่อยู่อาศัย น้ำดื่ม และการดูแลสุขภาพ

ปารีส, โลกร้อนล ฝรั่งเศส, น้ำพุโทรกาเดโร, คลื่นความร้อน
ปารีส, ฝรั่งเศส: น้ำพุโทรกาเดโรช่วยผ่อนคลายในช่วงเกิดคลื่นความร้อนทำลายสถิติเมื่อปี 2019 คลื่นความร้อนรุนแรงเมื่อปี 2003 นำไปสู่การปฏิรูปต่างๆ เช่น การกำหนดให้มีระบบทำความเย็นในบ้านพักคนชรา ซึ่งได้ผลเพราะในปี 2019 ยอดผู้เสียชีวิตในฝรั่งเศสต่ำกว่าครั้งนั้นร้อยละ 90 (ภาพถ่าย: ซามูแอล บัวแวง, NURPHOTO VIA GETTY IMAGES)

คลื่นความร้อนในยุโรปเมื่อปี 2003 คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการทบทวนในระดับชาติ การชี้นิ้วกล่าวโทษไม่สิ้นสุด และการปฏิรูปสำคัญๆ ภายในหนึ่งปี ฝรั่งเศสบังคับให้บ้านพักคนชราที่ไม่เคยติดเครื่องปรับอากาศมี “ห้องเย็น” เปิดตัวระบบโทรศัพท์ติดตามประชากรกลุ่มเสี่ยง ติดตั้งระบบเตือนภัยความร้อน และเริ่มการรณรงค์การศึกษาสาธารณะ ขนาดใหญ่เพื่อป้องกันโรคลมเหตุร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงกลับมาอีกครั้ง มาตรการเหล่านี้ช่วยลดอัตราการตายลงได้ ถึงสิบเท่า

เรารู้ว่าอุณหภูมิสูงจะกลับมาอยู่เรื่อยๆ และลำพังเครื่องปรับอากาศไม่อาจขจัดการเสียชีวิตจากความร้อนให้ หมดไปได้ ผู้คนยังคงจำเป็นและต้องการออกนอกบ้าน

ดังนั้นในเมืองร้อนทั่วโลก ผู้คนจึงปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาและไม้เลื้อยเพื่อบังแสงอาทิตย์ พวกเขาทาสีหลังคา ทำสวนบนดาดฟ้า ก่อโครงสร้างบังแดดบนทางเท้าและในสวนสาธารณะ ติดระบบหัวฉีดพ่นละอองน้ำในสนามเด็กเล่น ในนิวยอร์กซิตี ทีมนักวิจัยจากสถาบันโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คำนวณว่า การปลูกต้นไม้บนพื้นผิวดินกว่า ร้อยละ 17 ของเมืองและทำให้หลังคาทั้งหมดสะท้อนรังสีอาทิตย์ แทนที่จะดูดซับไว้ อาจลดอุณหภูมิโดยรวมของเมืองลงได้เกือบหนึ่งองศาเซลเซียส

แคลิฟอร์เนีย, โลกร้อน
แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐฯ: ในลอสบานอสซึ่งอยู่ในหุบเขาแซนวาคิน คนงานเก็บมะเขือเทศเริ่มงานตอนตีห้าเพื่อเลี่ยงความร้อนตอนกลางวัน กฎหมายของรัฐกำหนดให้เจ้าของไร่จัดหาน้ำดื่ม ร่มเงา และช่วงหยุดพักให้ แต่คนงานที่ได้ค่าจ้างตามจำนวนถังอาจไม่สนใจมาตรการเหล่านั้น งานกลางแจ้งจะยิ่งอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆในพื้นที่บางส่วนของสหรัฐฯ (ภาพถ่าย: คาร์ลา กาเช็ต)

การทบทวนวิธีการก่อสร้างจะเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดในอนาคตที่ร้อนขึ้น ก่อนจะถึงกลางศตวรรษที่ยี่สิบ อาคารส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ พัดลมเพดานที่ใช้พลังงานน้อยกว่าเครื่องปรับอากาศถึง หนึ่งพันเท่าพบได้ทั่วไป แต่เมื่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ซึ่งโดดเด่นและทรงอิทธิพลด้วยหน้าต่างหลอก แพร่จากสหรัฐฯและยุโรปไปทั่วโลก การพึ่งระบบปรับอากาศก็เช่นกัน

สถาปัตยกรรมที่ใส่ใจสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นกระแสอีกครั้ง แต่เรายังต้องอยู่ในเมืองที่สร้างเสร็จแล้ว เราคงไม่สามารถรื้อทุบหรือติดตั้งอะไรเพิ่มเติมในตึกสูงที่กินไฟและไม่กันความร้อนหลายหมื่นตึกได้แน่ๆ สถาปนิก แดเนียล บาร์เบอร์ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ “เราจะตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองยอมรับ และกระทั่งเห็นคุณค่าของความลำบากกาย” การทนอากาศที่ร้อนไปสักนิดในฤดูร้อนเคยเป็นสิ่งที่กระทั่งคนมีเงินก็ยอมรับ บาร์เบอร์ คิดว่าเราควรหัดยอมรับชีวิตแบบนั้นอีกครั้ง

การทำให้ตัวเองลำบากเป็นจริยธรรมที่โน้มน้าวให้คนส่วนใหญ่ในประเทศร่ำรวยยอมรับได้ยาก กระทั่งบาร์เบอร์ ผู้กระตุ้นประเด็นนี้อย่างจริงจังก็ยอมรับขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ “พอถึง 60 องศาเซสเซียส ผมก็ภาวนาขอให้ตัวเองมีเครื่องปรับอากาศและขอให้คุณมีด้วย” เขาบอก “แต่ตอนที่อุณหภูมิข้างนอก 29.5 องศา ขอให้เราเปิดหน้าต่างก็พอเถอะครับ”

เรื่อง เอลิซาเบท รอยต์

สามารถติดตามสารคดี ร้อนเกินกว่าจะทานทน ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม คนในเมืองสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ – แค่ซื้อของให้น้อยลง

ลดโลกร้อน

เรื่องแนะนำ

กางเกงในอนามัย Pynpy’ ให้ “ประจำเดือน” เป็นเรื่องปกติ แล้วปัญหาจะคลี่คลาย

คุยกับเจ้าของแบรนด์ กางเกงในอนามัย Pynpy’ ผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับประจำเดือน เรื่องนวัตกรรม และมุมมองเรื่อง “ประจำเดือน” กับสังคม “เราอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ” กานต์ – อรกานต์ สายะตานันท์ นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ PARA ของใช้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นเล่าถึงการทำแบรนด์กางเกงในอนามัย Pynpy’ ร่วมกับ โทมัส โพรคาสคา (Tomas Prochazka) ผู้ทำแพลตฟอร์มโยคะออนไลน์ในกรุงปราก สาธารณรัฐเชค พวกเขาพบกันเมื่อ 3 ปีก่อน ความสนใจร่วมระหว่างงานสร้างสรรค์และคุณภาพชีวิตที่ดีดึงดูดพวกเขาเข้าหากัน กางเกงในอนามัยที่ใช้แทนผ้าอนามัยเป็นที่นิยมในต่างประเทศ แต่เป็นของใหม่ในไทย แบรนด์ของกานต์และโทมัสคือแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่สร้างมาเพื่อคนไทย ด้วยนวัตกรรมอันแตกต่างทำให้พวกเขามีชุมชนคนใช้กางเกงในอนามัยหลายพันคน โดย การบอกต่อของผู้ใช้จริง วันนี้นอกจากเราจะชวนกานต์และโทมัสมาคุยกันเรื่องกางเกงในอนามัยแล้ว เราอยากคุยเรื่องประจำเดือน ในฐานะที่นานครั้งมันจะกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในที่สาธารณะ ในความเคลื่อนไหวของสังคม แทนที่จะถูกปกปิดกระซิบกระซาบเหมือนที่เคยเป็นมา จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งสองเลือกทำกางเกงในอนามัยเกิดจากทริปเที่ยวเชียงใหม่ ที่กานต์รู้ตัวว่าเธอน่าจะมีประจำเดือนในช่วงนั้น “เราก็เตรียมผ้าอนามัยไป 7-8 แผ่น และใส่รอเพราะกลัวมาแล้วเปื้อน แต่กว่าจะมาจริงๆ ผ้าอนามัยก็หมด แล้วมาตอนกลางคืนด้วย กานต์ก็กังวลมาก” โทมาสเห็นความกังวลนั้น คนข้างกายอย่างเขาก็อยากมีส่วนช่วยแบ่งเบา เขาคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญต่อให้เป็นผู้ไม่มีประจำเดือนก็ต้องช่วยสนับสนุน “ไม่ว่าจะอยู่วัฒนธรรมไหนๆ เราก็ควรเข้าใจซึ่งกันและกัน” […]

คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ

เมื่อ 2559 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใจกลางกรุงเทพมหานคร หลังฟัง ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียวนำเสนอชุดสไลด์เปิดงานประชุม “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” เราเพิ่งเข้าใจถึงความเป็นมาของกรุงเทพมหานครย้อนกลับไปไม่ใช่แค่กว่า 200 ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว จะว่าไปก็ไม่ไกลเกินไป แต่ทำไมเราถึงไม่เคยสนใจมาก่อน  แผ่นดิน ทะเล แม่น้ำ และระดับน้ำเค็มน้ำจืดเปลี่ยนแปลงไปมาตามกาลเวลา ภาคกลางตอนล่างของไทยเคยถูกน้ำทะเลท่วมหลังสมัยน้ำแข็งถึงสุพรรณบุรี (เลยไม่แปลกที่กฤชจะคิดว่ากรุงเทพฯ มีดินเค็มที่ต้นขลู่ขึ้นได้) แถมไม่เคยคิดจินตนาการเลยด้วยว่า การเชื่อมต่อกันของแผ่นดินจากอินโดจีนยันบอร์เนียว จากแม่น้ำสยามโบราณถึงแม่น้ำโขง จะทำให้ไทยในปัจจุบันเป็นถิ่นอาศัยของปลาน้ำจืดหลากหลายเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันก็มีพันธุ์ปลามากถึง 280 ชนิด เรื่องที่ฟังแล้วตื่นเต้นที่สุดคือ ภายในเวลาไม่เกินสองศตวรรษจนมาถึง 50 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครหรือบางกอกเคยมีสัตว์ป่าชุกชุม  สังฆราชปาเลอกัวบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่า ชาวบ้านญวนสามเสนแขวนเนื้อจระเข้ขายราคาถูกกว่าเนื้อหมู  ช้างป่าถูกคล้องแถวบางซื่อ กวางทุ่งย่านมหานาคออกมากินหญ้าและถูกชาวบ้านตีด้วยไม้และใช้ปืนยิง กระเรียนขนาดใหญ่ยังมีให้เห็น จระเข้น้ำเค็มแถวบางนาเคยคาบคนไป  และมีบันทึกว่า เมื่อสัก 120 ปีก่อน สมันหรือกวางทุ่งที่พบในไทยเพียงแห่งเดียวในโลกยังมีอยู่อย่างชุกชุม แต่ถูกล่าอย่างหนัก และพอถึง พ.ศ. 2481 […]

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง ขณะยืนอยู่บนชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหินของสตีเพิลเจสัน (Steeple Jason) เกาะที่ตั้งอยู่ห่างไกลในกลุ่มเกาะฟอล์กแลนด์ ผมตื่นตะลึงกับภาพความงามตรงหน้า นกอัลบาทรอสคิ้วดำกว่า 440,000 ตัวซึ่งถือเป็นคอโลนีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทำรังอยู่บนหน้าผาสูงชัน  ถัดลงมาตามแนวชายหาดเบื้องล่าง  เพนกวินร็อกฮอปเปอร์แดนใต้ส่งเสียงร้องอื้ออึง ขณะที่เหยี่ยวคาราคาราคอยสอดส่ายสายตามองหาลูกนกเพนกวินหรือซากสัตว์เป็นอาหาร น่านน้ำเย็นยะเยือกแถบนี้เป็นถิ่นอาศัยของแมวน้ำขนปุยอเมริกาใต้ วาฬเพชฌฆาต โลมาคอมเมอร์สัน โลมาพีล และวาฬเซย์ ลึกลงไปใต้น้ำ ผมแหวกว่ายผ่านดงสาหร่ายเคลป์ที่โอนเอนไปมาในกระแสน้ำ เพนกวินเจนทูพุ่งฉิวอยู่ด้านบน โดยมีสิงโตทะเลแดนใต้ไล่ตามมาติดๆ กุ้งมังกรยืนเรียงรายบนก้นสมุทรพลางชูก้ามขึ้นราวกับพร้อมรบ ภาพกุ้งชูก้ามเตรียมออกศึกดูช่างเหมาะเจาะ เพราะผมอยู่ที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สงครามเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจ ห่างจากชายฝั่งอาร์เจนตินา 400 กิโลเมตร  ดินแดนของสหราชอาณาจักรแห่งนี้ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่รวมกันกว่า 700 เกาะ และมีผู้อยู่อาศัยอยู่อย่างบางเบาเพียง 3,200 คน  กลุ่มเกาะเหล่านี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะประวัติศาสตร์การต่อสู้แย่งชิงกรรมสิทธิ์อันยาวนานระหว่างฝรั่งเศส สเปน อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร ฟอล์กแลนด์จึงเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงครามที่เห็นได้ชัด ความขัดแย้งครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่ออาร์เจนตินารุกรานหมู่เกาะที่พวกเขาเรียกว่า มัลบีนัส (Malvinas) ในปี 1982  ทว่าปิดฉากลงในระยะเวลาอันสั้น หลังการประลองกำลังอย่างดุเดือดกับสหราชอาณาจักร แต่ถึงจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และแม้จะมีการทำฟาร์มแกะอย่างกว้างขวาง หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ก็ยังคงดูเหมือนแดนสวรรค์ในอุดมคติอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่น่านน้ำอันอุดมไปด้วยสารอาหารไปจนถึงขุนเขาที่สายฝนโปรยปรายตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่เป็นช่างภาพ  ผมแทบไม่เคยพบเห็นสถานที่แห่งไหนที่มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เช่นนี้   […]

โรคระบาดเกิดจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์

จุดแบ่งเขตระหว่างพื้นที่การเกษตรกับป่าฝนในอุทยานแห่งชาติอีกวาซูในบราซิล ซึ่งได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปจำนวนมากในรายงานสถานการณ์การตัดไม้ทำลายป่ารอบโลก ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NATIONAL GEOGRAPHIC รายงานฉบับใหม่ของ WWF เรียกร้องให้มีมาตรการระดับนานาชาติในเรื่องของการค้าสัตว์ป่า การทำลายธรรมชาติ และการทำฟาร์มแบบอุตสาหกรรม บรรดาผู้นำจากทั้งองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เห็นตรงกันว่า โรคระบาดเช่นไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้เป็นผลมาจาก การทำลายธรรมชาติ ของมนุษยชาติ และมนุษย์เองก็ละเลยความจริงนี้เป็นระยะเวลาหลายทศวรรษ ทั้งการค้าสัตว์ป่าในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืนและผิดกฎหมาย รวมไปถึงการทำตัดไม้ทำลายป่ายังคงเป็นสาเหตุเบื้องหลังของโรคระบาดที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน รายงานจาก WWF ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเตือนว่า ความเสี่ยงที่โรคระบาดชนิดใหม่ๆ จะเกิดขึ้นในอนาคตมีสูงมากกว่าที่เคยเป็นมา และจะมีความวุ่นวายในเรื่องของสาธารณสุข เศรษฐกิจ และความมั่นคงปลอดภัยระดับโลก โดยบรรดาผู้นำจากหน่วยงานเหล่านี้ได้ออกชุดคำเตือนในประเด็นนี้นับตั้งแต่ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพกล่าวว่าในอนาคตอาจจะมีการระบาดของโรคที่อันตรายมากขึ้นหากไม่มีการหยุดการทำลายธรรมชาติอย่างเร่งด่วน เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ประธานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำกล่าวว่าโควิด-19 นั้นเหมือนเป็นสัญญาณ S.O.S สำหรับการประกอบกิจการของมนุษย์ว่าแนวคิดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ตระหนักว่าความมั่งคั่งของมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติเช่นกัน “เราได้เห็นโรคภัยหลายชนิดเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง ไวรัสซิกา, เอดส์, ซาร์ส และอีโบลา ซึ่งทั้งหมดเริ่มมาจากประชากรสัตว์ป่าที่ตกอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ถูกกดดัน” อลิซาเบธ มารูนา เมรมา หัวหน้าด้านความหลากหลายทางชีวภาพขององค์กรสหประชาชาติ, มาเรีย เนย์รา ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และ มาร์โก แลมเบอร์ตินี […]