บนน้ำแข็งที่เปราะบาง - National Geographic Thailand

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน
ภาพถ่าย นิก คอบบิง

น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย

ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย

“มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน

ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน “การล่องเรือสำรวจมหาสมุทรอาร์กติกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในฤดูร้อน เรามีข้อมูลภาคสนามมากที่สุดจากช่วงนี้แหละครับ” กุนนาร์ สปรีน นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำแข็งทะเลของเอ็นพีไอซึ่งผมพบบนเรือ แลนซ์ บอก “แต่เรายังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากฤดูหนาวถึงฤดูใบไม้ผลิครับ”

ในภารกิจนานห้าเดือนของเรือ แลนซ์ ลูกเรือหมุนเวียนซึ่งประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจะตรวจหาสาเหตุและผลกระทบของการสูญเสียน้ำแข็ง ด้วยการเฝ้าสังเกตน้ำแข็งตลอดวัฏจักรชีวิตตามฤดูกาลของมัน ตั้งแต่ก่อตัวขึ้นในฤดูหนาวกระทั่งละลายหายไปในฤดูร้อน

ต้นเดือนมีนาคม หลังจากตักหิมะหนาหนึ่งเมตรออกไป นักวิทยาศาสตร์จากเรือ แลนซ์ ละลายน้ำแข็งให้เป็นช่องลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างเพื่อเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนและน้ำ งานภาคสนามในภูมิภาคอาร์กติกส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง

ไม่กี่วันหลังจากช่างภาพ นิก คอบบิง และผมมาสมทบกับเรือ แลนซ์ ด้วยเรือตัดน้ำแข็งและเฮลิคอปเตอร์จากเมืองลองเยียร์เบียนบนเกาะสปิตส์เบอร์เกนในหมู่เกาะสฟาลบาร์ อันเป็นฐานปฏิบัติการของเอ็นพีไอในอาร์กติก เรือก็แล่นไปยังละติจูด 83 องศาเหนือ ถัดจากแนวพรมแดนของประเทศรัสเซียมาทางตะวันตกเพียงเล็กน้อย นักวิทยาศาสตร์เลือก   เฟ้นแพน้ำแข็งกว้างครึ่งกิโลเมตรก้อนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลอย่างที่พวกเขาต้องการศึกษา ลูกเรือยึดเรือไว้กับแพน้ำแข็ง โดยใช้เชือกไนลอนผูกเข้ากับเสาโลหะที่ปักลงในน้ำแข็ง แล้วดับเครื่องยนต์หลัก จากนั้นก็เริ่มลอยแบบไร้ทิศทางไปใน “ทะเลทราย” น้ำแข็งท่ามกลางความมืดเกือบสนิทโดยใช้เวลาผลัดละหนึ่งเดือน

นักวิทยาศาสตร์ตั้งแคมป์ กางเต็นท์ และวางสายไฟฟ้าบนแพน้ำแข็ง นักฟิสิกส์เช่นสปรีนทำแผนที่ภูมิลักษณ์น้ำแข็งด้วยเลเซอร์ พร้อมทั้งบันทึกความหนาและอุณภูมิของหิมะที่ปกคลุมอยู่ด้านบน ขณะที่นักสมุทรศาสตร์เจาะช่องลงไปในน้ำแข็งเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับน้ำและกระแสน้ำเบื้องล่าง นักอุตุนิยมวิทยาตั้งเสาติดอุปกรณ์เพื่อเก็บข้อมูลสภาพอากาศและวัดค่าก๊าซเรือนกระจก นักชีววิทยาเสาะหาสาหร่ายน้ำแข็ง ภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังจากดวงอาทิตย์หวนคืนมาส่องผ่านแพน้ำแข็งที่กำลังละลายลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง นักวิทยาศาสตร์จะได้ชมระบบนิเวศพลิกฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครา

เมื่อปี 2007 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือไอพีซีซี (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ขององค์การสหประชาชาติเตือนว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคอาร์กติกตลอดศตวรรษหน้า “จะรุนแรงกว่าผลกระทบที่ทำนายว่าจะเกิดในภูมิภาคอื่นๆ และจะส่งผลสะเทือนไปทั้งโลก” ผ่านไปเกือบหนึ่งทศวรรษ คำเตือนอันน่าหดหู่นี้กำลังเกิดขึ้นจริง คงไม่มีภูมิภาคใดได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากไปกว่าอาร์กติกอีกแล้ว

นับจากปี 1979 ที่เริ่มเก็บข้อมูลจากดาวเทียม ปริมาตรน้ำแข็งในภูมิภาคอาร์กติกหายไปเกินครึ่ง โดยลดลงทั้งในแง่พื้นที่และความหนา พื้นที่เยือกแข็งลดขนาดลงถึงระดับเล็กสุดของแต่ละปีในเดือนกันยายนพอสิ้นฤดูร้อน เมื่อเดือนกันยายน ปี 2012 พื้นที่เยือกแข็งมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของอัตราเฉลี่ยในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ขณะที่ขนาดน้ำแข็งเมื่อขยายตัวถึงระดับสูงสุดซึ่งมักเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมก็ลดลงด้วย ส่วนความหนาโดยเฉลี่ยลดลงครึ่งหนึ่ง แพน้ำแข็งหนาสามถึงสี่เมตรที่เคยคงตัวอยู่นานหลายปี  กลับกลายเป็นแถบน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่บางลงจนสะท้อนแสงได้น้อยลง ทั้งยังก่อตัวและละลายหายไปภายในปีเดียว แม้ว่าตามธรรมชาติแล้ว ขอบเขตของน้ำแข็งทะเลจะแปรผันอยู่เสมอ แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้น้ำแข็งทะเลลดลงในอัตรารวดเร็วขึ้น

ในรอยแตกของน้ำแข็งหลังเรือ แลนซ์ ไอน้ำกระทบอากาศเย็นจนกลายเป็น “ควันทะเล” เมื่อผืนน้ำสีเข้มเข้ามาแทนที่น้ำแข็ง มหาสมุทรอาร์กติกจึงดูดซับความร้อนไว้มากขึ้นในฤดูร้อน และปล่อยความร้อนออกมามากขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาว นั่นอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในภูมิภาคอื่นๆ

ระบบนิเวศทั้งระบบกำลังละลายหายไป  การสูญเสียน้ำแข็งทะเลอาจทำลายสิ่งมีชีวิตผู้ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงบางชนิดซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนโซ่อาหารในทะเล  นั่นคือสาหร่ายเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ใต้น้ำแข็งและเติบโตในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อแสงแดดหวนคืนมา  ช่วงเวลาและระดับการเจริญเติบโตที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากน้ำแข็งในฤดูหนาวละลาย ก่อนกำหนดและในอัตรารวดเร็วขึ้น  อาจส่งผลกระทบต่อวัฏจักรชีวิตของแพลงก์ตอนสัตว์ที่เรียกว่าโคพีพอด  แพลงก์ตอนชนิดนี้กินสาหร่ายเป็นอาหาร ขณะเดียวกันก็เป็นอาหารของปลาค้อดอาร์กติก นกทะเล และวาฬโบว์เฮดอีกทอดหนึ่ง สำหรับสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมีขั้วโลก วอลรัสแปซิฟิก และแมวน้ำริงด์ การสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งทะเลหลายแสนตารางกิโลเมตรกลายเป็นภัยพิบัติใหญ่หลวงไปแล้ว

การสูญเสียน้ำแข็งยังทำให้มหาสมุทรอาร์กติกมีแนวโน้มเป็นกรดได้ง่ายขึ้น อันเป็นผลกระทบอีกอย่างหนึ่งของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้น  เมื่อน้ำเป็นกรดมากขึ้น  คาร์บอเนตย่อมลดลงภายใน 15 ปีข้างหน้า  น้ำทะเลอาจไม่มีคาร์บอเนตเพียงพอให้สัตว์เช่นหอยทะเลฝาเดียวและปูยักษ์อะแลสกาใช้สร้างและ   ต่อเติมเปลือกหินปูนของมัน

สำหรับผลสุดท้ายของสภาพการณ์ทั้งหมดนี้ เอียน สเตอร์ลิง สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ระบบนิเวศทางทะเลของมหาสมุทรอาร์กติกอย่างที่เรารู้จักในขณะนี้จะสูญสลายไปหมดครับ”

เรื่องแนะนำ

บิล และ เมลินดา เกตส์: มุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้าหมาย

ความฝันของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก และภรรยา เมลินดา เกตส์ คือการแก้ปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลก นี่คือบทสัมภาษณ์ที่แสดงความตั้งใจจริงของพวกเขา สัมภาษณ์โดย ซูซาน โกลด์เบิร์ก  ภาพถ่าย BRINSON + BANKS เมื่อปี 2015 บรรดาผู้นำในที่ประชุมสหประชาชาติได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายแห่งการพัฒนาอันยั่งยืน 17 ข้อขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน มหาเศรษฐีผู้ใจบุญอย่าง บิล และ เมลินดา เกตส์ มุ่งมั่นเดินทางสู่ เป้าหมายเหล่านี้มาก่อนนานแล้ว ดังนั้น ในปี 2017 มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ จึงจัดตั้งโครงการ Goalkeepers ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือปฏิบัติและติดตามความคืบหน้าของการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสนั่งคุยกับทั้งคู่เกี่ยวกับ รายงานประจำปี 2018 นับเป็นการให้สัมภาษณ์พร้อมกันซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซูซาน โกลด์เบิร์ก: ฉันเพิ่งอ่านรายงานของ Goalkeepers อะไรทำให้คุณตัดสินใจทำโครงการนี้ เมลินดา เกตส์: เพราะข่าวคราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในโลกยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง […]

อนาคตบนเส้นด้ายของ แอนตาร์กติกา

หิ้งน้ำแข็งที่แตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะ มองจากด้านบนผิวขรุขระของหิ้งน้ำแข็งปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ว่ามันกำลังจะหลุดออกจากชั้นน้ำแข็งเดิมที่มีอายุหลายพันปี แผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะหลุดออกนี้เป็นส่วนหนึ่งของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ที่ตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลโดยรอบคือสาเหตุ และการหลุดออกครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าตาของแผนที่ทวีปแอนตาร์กติกาตลอดไป ด้วยขนาดของหิ้งน้ำแข็งที่ใหญ่ถึง 6,000 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากรุงลอนดอน 4 เท่า และคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของสาธารณรัฐไซปรัส เกาะบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พืดน้ำแข็งฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกานี้มีความหนาราว 2.5 ไมล์ และครอบคลุมพื้นที่ขนาด 2 เท่าของรัฐเท็กซัส รอบๆของพืดน้ำแข็งประกอบด้วยภูเขาน้ำแข็งจำนวนมาก นั่นแปลว่าหากมหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนละลายชั้นน้ำแข็งที่เปราะบางเหล่านี้จนหมด ทีมนักวิจัยเชื่อว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ฟุต “หิ้งน้ำแข็งบริเวณนี้เป็นจุดที่ละลายเร็วที่สุดบนโลก” อีริค ริกนอท นักธรณีวิทยาจาก NASA Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา ของรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว ตัวเขาศึกษาชั้นน้ำแข็งในภูมิภาคนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเรดาห์และภาพถ่ายดาวเทียม ริกนอทเชื่อว่าการพังทลายของพืดน้ำแข็งตะวันตก ในทวีปแอนตาร์กติกานั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่คำถามคือมันจะใช้เวลานานแค่ไหน 500 ปี หรือน้อยกว่า 100 ปี และมนุษย์เราเองเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร “เราจำเป็นที่จะต้องได้ตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำ” เขากล่าว […]

หนึ่งในภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในโลกกำลังส่งเสียงร้องครืน

ภูเขาไฟ ขนาดมหึมาทอดกายอยู่ภายใต้เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ราวห้าแสนคนในประเทศอิตาลี อาจกำลังตื่นขึ้นและเขาสู่ “ภาวะวิกฤติ” ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนรายงานนี้ลงในวารสาร Nature Communications อ้างอิงตามการตรวจวัดทางกายภาพและการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ “เราพบว่าแมกมาใน ภูเขาไฟ คัมปีเฟลเกรอี อาจไปแตะจุดซีดีพีหรือจุดแรงดันการปล่อยแก๊สขั้นวิกฤติ (critical degassing pressure) ภูเขาไฟลูกนี้ตั้งอยู่ในมหานครนาเปลส เมืองที่มีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่หนาแน่นแห่งหนึ่งในโลก และการตรวจวัดความร้อนรวมถึงการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางธรณีกำลังเริ่มขึ้นในมหาครแห่งนี้” ทีมนักวิทยาศาสตร์ นำโดย จีโอวานี ชิโอดินี แห่งสถาบันวิจัยแห่งชาติอิตาลีด้านธรณีฟิสิกส์ในกรุงโรม กล่าว การปล่อยความร้อนในรูปแก๊สแม่เหล็กเมื่อไม่นานมานี้ มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้ ภูเขาไฟลูกนี้อาจเกิดการประทุครั้งใหญ่ได้ นักวิทยาศาตร์ได้ออกมากล่าวเตือน แต่เวลาในการระเบิดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด และในปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำนายได้ ทางรัฐบาลอิตาลีได้ตอบสนองต่อข่าวนี้โดยการประกาศยกระดับความรุนแรงของภูเขาไฟลูกนี้จากระดับสีเขียวเป็นระดับสีเหลือง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลได้ร่วมติดตามผลการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดกับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาภูเขาไฟแห่งนี้ คัมปีเฟลเกรอี เป็นภาษาอิตาลีมีความหมายว่า “พื้นที่ที่ลุกเป็นไฟ” ภูมิภาคภูเขาไฟแห่งนี้รู้จักในนามเฟรเกลียน เช่นเดียวกับภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่อื่น อย่างโครงสร้างแนวความร้อนใต้พิภพในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน มันไม่ได้มีแค่ปากปล่องภูเขาไฟเพียงอันเดียว แต่มันคือโครงสร้างซับซ้อนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วย 24 ปล่องภูเขาไฟและทอดตัวอยู่ใต้แผ่นพิภพรวมถึงใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ยังพบทั้งน้ำพุร้อนและท่อที่พ่นแก๊สร้อน ๆ ออกมาตามแนวภูเขาไฟด้วย ภูเขาไฟขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นโดยปล่องภูเขาไฟหรือแรงกดดันตามรอยแยกของเปลือกโลก ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีมีแรงกดดันที่ว่านี้ทอดผ่านอยู่ใต้เมืองนาเปลสทางตะวันตกยาวกว่าเจ็ดไมล์ ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีที่เป็นรูปร่างในปัจจุบัน ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งพันปีที่แล้ว แต่จากประวัติศาสตร์ทางธรณีของภูมิภาคแห่งภูเขาไฟนี้ มันเคยเกิดการระเบิดครั้งใหญ่เมื่อสองแสนปีที่แล้ว ปล่อยเถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าสีครามให้กลายเป็นสีหม่น ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งโลก […]

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง ขณะยืนอยู่บนชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหินของสตีเพิลเจสัน (Steeple Jason) เกาะที่ตั้งอยู่ห่างไกลในกลุ่มเกาะฟอล์กแลนด์ ผมตื่นตะลึงกับภาพความงามตรงหน้า นกอัลบาทรอสคิ้วดำกว่า 440,000 ตัวซึ่งถือเป็นคอโลนีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทำรังอยู่บนหน้าผาสูงชัน  ถัดลงมาตามแนวชายหาดเบื้องล่าง  เพนกวินร็อกฮอปเปอร์แดนใต้ส่งเสียงร้องอื้ออึง ขณะที่เหยี่ยวคาราคาราคอยสอดส่ายสายตามองหาลูกนกเพนกวินหรือซากสัตว์เป็นอาหาร น่านน้ำเย็นยะเยือกแถบนี้เป็นถิ่นอาศัยของแมวน้ำขนปุยอเมริกาใต้ วาฬเพชฌฆาต โลมาคอมเมอร์สัน โลมาพีล และวาฬเซย์ ลึกลงไปใต้น้ำ ผมแหวกว่ายผ่านดงสาหร่ายเคลป์ที่โอนเอนไปมาในกระแสน้ำ เพนกวินเจนทูพุ่งฉิวอยู่ด้านบน โดยมีสิงโตทะเลแดนใต้ไล่ตามมาติดๆ กุ้งมังกรยืนเรียงรายบนก้นสมุทรพลางชูก้ามขึ้นราวกับพร้อมรบ ภาพกุ้งชูก้ามเตรียมออกศึกดูช่างเหมาะเจาะ เพราะผมอยู่ที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สงครามเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจ ห่างจากชายฝั่งอาร์เจนตินา 400 กิโลเมตร  ดินแดนของสหราชอาณาจักรแห่งนี้ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่รวมกันกว่า 700 เกาะ และมีผู้อยู่อาศัยอยู่อย่างบางเบาเพียง 3,200 คน  กลุ่มเกาะเหล่านี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะประวัติศาสตร์การต่อสู้แย่งชิงกรรมสิทธิ์อันยาวนานระหว่างฝรั่งเศส สเปน อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร ฟอล์กแลนด์จึงเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงครามที่เห็นได้ชัด ความขัดแย้งครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่ออาร์เจนตินารุกรานหมู่เกาะที่พวกเขาเรียกว่า มัลบีนัส (Malvinas) ในปี 1982  ทว่าปิดฉากลงในระยะเวลาอันสั้น หลังการประลองกำลังอย่างดุเดือดกับสหราชอาณาจักร แต่ถึงจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และแม้จะมีการทำฟาร์มแกะอย่างกว้างขวาง หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ก็ยังคงดูเหมือนแดนสวรรค์ในอุดมคติอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่น่านน้ำอันอุดมไปด้วยสารอาหารไปจนถึงขุนเขาที่สายฝนโปรยปรายตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่เป็นช่างภาพ  ผมแทบไม่เคยพบเห็นสถานที่แห่งไหนที่มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เช่นนี้   […]