วิถีชีวิตที่อาจสูญหายไปก่อนหมู่เกาะของ ชาวมัลดีฟส์ ในวิกฤตระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

วิถีชีวิตที่อาจสูญหายไปก่อนหมู่เกาะของ ชาวมัลดีฟส์ ในวิกฤตระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ไม่ว่าชะตาท้ายสุดของหมู่เกาะมัลดีฟส์จะเป็นอย่างไร วิถีชีวิตของ ชาวมัลดีฟส์ จะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

หมู่เกาะปะการังนับพันร้อยเรียงท่ามกลางทะเลอินเดีย ต้นปาล์มเรียงรายบนหาดทรายสีขาว หลายหาดเป็นที่ตั้งของวิลล่ารีสอร์ทและท่าเรือไม้ยื่นเรียงรายลงสู่น้ำทะเล ในน้ำทะเลใสมักเป็นที่พบเห็นปลาโลมาและปลาน้อยอื่นๆ เวียนว่ายอยู่เสมอ หมู่เกาะปะการังหรืออะทอลล์ (atoll) จำนวน 26 หมู่เกาะนี้เป็นที่รู้จักในนามของ “ประเทศมัลดีฟส์” นักท่องเที่ยวอาจรู้จักหมู่เกาะนี้สำหรับรีสอร์ทพักร้อนบนชายหาด แต่ภาพลักษณ์นั้นอาจถูกบดบังเมื่อมัลดีฟส์ อาจกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ต้องจมหายไปใต้น้ำทะเล

“ความแตกต่างระหว่าง 1.5 และ 2 องศาเซลเซียสก็เป็นจุดจบของมัลดีฟส์ได้” เป็นคำกล่าวของประธานาธิบดีอีบราฮิม โมฮัมเหม็ด โซลีห์ในประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสกอตแลนด์เมื่อปีที่ผ่านมา และเป็นเพียงหนึ่งในหลายสัญญาณเรียกร้องของ ชาวมัลดีฟส์ ให้เหล่าผู้นำโลกจริงจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยที่ผ่านมา อดีตประธานาธิบดีมัลดีฟส์โมฮาเหม็ด นาชีดเคยจัดการประชุมคณะรัฐมนครีใต้ท้องทะเลและเคยเสนอแผนอพยพ ชาวมัลดีฟส์ ไปยังออสเตรเลียมาแล้ว

ชาวมัลดีฟส์, ทางม้าลาย, มาเล
ตึกสูง 16 ตึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างเกาะเทียม “ฮูลูมาเล” ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงที่สอง เกาะเทียมนี้ถูกสร้างขึ้นจากการถมทรายเพื่อเป็นที่อพยพจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นของชาวมัลดีฟส์

การเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือกับวิกฤตของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลมัลดีฟส์ใช้เงินจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างเกาะเทียมยกระดับซึ่งเป็นที่อาศัยให้กับประชากรมัลดีฟส์ได้ราว 555,000 คน และมีบริษัทออกแบบชาวดัตช์วางแผนสร้างบ้านบนทุ่นลอยน้ำในบริเวณรอบเมืองหลวงของมัลดีฟส์อีกด้วย

วิกฤตที่ชาวมัลดีฟส์กำลังเผชิญอาจไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระดับประเทศหรือเพียงภูมิภาค แต่เป็นสัญญาณเตือนให้กับทั้งโลกต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ คุณธอยบา สาอีดห์ (Thoiba Saeedh) นักมานุษยวิทยากังวลถึงวิถีชีวิตชาวมัลดีฟส์ที่ผ่านการหล่อหลอมมากว่าสองพันปีอาจสูญหายไปในภาวะการปรับตัวเพื่อรับมือวิกฤตนี้ หากเป็นเช่นนั้น ชาวมัลดีฟส์อาจสูญเสียอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของพวกเขาก่อนที่จะสูญเสียบ้านเกิดของพวกเขาเสียอีก

เกาะปะการังที่ก่อตัวในยุคก่อนประวัติศาสตร์

หมู่เกาะมัลดีฟส์มีจุดกำเนิดตั้งแต่ก่อนไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ เริ่มจากการที่เปลือกโลกแผ่นอินเดียค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือจนเกิดรอยแยกบนเปลือกโลกซึ่งถูกขึ้นแทรกโดยยอดภูเขาไฟ เมื่อเวลาผ่านไปยอดภูเขาไฟเหล่านี้ค่อยๆถูกกัดเซาะจนกลายเป็นเกาะปะการัง ในปัจจุบันทั้งประเทศมีพื้นที่ทางบกอยู่เพียงแค่ 300 ตารางกิโลเมตร มีเพียงไม่กี่เกาะที่มีขนาดใหญ่กว่า 760 ไร่

อย่างไรก็ตามด้วยความพิเศษของเกาะปะการังซึ่งขยายและหดตัวอยู่บ่อยๆ บวกกับสันทรายที่ก่อตัวตามคลื่นทะเลทำให้ตัวเลขพื้นที่เหล่านี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อัตลักษณ์ของชาวมัลดีฟส์มีรากลึกอยู่บนพื้นฐานในความเป็นหนึ่งเดียวกันของเกาะและน้ำทะเล “เมื่อฉันพูดถึงเกาะ ฉันหมายถึงทะเลด้วยเหมือนกัน สำหรับเราแล้วสองสิ่งนั้นไม่ได้แยกออกจากกัน” คุณซาอีดห์กล่าว

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าประเทศมัลดีฟส์จะจมใต้น้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นภายในศตวรรษนี้ เมืองหลวงมาเลของมัลดีฟส์รวมถึงเกาะส่วนใหญ่ของประเทศมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 1 เมตร การก่อสร้างเกาะเทียม “ฮูลูมาเล“ ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2540 จะมีการยกระดับขึ้นเป็น 2 เมตร ทรายนับล้านๆตันถูกขุดลอกเพื่อนำมาถมในทะเลสาบน้ำเค็มชายฝั่ง (lagoon) เพื่อแปรสภาพที่ดินเป็นเกาะเทียมนี้ขนาดราว 2,500 ไร่ โดยคุณอิสเมล ชาน ราชีด (Ismail Shan Rasheed) นักวางกลยุทธ์ของบริษัท Hulhumalé Development กล่าวว่าเกาะเทียมนี้จะเป็นที่อาศัยได้ถึง“สองในสาม”ของประชากรในประเทศ

ซินามาเล, มัลดีฟส์
สะพานซินามาเล (Sinamalé Bridge) เป็นสะพานมิตรภาพระหว่างจีนและมัลดีฟส์โดยใช้ทุนก่อสร้างจากรัฐบาลจีน สะพานนี้เชื่อมระหว่างเกาะมาเล เกาะฮุลฮูลและเกาะฮูลูมาเลเข้าด้วยกัน เริ่มใช้งานในปี พ.ศ. 2561 และเป็นสะพานข้ามเกาะแห่งแรกในประเทศมัลดีฟส์
มัลดีฟส์
การจัดการขยะเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของประเทศมัลดีฟส์ เกาะมาฟูชิ (Maafushi Island) กลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะหลักแห่งหนึ่งของคนในพื้นที่

การก่อสร้างและพัฒนาบนเกาะฮูลูมาเลยังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งระยะแรกของโครงการดำเนินการเสร็จและพร้อมเป็นที่อยู่อาศัยให้กับชาวมัลดีฟส์แล้ว ตัวคุณราชีดย้ายมาอาศัยบนเกาะเมื่อปี พ.ศ. 2556 ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างคับแคบในอพาร์ทเม้นท์บนเกาะมาเลซึ่งไม่มีพื้นที่ให้ลูกๆ ของเขาวิ่งเล่นและลูกสาวคนเล็กที่เป็นโรคหอบหืดก็ต้องทนอยู่กับมลพิษการจราจรในเมืองมาเล

คุณไอชา มูซา (Aishah Moosa) พร้อมน้องสาวและหลานๆ ของเธอย้ายเข้ามาอาศัยบนเกาะในย่านตึก 16 ตึก ตึกละ 24 ชั้นซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่ล่าสุดของโครงการก่อสร้างเกาะเทียมระยะที่ 2 บริเวณรอบๆยังคงล้อมรอบไปด้วยเนินกรวด ลานจอดรถที่ยังสร้างไม่เสร็จและกองขยะต่างๆ สำหรับคุณมูซา การใช้ชีวิตบนตึกไม่สามารถแทนที่การใช้ชีวิตอยู่บนหมู่เกาะปะการังได้ “เราไม่ชินกับการอาศัยอยู่บนพื้นที่สูง เราอยากใช้ชีวิตอยู่บนเกาะปะการังแต่มันไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีสถานศึกษา เราต้องมาอาศัยอยู่ในตึกนี้เพราะเราไม่มีตัวเลือก” คุณมูซากล่าว

แม้การก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์แต่เกาะฮูลูมาเลก็มีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งถนน โรงเรียน ตึกอพาร์ทเม้นต์ โรงพยาบาลและมีสะพานเชื่อมระหว่างเกาะไปยังเมืองมาเล ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเมืองมาเลเป็นจำลองเมืองหนึ่งในเกมอย่าง SimCity

ชาวมัลดีฟส์
น้ำตื้นที่ไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของแนวปะการังแล้วถูกรื้อออกทำเป็นเขตว่ายน้ำใกล้ชายฝั่งให้นักท่องเที่ยว

ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง

แม้สถานการณ์ในประเทศจะดูน่ากังวลแต่ปัญหาต่างๆ รวมถึงระดับน้ำทะเลกลับไม่ใช่หัวข้อสนทนาในประจำวันของชาวมัลดีฟส์เลยแม้แต่น้อย พวกเขาปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของนักเคลื่อนไหวและนักการเมืองต่างๆ ด้วยความที่มัลดีฟส์เป็นประเทศมุสลิม ชาวมัลดีฟส์หลายคนเชื่อว่าอนาคตนั้นจะเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์กำหนดเอง

ภัยพิบัติทางทะเลอย่างสึนามิในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งคร่าชีวิตของผู้คนไปกว่า 100 ชีวิตทำให้ชาวมัลดีฟส์เข้าใจและตระหนักถึงความอันตรายของทะเลอยู่เสมอ

“เราพัฒนา แล้วก็ตู้ม!” คุณ Fayyaz Ibrahim ในช่วงวัยห้าสิบปีเล่าถึงช่วงที่รถบนถนนยังบางตาและเขาต้องพาครอบครัวย้ายเข้าเมืองเพื่อหางานทำในช่วงปี พ.ศ. 2517 ในปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยวทำให้เมืองมาเลกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีผู้คนแออัดที่สุดในโลกโดยมีผู้อาศัยถึง 193,000 คน ถนนในเมืองเต็มไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ตึกสูงติดเครื่องระบายอากาศล้อมรอบด้วยอุปกรณ์นั่งร้าน คอนกรีตจากสิ่งปลูกสร้างขยายพื้นที่ลงทะเล เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซลขนาดยักษ์ที่ผลิตไฟฟ้าในเมือง ระบบอุตสาหกรรมแยกน้ำออกจากเกลือทำน้ำประปา เรือบรรทุกขยะไปทิ้งบนเกาะบริเวณรอบ เตตระพอด (Tetrapod) รายรอบเป็นแนวกั้นน้ำ และโครงสร้างอื่นๆในเมืองอีกมากมายทั้งหมดอยู่ในเมืองมาเลซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่น้อยกว่าหนึ่งตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ตามชาวมัลดีฟส์ยังมีปัญหาการว่างงานอัตราสูงถึงร้อยละ 15 ซึ่งชาวเมืองหวังว่าการศึกษาที่มีคุณภาพและการจ้างงานที่มาพร้อมกับฮูลูมาเลหรือเมืองแห่งความหวัง (City of Hope) จะช่วยบรรเทาปัญหาในประเทศได้

ความเข้าใจในความไม่แน่นอนของชาวมัลดีฟส์

การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นทุกที่ในมัลดีฟส์ วิถีชีวิตดั้งเดิมจากการย้ายถิ่นฐานจากเกาะไปสู่เกาะเพื่อหางาน แหล่งอาหาร แหล่งการค้าและที่อยู่ใหม่กำลังถูกละทิ้งไป เกาะเฟลิดูทางตอนใต้ของเกาะมาเลกำลังเผชิญกับน้ำทะเลระดับสูงขึ้นเหมือนเกาะอื่นๆ คุณ Abdul Shakoor Ibrahim ชายอายุ 72 ผู้เกษียณจากงานรับราชการในมาเลแล้วย้ายกลับมายังเกาะเฟลิดูบ้านเกิดของเขากล่าวโทษว่าการท่าเรือบนเกาะปิดกั้นการไหลตามธรรมชาติของคลื่นทะเลทำให้ทรายกองอยู่ที่ที่ไม่ควรจะเป็น คุณสาอีดห์กังวลกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ที่ชาวมัลดีฟส์กำลังเผชิญ

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าชาวมัลดีฟส์ทุกคนเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิตบนเกาะของพวกเขาเป็นอย่างดี “เราอยู่ร่วมกับทะเล สิ่งมีชีวิตในทะเลรวมถึงความเสี่ยงและอันตรายต่างๆ ของมันด้วย แต่ความคิดที่ว่าหมู่เกาะจะคงอยู่ไปตลอดนั้นมันขัดแย้งกับธรรมชาติ”

เรื่อง TRISTAN MCCONNELL

ภาพ  MARCO ZORZANELLO

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม คิริบาตี กำลังทวนกระแสน้ำทะเลที่กำลังกลืนประเทศ

เรื่องแนะนำ

Explorer Awards 2019 : ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์

"เมื่อสำรวจ เราจะได้รู้แจ้งเห็นจริง รู้ว่าสิ่งไหนเป็นอันตรายหรือน่าเป็นห่วง เราจะรู้จากการสำรวจ จากการศึกษาเรียนรู้ ซึ่งจะพัฒนาให้เราได้องค์ความรู้และนำไปสู่การอนุรักษ์ได้” คมความคิดจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้อุทิศชีวิตให้กับการศึกษาวิจัยนกเงือก จนเป็นที่ยกย่องและยอมรับในระดับนานาชาติ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ขอร่วมแสดงมุทิตาจิตกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ในโอกาสที่ได้รับรางวัล National Geographic Thailand Explorer Awards 2019

ฟลายฟิชชิ่ง : เมื่อช่างภาพพบความสุขสงบจากสายน้ำ

พีต มัลเลอร์ ช่างภาพผู้ถ่ายทอดเรื่องราวความขัดแย้งและสงครามจากภูมิภาคอันปั่นป่วนที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา ค้นพบความสุขสงบ และเครื่องปลอบประโลมใจ ขณะตกปลาแบบฟลายฟิชชิ่งในพื้นที่สูงอันเขียวชอุ่มของเคนยา

วิกฤติ น้ำ ในดินเดีย

การเดินเท้าผ่านอินเดียเป็นระยะทาง 3,900 กิโลเมตร เผยให้เห็นพลังดึงดูดลี้ลับของมหานทีศักดิ์สิทธิ์ และวิกฤติ น้ำ ที่คุกคามวิถีชีวิตของผู้คน ผมกำลังเดินเท้าท่องโลก ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ผมเดินทางย้อนรอยเส้นทางของ โฮโม เซเปียนส์ ที่รอนแรมจากแอฟริกาในยุคหินออกมาสำรวจโลกสมัยบรรพกาล ไม่มีที่แห่งใดในการเดินทางด้วยเท้าของผม ไม่ว่าจะในชาติหรือทวีปใด ที่ผมได้พบเห็นเคราะห์กรรมทางสิ่งแวดล้อมในระดับเดียวกับวิกฤติขาดแคลน น้ำ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอินเดีย ซึ่งร้ายแรงน่ากลัวจนแทบไม่อยากนึกถึง เรื่อง พอล ซาโลเพก ภาพถ่าย จอห์น สแตนเมเยอร์ ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก บ้านของผู้คนกว่า 1,300 ล้านคน และภูมิทัศน์ได้รับการสลักเสลาจากมหานทีศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสินธุ คงคา พรหมบุตร และลำน้ำสาขาอันทรงพลังทั้งปวง อินเดียกำลังยืนโงนเงนอยู่บนขอบผาแห่งภาวะฉุกเฉินทางน้ำโดยยังไม่ทราบผลพวงที่จะเกิดขึ้น ผู้คนราว 100 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในมหานคร 21 แห่งของอินเดีย รวมถึงกรุงเดลี เมืองเบงกาลูรู (บังคาลอร์) และไฮเดอราบาด อาจสูบน้ำบาดาลจนเหือดแห้งภายในสิ้นปีนี้ เกษตรกรในรัฐปัญจาบทางภาคเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของเอเชีย คร่ำครวญว่าระดับน้ำบาดาลที่ถูกสูบขึ้นมาใช้อย่างไม่หยุดหย่อนลดลง 12 ถึง 18 หรือกระทั่ง 30 เมตรภายในชั่วรุ่นเดียว และมลพิษในรูปกากของเสียอุตสาหกรรม […]