วิถีชีวิตที่อาจสูญหายไปก่อนหมู่เกาะของ ชาวมัลดีฟส์ ในวิกฤตระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

วิถีชีวิตที่อาจสูญหายไปก่อนหมู่เกาะของ ชาวมัลดีฟส์ ในวิกฤตระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ไม่ว่าชะตาท้ายสุดของหมู่เกาะมัลดีฟส์จะเป็นอย่างไร วิถีชีวิตของ ชาวมัลดีฟส์ จะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

หมู่เกาะปะการังนับพันร้อยเรียงท่ามกลางทะเลอินเดีย ต้นปาล์มเรียงรายบนหาดทรายสีขาว หลายหาดเป็นที่ตั้งของวิลล่ารีสอร์ทและท่าเรือไม้ยื่นเรียงรายลงสู่น้ำทะเล ในน้ำทะเลใสมักเป็นที่พบเห็นปลาโลมาและปลาน้อยอื่นๆ เวียนว่ายอยู่เสมอ หมู่เกาะปะการังหรืออะทอลล์ (atoll) จำนวน 26 หมู่เกาะนี้เป็นที่รู้จักในนามของ “ประเทศมัลดีฟส์” นักท่องเที่ยวอาจรู้จักหมู่เกาะนี้สำหรับรีสอร์ทพักร้อนบนชายหาด แต่ภาพลักษณ์นั้นอาจถูกบดบังเมื่อมัลดีฟส์ อาจกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ต้องจมหายไปใต้น้ำทะเล

“ความแตกต่างระหว่าง 1.5 และ 2 องศาเซลเซียสก็เป็นจุดจบของมัลดีฟส์ได้” เป็นคำกล่าวของประธานาธิบดีอีบราฮิม โมฮัมเหม็ด โซลีห์ในประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสกอตแลนด์เมื่อปีที่ผ่านมา และเป็นเพียงหนึ่งในหลายสัญญาณเรียกร้องของ ชาวมัลดีฟส์ ให้เหล่าผู้นำโลกจริงจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยที่ผ่านมา อดีตประธานาธิบดีมัลดีฟส์โมฮาเหม็ด นาชีดเคยจัดการประชุมคณะรัฐมนครีใต้ท้องทะเลและเคยเสนอแผนอพยพ ชาวมัลดีฟส์ ไปยังออสเตรเลียมาแล้ว

ชาวมัลดีฟส์, ทางม้าลาย, มาเล
ตึกสูง 16 ตึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างเกาะเทียม “ฮูลูมาเล” ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงที่สอง เกาะเทียมนี้ถูกสร้างขึ้นจากการถมทรายเพื่อเป็นที่อพยพจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นของชาวมัลดีฟส์

การเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือกับวิกฤตของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลมัลดีฟส์ใช้เงินจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างเกาะเทียมยกระดับซึ่งเป็นที่อาศัยให้กับประชากรมัลดีฟส์ได้ราว 555,000 คน และมีบริษัทออกแบบชาวดัตช์วางแผนสร้างบ้านบนทุ่นลอยน้ำในบริเวณรอบเมืองหลวงของมัลดีฟส์อีกด้วย

วิกฤตที่ชาวมัลดีฟส์กำลังเผชิญอาจไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระดับประเทศหรือเพียงภูมิภาค แต่เป็นสัญญาณเตือนให้กับทั้งโลกต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ คุณธอยบา สาอีดห์ (Thoiba Saeedh) นักมานุษยวิทยากังวลถึงวิถีชีวิตชาวมัลดีฟส์ที่ผ่านการหล่อหลอมมากว่าสองพันปีอาจสูญหายไปในภาวะการปรับตัวเพื่อรับมือวิกฤตนี้ หากเป็นเช่นนั้น ชาวมัลดีฟส์อาจสูญเสียอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของพวกเขาก่อนที่จะสูญเสียบ้านเกิดของพวกเขาเสียอีก

เกาะปะการังที่ก่อตัวในยุคก่อนประวัติศาสตร์

หมู่เกาะมัลดีฟส์มีจุดกำเนิดตั้งแต่ก่อนไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ เริ่มจากการที่เปลือกโลกแผ่นอินเดียค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือจนเกิดรอยแยกบนเปลือกโลกซึ่งถูกขึ้นแทรกโดยยอดภูเขาไฟ เมื่อเวลาผ่านไปยอดภูเขาไฟเหล่านี้ค่อยๆถูกกัดเซาะจนกลายเป็นเกาะปะการัง ในปัจจุบันทั้งประเทศมีพื้นที่ทางบกอยู่เพียงแค่ 300 ตารางกิโลเมตร มีเพียงไม่กี่เกาะที่มีขนาดใหญ่กว่า 760 ไร่

อย่างไรก็ตามด้วยความพิเศษของเกาะปะการังซึ่งขยายและหดตัวอยู่บ่อยๆ บวกกับสันทรายที่ก่อตัวตามคลื่นทะเลทำให้ตัวเลขพื้นที่เหล่านี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อัตลักษณ์ของชาวมัลดีฟส์มีรากลึกอยู่บนพื้นฐานในความเป็นหนึ่งเดียวกันของเกาะและน้ำทะเล “เมื่อฉันพูดถึงเกาะ ฉันหมายถึงทะเลด้วยเหมือนกัน สำหรับเราแล้วสองสิ่งนั้นไม่ได้แยกออกจากกัน” คุณซาอีดห์กล่าว

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าประเทศมัลดีฟส์จะจมใต้น้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นภายในศตวรรษนี้ เมืองหลวงมาเลของมัลดีฟส์รวมถึงเกาะส่วนใหญ่ของประเทศมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 1 เมตร การก่อสร้างเกาะเทียม “ฮูลูมาเล“ ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2540 จะมีการยกระดับขึ้นเป็น 2 เมตร ทรายนับล้านๆตันถูกขุดลอกเพื่อนำมาถมในทะเลสาบน้ำเค็มชายฝั่ง (lagoon) เพื่อแปรสภาพที่ดินเป็นเกาะเทียมนี้ขนาดราว 2,500 ไร่ โดยคุณอิสเมล ชาน ราชีด (Ismail Shan Rasheed) นักวางกลยุทธ์ของบริษัท Hulhumalé Development กล่าวว่าเกาะเทียมนี้จะเป็นที่อาศัยได้ถึง“สองในสาม”ของประชากรในประเทศ

ซินามาเล, มัลดีฟส์
สะพานซินามาเล (Sinamalé Bridge) เป็นสะพานมิตรภาพระหว่างจีนและมัลดีฟส์โดยใช้ทุนก่อสร้างจากรัฐบาลจีน สะพานนี้เชื่อมระหว่างเกาะมาเล เกาะฮุลฮูลและเกาะฮูลูมาเลเข้าด้วยกัน เริ่มใช้งานในปี พ.ศ. 2561 และเป็นสะพานข้ามเกาะแห่งแรกในประเทศมัลดีฟส์
มัลดีฟส์
การจัดการขยะเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของประเทศมัลดีฟส์ เกาะมาฟูชิ (Maafushi Island) กลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะหลักแห่งหนึ่งของคนในพื้นที่

การก่อสร้างและพัฒนาบนเกาะฮูลูมาเลยังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งระยะแรกของโครงการดำเนินการเสร็จและพร้อมเป็นที่อยู่อาศัยให้กับชาวมัลดีฟส์แล้ว ตัวคุณราชีดย้ายมาอาศัยบนเกาะเมื่อปี พ.ศ. 2556 ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างคับแคบในอพาร์ทเม้นท์บนเกาะมาเลซึ่งไม่มีพื้นที่ให้ลูกๆ ของเขาวิ่งเล่นและลูกสาวคนเล็กที่เป็นโรคหอบหืดก็ต้องทนอยู่กับมลพิษการจราจรในเมืองมาเล

คุณไอชา มูซา (Aishah Moosa) พร้อมน้องสาวและหลานๆ ของเธอย้ายเข้ามาอาศัยบนเกาะในย่านตึก 16 ตึก ตึกละ 24 ชั้นซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่ล่าสุดของโครงการก่อสร้างเกาะเทียมระยะที่ 2 บริเวณรอบๆยังคงล้อมรอบไปด้วยเนินกรวด ลานจอดรถที่ยังสร้างไม่เสร็จและกองขยะต่างๆ สำหรับคุณมูซา การใช้ชีวิตบนตึกไม่สามารถแทนที่การใช้ชีวิตอยู่บนหมู่เกาะปะการังได้ “เราไม่ชินกับการอาศัยอยู่บนพื้นที่สูง เราอยากใช้ชีวิตอยู่บนเกาะปะการังแต่มันไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีสถานศึกษา เราต้องมาอาศัยอยู่ในตึกนี้เพราะเราไม่มีตัวเลือก” คุณมูซากล่าว

แม้การก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์แต่เกาะฮูลูมาเลก็มีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งถนน โรงเรียน ตึกอพาร์ทเม้นต์ โรงพยาบาลและมีสะพานเชื่อมระหว่างเกาะไปยังเมืองมาเล ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเมืองมาเลเป็นจำลองเมืองหนึ่งในเกมอย่าง SimCity

ชาวมัลดีฟส์
น้ำตื้นที่ไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของแนวปะการังแล้วถูกรื้อออกทำเป็นเขตว่ายน้ำใกล้ชายฝั่งให้นักท่องเที่ยว

ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง

แม้สถานการณ์ในประเทศจะดูน่ากังวลแต่ปัญหาต่างๆ รวมถึงระดับน้ำทะเลกลับไม่ใช่หัวข้อสนทนาในประจำวันของชาวมัลดีฟส์เลยแม้แต่น้อย พวกเขาปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของนักเคลื่อนไหวและนักการเมืองต่างๆ ด้วยความที่มัลดีฟส์เป็นประเทศมุสลิม ชาวมัลดีฟส์หลายคนเชื่อว่าอนาคตนั้นจะเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์กำหนดเอง

ภัยพิบัติทางทะเลอย่างสึนามิในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งคร่าชีวิตของผู้คนไปกว่า 100 ชีวิตทำให้ชาวมัลดีฟส์เข้าใจและตระหนักถึงความอันตรายของทะเลอยู่เสมอ

“เราพัฒนา แล้วก็ตู้ม!” คุณ Fayyaz Ibrahim ในช่วงวัยห้าสิบปีเล่าถึงช่วงที่รถบนถนนยังบางตาและเขาต้องพาครอบครัวย้ายเข้าเมืองเพื่อหางานทำในช่วงปี พ.ศ. 2517 ในปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยวทำให้เมืองมาเลกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีผู้คนแออัดที่สุดในโลกโดยมีผู้อาศัยถึง 193,000 คน ถนนในเมืองเต็มไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ตึกสูงติดเครื่องระบายอากาศล้อมรอบด้วยอุปกรณ์นั่งร้าน คอนกรีตจากสิ่งปลูกสร้างขยายพื้นที่ลงทะเล เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซลขนาดยักษ์ที่ผลิตไฟฟ้าในเมือง ระบบอุตสาหกรรมแยกน้ำออกจากเกลือทำน้ำประปา เรือบรรทุกขยะไปทิ้งบนเกาะบริเวณรอบ เตตระพอด (Tetrapod) รายรอบเป็นแนวกั้นน้ำ และโครงสร้างอื่นๆในเมืองอีกมากมายทั้งหมดอยู่ในเมืองมาเลซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่น้อยกว่าหนึ่งตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ตามชาวมัลดีฟส์ยังมีปัญหาการว่างงานอัตราสูงถึงร้อยละ 15 ซึ่งชาวเมืองหวังว่าการศึกษาที่มีคุณภาพและการจ้างงานที่มาพร้อมกับฮูลูมาเลหรือเมืองแห่งความหวัง (City of Hope) จะช่วยบรรเทาปัญหาในประเทศได้

ความเข้าใจในความไม่แน่นอนของชาวมัลดีฟส์

การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นทุกที่ในมัลดีฟส์ วิถีชีวิตดั้งเดิมจากการย้ายถิ่นฐานจากเกาะไปสู่เกาะเพื่อหางาน แหล่งอาหาร แหล่งการค้าและที่อยู่ใหม่กำลังถูกละทิ้งไป เกาะเฟลิดูทางตอนใต้ของเกาะมาเลกำลังเผชิญกับน้ำทะเลระดับสูงขึ้นเหมือนเกาะอื่นๆ คุณ Abdul Shakoor Ibrahim ชายอายุ 72 ผู้เกษียณจากงานรับราชการในมาเลแล้วย้ายกลับมายังเกาะเฟลิดูบ้านเกิดของเขากล่าวโทษว่าการท่าเรือบนเกาะปิดกั้นการไหลตามธรรมชาติของคลื่นทะเลทำให้ทรายกองอยู่ที่ที่ไม่ควรจะเป็น คุณสาอีดห์กังวลกับความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ที่ชาวมัลดีฟส์กำลังเผชิญ

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าชาวมัลดีฟส์ทุกคนเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิตบนเกาะของพวกเขาเป็นอย่างดี “เราอยู่ร่วมกับทะเล สิ่งมีชีวิตในทะเลรวมถึงความเสี่ยงและอันตรายต่างๆ ของมันด้วย แต่ความคิดที่ว่าหมู่เกาะจะคงอยู่ไปตลอดนั้นมันขัดแย้งกับธรรมชาติ”

เรื่อง TRISTAN MCCONNELL

ภาพ  MARCO ZORZANELLO

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม คิริบาตี กำลังทวนกระแสน้ำทะเลที่กำลังกลืนประเทศ

เรื่องแนะนำ

แผ่นน้ำแข็งของ กรีนแลนด์ กำลังละลายเร็วขึ้นถึงสี่เท่า – และส่งผลร้ายต่อโลก

นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเกาะ กรีนแลนด์ กำลังเข้าสู่จุดวิกฤต และมีแนวโน้มทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น มีงานวิจัยใหม่เตือนว่าน้ำแข็งของเกาะ กรีนแลนด์ กำลังละลายรวดเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดเอาไว้ แต่ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนคือปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะกรีนแลนด์ ไม่ได้มาจากธารน้ำแข็งของกรีนแลนด์เอง งานศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Proceeding of the National Academy of Science (PNAS) ระบุว่า การสูญเสียปริมาณน้ำแข็งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2003 ถึงช่วงกลางปี 2013 เกิดจากน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบรรดาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างกรีนแลนด์ได้อยู่ในจุดวิกฤตฉับพลันในช่วงปี 2002-2003 อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไมเคิล เบวิส นักธรณีวิทยาประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต ผู้เขียนนำงานวิจัยในครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า ในปี 2012 ปริมาณน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์ละลายมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กล่าวคือ มีการละลายของน้ำแข็งสูงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2003 การละลายของน้ำแข็งในอัตราเร่งนี้มาจากน้ำแข็งบริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นภูมิภาคที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าเป็นพื้นที่ที่การละลายของน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งความสนใจไปที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นสถานที่ที่มีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในด้านมหาสมุทรแอตแลนติก “เราทราบว่าเรามีหนึ่งปัญหาใหญ่ นั่นคือการละลายของน้ำแข็งทำให้ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่เกิดการแตกตัว” เบวิสกล่าวและเสริมว่า และตอนนี้เราได้พบปัญหาที่สองคือ ก้อนน้ำแข็งจำนวนมากได้ละลายเป็นน้ำและไหลลงสู่ทะเล ตามข้อมูลจากดาวเทียม GRACE […]

ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่นับล้านตารางกิโลเมตร

ข้อมูลใหม่เผยให้เห็นรายละเอียดการสูญเสียพื้นที่ ป่าแอมะซอน ในประเทศบราซิลที่รวดเร็วอย่างน่าเจ็บปวด นับจนถึงวันนี้ (23 สิงหาคม) เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้วที่ป่าฝนแอมะซอน ผืนป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้ธรรมชาติ ทั้งพรรณไม้และสัตว์ป่าซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏแค่ในป่าแอมะซอนเท่านั้นได้รับผลกระทบ โดยคาดว่าขณะนี้มีพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ไปแล้วกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร โดยในทางธรรมชาติ ถือเป็นการสูญเสียปราการทางธรรมชาติของมนุษย์อย่างมหาศาล ป่าแอมะซอนได้ชื่อว่าเป็น ปอดของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตก๊าซออกซิเจนให้กับโลกมากถึงร้อยละ 20 และมีปัจจัยสำคัญในการต่อสู้เรื่องภาวะโลกร้อน โดยการช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำลายชั้นบรรยากาศโลกเฉลี่ยปีละกว่า 2,000 ล้านตัน  นอกจากนี้ แอมะซอนยังเป็นป่าฝนที่มีความสมบูรณ์ที่สุดนอกจากนี้ยังเป็นบ้านของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผืนป่าแอมะซอนนับล้านคน แม้ว่าการเกิดไฟป่าแอมะซอนจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติในช่วงหน้าแล้ง แต่จากการเก็บข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม พบว่ามีการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 83 จากปีที่แล้ว แม้สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่สาเหตุโดยส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่าเกิดจากมนุษย์ที่เข้าไปบุกรุกในพื้นที่ป่า ในปี 2018 กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียพื้นป่าหลายแห่งในโลก รวมไปถึง ป่าแอมะซอน ตามข้อมูลที่รวบรวม วิเคราะห์ และรายงานโดยกลุ่มนักวิจัยที่ชื่อว่า Global Forest Watch ในมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Merryland) การตัดไม้โดยไม่มีการควบคุม เป็นเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม โดยส่วนมากเป็นการตัดไม้เพื่อทำพื้นที่ปศุสัตว์ แต่กิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นๆ […]

ไขมันก้อนยักษ์กำลังคุกคามท่อระบายน้ำทั่วโลก

หลังจากชมคลิปวิดีโอนี้ คุณผู้อ่านจะเข้าใจมากขึ้น เมื่อท่อระบายน้ำในเมืองที่คุณอยู่ไม่สามารถระบายน้ำได้ดีดังเดิม เจ้าหน้าที่ในไอร์แลนด์เหนือกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อทำความสะอาดท่อระบายน้ำที่อุดตันเพราะก้อนไขมัน (Fatbergs) ก้อนไขมันยักษ์เหล่านี้เป็นส่วนผสมของทุกสิ่งที่ถูกทิ้งลงยังท่อระบายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหารไปจนถึงบรรดากระดาษชำระ พวกมันจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง เจ้าหน้าที่จากเมืองเบลฟาสต์ต้องทำงานอย่างหนักในการกำจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้ คลิปวิดีโอนี้อาจข่วยย้ำเตือนให้คุณผู้อ่านฉุกคิดสักนิด ในครั้งหน้าก่อนที่จะทิ้งอะไรก็ตามลงไปในท่อระบายน้ำ อ่านเพิ่มเติม : นี่เห็ดหรือไข่เอเลี่ยนฟักเป็นตัวกันแน่, หลบหนีความวุ่นวายไปกับภาพความมหัศจรรย์แห่งแอนตาร์กติกา

ประสาท มีแต้ม กรรมการกองทุนแสงอาทิตย์ ลดความเหลื่อมล้ำด้วยหลังคาโซลาร์

รู้จักกองทุนแสงอาทิตย์ ที่ทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ เข้าถึงกลุ่มประชาชนมากขึ้น หลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำว่า พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด พลังงานสีเขียว และอีกสารพัดคำเรียกที่สื่อสารถึง พลังงานซึ่งไม่ปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่ถึงเช่นนั้นจะมีสักกี่คนจริงๆ ที่ได้ตัดสินใจเลือกใช้พลังงานอย่างที่ตัวเองเชื่อมั่นจริงๆ “ตื่นมาเติมน้ำมันไปทำงาน เพื่อหาเงินมาเติมน้ำมันไปทำงาน” ใครสักคนพูดเอาไว้ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันสูงเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับความเห็นที่ว่า “การเข้าถึงพลังงานสะอาด มีต้นทุนสูง” ไม่มีใครปฏิเสธว่าทุกอย่างมีต้นทุนของมัน และไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มองว่า การเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน เช่นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้ามีต้นทุนสูงลิบ แถมยังต้องใช้พื้นที่ในระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้โอกาสในการเข้าถึงพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของคนธรรมดาๆ เข้าถึงยากไปทุกที จนกระทั่งช่วงปลายปี 2561 มีกลุ่มภาคประชาชนเครือข่ายภาคประชาสังคม ทั้งด้านผู้บริโภค ด้านศาสนา ด้านการพัฒนาเด็ก ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดตั้งกองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand Solar Fund) เพื่อประสานความร่วมมือและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงานหมุนเวียนให้ประชาชน เวลาเดียวกันนี้ความฝันที่คนธรรมดาจะเข้าถึงพลังงานสะอาดจึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้น “เราทำให้แสงอาทิตย์จับต้องได้ ทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ เข้าถึงกลุ่มประชาชนมากขึ้น ด้วยการมีกองทุนหนึ่งที่มาจากเงินบริจาคของประชาชน คนละนิด คนละหน่อย แล้วนำเงินนั้นไปติดตั้งในสถานที่ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์” ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการนโยบายด้านบริการสาธารณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค หนึ่งในคณะกรรมการกองทุนแสงอาทิตย์ อธิบาย การระดมทุนและเปิดรับบริจาคเพื่อนำไปจัดซื้อโซลาร์เซลล์จึงเริ่มขึ้น ในนามของ กองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand […]