คิริบาตี ประเทศเกาะที่กำลังจมลงทะเล - National Geographic Thailand

คิริบาตี กำลังทวนกระแสน้ำทะเลที่กำลังกลืนประเทศ

ระดับทะเลที่สูงขึ้นสร้างความหวั่นวิตกว่าน้ำจะท่วม คิริบาตี ทว่าจิตวิญญาณของชาวเกาะยังเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น

ขณะนี้ โลกของเรากำลังอยู่ในภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยสหประชาชาติเตือนว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้น้ำแข็งที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายเร็วขึ้น ระดับน้ำทะเลของโลกเพิ่มขึ้นจากการณ์เป็น 2 เมตร

และถ้ายังไม่มีมีการลดการปล่อยก๊าซสู่ชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 ซึ่งเพิ่มจากการคาดการณ์เมื่อปี 2013 ที่ว่า สถานการณ์โลกร้อนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจะส่งผลระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นระหว่าง 52 – 98 ซม. ในปี 2100

รายงานจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ระบุว่า ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลในมีการสูญเสียที่ดินประมาณ 1.79 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเท่ากับขนาดประเทศลิเบีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ราว 187 ล้านคน บางส่วนของกรุงลอนดอน ลอสแอนเจลิส นครรีอูดี จาเนรู รวมไปถึงเซี่ยงไฮ้ จะจมอยู่ใต้น้ำ

อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลที่ขึ้นสูงอย่างเร่งด่วน คือการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องไปถึงหลายทศวรรษข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดความรุนแรงของสถานการณ์ลงได้ราว 5%

ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น หนึ่งในผู้ที่รับผลกระทบที่เจ็บปวดที่สุด คือชาวเกาะในคิริบาตี ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลาง ของทวีปโอเชียเนีย

*******************************************

คิริบาตี, ระดับน้ำทะเล
บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้ากระจายตัวอยู่เต็มพื้นที่ที่ถมขึ้นจากทะเลข้างสนามบินบนเกาะตาระวา ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเกาะปะการังวงแหวนที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของคิริบาตี พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะตาระวาสูงกว่าระดับทะเลไม่ถึง 2.5 เมตร และเสี่ยงต่อการถูกนํ้าท่วมเมื่อระดับนํ้าในมหาสมุทรสูงขึ้น

ทุกวันนี้ ชาวคิริบาตีอยู่กับความเป็นจริงของมาราวา (ชื่อเรียกเทพเจ้า “ทะเล” ของชาวคิริบาตี) ที่เพิ่มระดับขึ้น นี่คือช่วงเวลาของ บิบิตากิน คานวน โบง หรือ “ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศที่ยาวนานหลายวัน” วลีในภาษาคิริบาตีที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change)  ชาวเกาะอยู่กันอย่างหวาดหวั่นและไม่มั่นใจกับวลีนี้

จะไม่ให้หวาดหวั่นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อโลกพรํ่าบอกพวกเขาว่า ประเทศเกาะซึ่งมีพื้นที่ลุ่มตํ่าอย่างบ้านของพวกเขาจะจมนํ้าในไม่ช้า บรรดาผู้นำของพวกเขายังบอกเองว่า คิริบาตีซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 33 เกาะ ท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางนี้ เป็น “หนึ่งในประเทศซึ่งเปราะบางที่สุดในบรรดาพื้นที่เปราะบางทั้งหลาย” พวกเขาทำนายด้วยว่า
เกาะปะการังวงแหวนหรืออะทอลล์ (atoll) ตาระวาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปภายในหนึ่งชั่วอายุคน

คิริบาตี, ระดับน้ำทะเล
หลายครอบครัวจากเกาะปะการังวงแหวนอันห่างไกลของคิริบาตี อพยพโยกย้ายมาสู่ทางใต้ของเกาะตาระวาเพื่อเข้าถึงแหล่งงาน การศึกษา และการสาธารณสุข ส่งผลให้ประชากรที่นี่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50,000 คน บ่อยครั้งครอบครัวที่มาใหม่ถูกบีบให้ไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายขอบซึ่งมักเกิด นํ้าท่วมเมื่อนํ้าทะเลขึ้นสูง

แต่ชาวคิริบาตีจำนวนมากไม่ยอมรับว่า บ้านเกิดของตนกำลังกลายเป็น “ประเทศเกาะที่รอวันอันตรธาน” และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับชะตากรรม พวกเขาไม่คิดว่าตนเองเป็น “ชาวเกาะที่กำลังจมนํ้า” แต่เป็นลูกหลานของนักเดินทางผู้สืบทอดประเพณีแห่งความทรหดอดทนและการเอาตัวรอดอันน่าภาคภูมิพวกเขาเชื่อว่าสวรรค์ของตนไม่มีทางเลือนหายในเร็ววัน

แต่หมู่เกาะแห่งนี้กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างแน่นอน ทะเลทั้งกัดเซาะชายฝั่งและแทรกซึมลงสู่ดิน ทำให้นํ้าในบ่อนํ้ากลายเป็นนํ้ากร่อย ทำลายต้นไม้และพืชผล

ความอุดมสมบูรณ์ของเกาะปะการังวงแหวนอย่างตาระวาขึ้นอยู่กับชั้นนํ้าจืดบางๆที่ลอยอยู่เหนือชั้นหินอุ้มนํ้าเค็ม โดยมีนํ้าฝนคอยเติมเต็มให้ เมื่อระดับทะเลสูงขึ้น แม้ปัจจุบันจะอยู่ที่เพียงปีละไม่กี่มิลลิเมตร แต่มีแนวโน้มว่าอัตราจะเร่งเร็วขึ้น เช่นเดียวกับระดับนํ้าเค็มใต้ดิน ส่งผลให้ปริมาณนํ้าจืดลดลงอย่างน่าวิตก

คิริบาตีเหยื่อรายแรกๆที่สังเวยให้แก่นํ้าเค็มที่รุกคืบเข้ามาคือ บับไบ อาหารพิเศษอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมคิริบาตี บับไบ เป็นเผือกขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งซึ่งขึ้นตามหนองบึง และอาจใช้เวลามากกว่าห้าปีถึงจะโตเต็มที่ แต่เนื่องจากพืชชนิดนี้ไม่ทนต่อนํ้าเค็มที่รุกลํ้าเข้ามาในพื้นที่เพาะปลูก ทุกวันนี้ บับไบจึงไม่สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ และสุดท้ายก็อาจหายไปจากวัฒนธรรมอาหารของชาวเกาะ รัฐบาลและองค์กรให้ความช่วยเหลือกำลังช่วยชาวไร่เปลี่ยนไปปลูกพืชประเภทแป้งชนิดอื่นแทน

ชาวคิริบาตีจำนวนมากมองว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลยที่ปัญหาสภาพภูมิอากาศซึ่งประเทศของพวกเขากำลังเผชิญอยู่ไม่ได้เกิดจากนํ้ามือของพวกเขา ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา บรรดาผู้นำประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกทั้งตำหนิ โน้มน้าว วิงวอน และพยายามเจรจาให้ประเทศตัวการใหญ่ๆที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดรู้สึกละอายต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเทศหมู่เกาะเป็นแค่มด ส่วนประเทศอุตสาหกรรมเป็นช้าง เตบูโรโร ตีโต อดีตประธานาธิบดีคิริบาตี ประกาศ เมื่อพูดถึงประเทศของเขาที่แทบไม่ได้สร้างภาระให้โลกด้วยการปล่อยคาร์บอนท่าทีเฉยเมยของประเทศรํ่ารวยเป็นสิ่งที่ชาวคิริบาตียากจะยอมรับได้

คิริบาตี
กระสอบทรายช่วยป้องกันนํ้าทะเลได้น้อยมาก ที่เตไมกู หมู่บ้านสุ่มเสี่ยงแห่งหนึ่งบนเกาะตาระวาใต้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คลื่นซัดกำแพงนี้ทลายลงและไหลบ่าเข้าไปในแผ่นดิน ทิ้งบ้านช่องที่ถูกนํ้าท่วมดินเค็ม และบ่อนํ้าปนเปื้อนไว้เบื้องหลัง

ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมแพร่ไปทั่วหมู่เกาะปะการังวงแหวนที่สุ่มเสี่ยงจากระดับทะเลสูงขึ้นมากที่สุด ได้แก่ คิริบาตี มัลดีฟส์ หมู่เกาะมาร์แชลล์ โตเกเลา และตูวาลู อดีตนายกรัฐมนตรีของตูวาลูคนหนึ่งชื่อ เซาฟาตู โซปัวกา ถึงกับเปรียบเทียบผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็น “รูปแบบการก่อการร้ายที่แทรกซึม บ่อนทำลายเราอย่างช้าๆ”

ถึงกระนั้น ชาวคิริบาตีบางคนกลับไม่ยอมรับโวหารว่า ด้วยการตกเป็นเหยื่อและนัยที่ว่า ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกไร้อำนาจต่อรองใดๆ

“เราไม่ใช่เหยื่อครับ” โตกา ราโกบู ซึ่งทำงานให้บริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่งบนเกาะตาระวาบอกผม “เราทำอะไรได้เหมือนกัน เราจะไม่ยอมเป็นผู้พ่ายแพ้หรอกครับ”

คิริบาตี
เรือประมงอับปางลำหนึ่งกลายเป็นที่กระโดดนํ้าของเด็กๆบนเกาะตาระวา ผู้เติบโตขึ้นท่ามกลางภาพและสรรพเสียงแห่งมหาสมุทร เด็กรุ่นนี้รวมทั้งรุ่นต่อๆ ไปจะเผชิญความท้าทายอันยากยิ่งที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระดับทะเลสูงขึ้น มีภาวะเป็นกรดมากขึ้น และอุ่นขึ้น

แต่คุณจะตำหนิบรรดานักการเมือง รวมถึงอาโนเต ตอง ประธานาธิบดีคิริบาตี ว่าเล่นบทบาทผู้ตกเป็นเบี้ยล่างของ โลกกระนั้นหรือ ในเมื่อการพูดถึงหมู่เกาะที่กำลังจมนํ้าและผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศ (climate refugee) ทำให้คิริบาตีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ช่างภาพและนักหนังสือพิมพ์เดินทางมายังตาระวาเพื่อรายงานจาก “แนวหน้าของวิกฤติการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

เรื่องราวความยากลำบากที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกทำให้ความเห็นใจและเงินช่วยเหลือหลั่งไหลมายังคิริบาตีและบรรดาเกาะใกล้เคียง แต่หากคุณได้ยินได้ฟังเรื่องมหันตภัยทางสิ่งแวดล้อมบ่อยมากพอ คุณอาจคิดว่าไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นอีกนอกจากต้องอพยพออกไป

ขณะนี้มีการพูดถึงการย้ายถิ่นกันมาก เราควรจะอยู่หรือไม่ หรือควรจะไปเสีย เราจะถูกบีบบังคับให้ย้ายถิ่นหรือไม่ ถ้าต้องย้าย จะไปที่ใด ไม่มีประเทศไหนเปิดประตูต้อนรับผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศหรอก

คำถามเหล่านี้ล้วนสร้างความเจ็บปวดให้พวกเขา เพราะเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในภาษาคิริบาตี คำว่า “แผ่นดิน” กับ “ผู้คน” เป็นคำเดียวกัน หากแผ่นดินของคุณหายไป แล้วคุณคือใครกันเล่า

คิริบาตี, ป่าชายเลน
ป่าชายเลนไม่อาจหยุดยั้งมหาสมุทรที่รุกลํ้าเข้ามาได้ก็จริง แต่ลำต้นและรากของต้นไม้ที่โตเต็มที่ช่วยลดการกัดเซาะ และยับยั้งคลื่นพายุซัดฝั่ง มีการนำต้นอ่อนมาปลูกไว้ใกล้สนามบินของตาระวาเพื่อเสริมความแข็งแรงให้ชายฝั่งของลากูน

บางครั้งเราอาจได้ยินคำพูดทำนองคาดหมายว่า คนหนุ่มสาวจะออกจากคิริบาตี ส่วนคนเฒ่าคนแก่เลือกจะอยู่ต่อ แต่หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยกลับเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายบนผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ มากกว่าที่จะไปแสวงหาความรํ่ารวยในต่างบ้านต่างเมือง มันนีเอ ริเคียอัว คุณแม่ยังสาวซึ่งทำงานในกระทรวงสิ่งแวดล้อมของคิริบาตี บอกผมว่า เธออยากทำงานให้ผู้คนของเธอมากกว่าจะไปทำงาน
ให้ประเทศอื่น แม้พ่อของเธอจะหว่านล้อมให้เธอย้ายไปอยู่ใน “ที่ที่สูงกว่านี้”

“ใจหนึ่งฉันก็อยากไปนะคะ” เธอยอมรับ แต่ “คิริบาตีเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับลูกๆของฉัน แม้จะมีภัยคุกคามน่ากลัวพวกนั้นก็ตาม”

เพื่อปกป้องบ้านหลังนี้จากมหาสมุทรที่หิวโหย ชาวเกาะบางคนเริ่มปลูกป่าชายเลน โครงข่ายที่สานกันของระบบรากและลำต้นจะดักจับตะกอนและช่วยบรรเทาความรุนแรงของคลื่นกัดเซาะ แทบไม่มีอะไรอื่นอีกแล้วที่ชาวเกาะจะทำได้เพื่อยึดผืนแผ่นดินของพวกเขาไว้ นอกจากสร้างกำแพงกันคลื่นขึ้นใหม่เมื่อคลื่นโถมทำลายมันลง

ผมคิดว่าป่าชายเลนอาจเป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะสำหรับประเทศนี้ เพราะเป็นผืนป่าที่หยัดยืนต้านทานพายุและยึดผืนดินไว้ สัญลักษณ์ในปัจจุบันที่ประดับอยู่บนธงชาติของคิริบาตีก็เป็นสิ่งเตือนใจที่ดีเช่นกัน นั่นคือ เอย์เตย์ หรือนกโจรสลัด แต่นกโจรสลัดจะต้องบินตามฝูงปลาที่เป็นอาหาร ถ้าปลาจากไปตลอดกาล เราจะยังเห็นหางแฉกของนกโจรสลัดตัดกับท้องฟ้าของคิริบาตีอีกหรือไม่

แคลร์ อันเตเรีย ผู้ปลูกป่าชายเลนคนหนึ่งซึ่งทำงานในโครงการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ (climate adaptation program) ของรัฐบาลคิริบาตี บอกว่า ผู้คนที่นี่ต้องสำนึกถึงบทบาทของตนในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้บทบาทนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม และพยายามหาทางแก้ไข “ถึงเราจะมีส่วนก่อปัญหาเพียงน้อยนิดแต่เราก็มีส่วนอยู่ดีไม่ใช่หรือ” เธอบอก

เรื่อง: เคนเนดี วอร์น
ภาพถ่าย: กาดิร์ ฟัน โลเเฮวเซิน


อ่านเพิ่มเติม ผู้คนราว 143 ล้านคนจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ

เรื่องแนะนำ

กางเกงในอนามัย Pynpy’ ให้ “ประจำเดือน” เป็นเรื่องปกติ แล้วปัญหาจะคลี่คลาย

คุยกับเจ้าของแบรนด์ กางเกงในอนามัย Pynpy’ ผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับประจำเดือน เรื่องนวัตกรรม และมุมมองเรื่อง “ประจำเดือน” กับสังคม “เราอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ” กานต์ – อรกานต์ สายะตานันท์ นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ PARA ของใช้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นเล่าถึงการทำแบรนด์กางเกงในอนามัย Pynpy’ ร่วมกับ โทมัส โพรคาสคา (Tomas Prochazka) ผู้ทำแพลตฟอร์มโยคะออนไลน์ในกรุงปราก สาธารณรัฐเชค พวกเขาพบกันเมื่อ 3 ปีก่อน ความสนใจร่วมระหว่างงานสร้างสรรค์และคุณภาพชีวิตที่ดีดึงดูดพวกเขาเข้าหากัน กางเกงในอนามัยที่ใช้แทนผ้าอนามัยเป็นที่นิยมในต่างประเทศ แต่เป็นของใหม่ในไทย แบรนด์ของกานต์และโทมัสคือแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่สร้างมาเพื่อคนไทย ด้วยนวัตกรรมอันแตกต่างทำให้พวกเขามีชุมชนคนใช้กางเกงในอนามัยหลายพันคน โดย การบอกต่อของผู้ใช้จริง วันนี้นอกจากเราจะชวนกานต์และโทมัสมาคุยกันเรื่องกางเกงในอนามัยแล้ว เราอยากคุยเรื่องประจำเดือน ในฐานะที่นานครั้งมันจะกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในที่สาธารณะ ในความเคลื่อนไหวของสังคม แทนที่จะถูกปกปิดกระซิบกระซาบเหมือนที่เคยเป็นมา จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งสองเลือกทำกางเกงในอนามัยเกิดจากทริปเที่ยวเชียงใหม่ ที่กานต์รู้ตัวว่าเธอน่าจะมีประจำเดือนในช่วงนั้น “เราก็เตรียมผ้าอนามัยไป 7-8 แผ่น และใส่รอเพราะกลัวมาแล้วเปื้อน แต่กว่าจะมาจริงๆ ผ้าอนามัยก็หมด แล้วมาตอนกลางคืนด้วย กานต์ก็กังวลมาก” โทมาสเห็นความกังวลนั้น คนข้างกายอย่างเขาก็อยากมีส่วนช่วยแบ่งเบา เขาคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญต่อให้เป็นผู้ไม่มีประจำเดือนก็ต้องช่วยสนับสนุน “ไม่ว่าจะอยู่วัฒนธรรมไหนๆ เราก็ควรเข้าใจซึ่งกันและกัน” […]

อนาคตบนเส้นด้ายของ แอนตาร์กติกา

หิ้งน้ำแข็งที่แตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะ มองจากด้านบนผิวขรุขระของหิ้งน้ำแข็งปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ว่ามันกำลังจะหลุดออกจากชั้นน้ำแข็งเดิมที่มีอายุหลายพันปี แผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะหลุดออกนี้เป็นส่วนหนึ่งของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ที่ตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลโดยรอบคือสาเหตุ และการหลุดออกครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าตาของแผนที่ทวีปแอนตาร์กติกาตลอดไป ด้วยขนาดของหิ้งน้ำแข็งที่ใหญ่ถึง 6,000 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากรุงลอนดอน 4 เท่า และคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของสาธารณรัฐไซปรัส เกาะบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พืดน้ำแข็งฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกานี้มีความหนาราว 2.5 ไมล์ และครอบคลุมพื้นที่ขนาด 2 เท่าของรัฐเท็กซัส รอบๆของพืดน้ำแข็งประกอบด้วยภูเขาน้ำแข็งจำนวนมาก นั่นแปลว่าหากมหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนละลายชั้นน้ำแข็งที่เปราะบางเหล่านี้จนหมด ทีมนักวิจัยเชื่อว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ฟุต “หิ้งน้ำแข็งบริเวณนี้เป็นจุดที่ละลายเร็วที่สุดบนโลก” อีริค ริกนอท นักธรณีวิทยาจาก NASA Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา ของรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว ตัวเขาศึกษาชั้นน้ำแข็งในภูมิภาคนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเรดาห์และภาพถ่ายดาวเทียม ริกนอทเชื่อว่าการพังทลายของพืดน้ำแข็งตะวันตก ในทวีปแอนตาร์กติกานั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่คำถามคือมันจะใช้เวลานานแค่ไหน 500 ปี หรือน้อยกว่า 100 ปี และมนุษย์เราเองเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร “เราจำเป็นที่จะต้องได้ตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำ” เขากล่าว […]

โลกร้อนส่งผลต่อธารน้ำแข็งบนยอดภูเขา – กระทบแหล่งน้ำจืดของผู้คนนับพันล้าน

หอคอยกักน้ำ (water tower) จาก ธารน้ำแข็ง บนยอดเขาสูงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดของโลกในอัตราส่วนจำนวนมาก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยต่อแหล่งน้ำเหล่านี้ ในพื้นที่สูงเหนือเทือกเขาหิมาลัยบริเวณใกล้ ธารน้ำแข็ง กังโกตรี (Gangotri Glacier) มีน้ำไหลรินไปกับแม่น้ำสายเล็ก ไหลต่อลงสู่กระแสน้ำเบื้องล่าง น้ำจากเทือกเขานี้จะไหลเป็นระยะทางนับพันกิโลเมตรเพื่อหล่อเลี้ยงชาวบ้าน พื้นที่การเกษตร และที่ราบสินธุ (Indus Plain) อันเป็นพื้นที่ธรรมชาติขนาดกว้างใหญ่ ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนต่างพึ่งพาน้ำที่มาจากกระแสน้ำดังกล่าว แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อพื้นที่เทือกเขาสูงเช่นนี้มากกว่าพื้นที่อื่นของโลกโดยเฉลี่ย และการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ “หอคอยกักน้ำ” (water tower) ที่ผู้คนนับพันล้านต่างพึ่งพิง อยู่ในภาวะอันตรายยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตามงานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุใดเราต้องใส่ใจหอคอยกักน้ำเหล่านี้ เทือกเขาสูงโอบอุ้มน้ำแข็งและหิมะบนยอดเขามากกว่าที่ใดในโลกหากไม่นับรวมพื้นที่ขั้วโลก และเทือกเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยน้ำจืดปริมาณครึ่งหนึ่งที่มนุษย์ใช้อุปโภคบริโภค หิมะและธารน้ำแข็งที่อยู่บนเทือกเขาต่างๆมีความสำคัญต่อผู้คนมากกว่า 1,600 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรโลก โดยแหล่งน้ำที่เราใช้กันทุกวันนี้อาจมาจากเทือกเขาเหล่านี้ หอคอยกักน้ำที่อยู่บนเทือกเขาสูงทำหน้าที่เป็นเหมือนแท็งก์เก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีวาล์วปิดเปิด ตัวอย่างเช่น เมื่อหิมะตก ก็จะเป็นการเติมแท็งก์น้ำ และน้ำแข็งเหล่านี้ก็จะละลายอย่างช้าๆ ผ่านวันผ่านเดือน หรืออาจเป็นปี ก่อนจะปล่อยน้ำที่ละลายไหลลงจากเทือกเขา ความคงที่ของการละลายของน้ำแข็งนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง เนื่องจากการละลายของหิมะที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ว่าต่อเนื่องนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าฝนตกครั้งใหญ่ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือแผ่นดินถล่ม และมีความสำคัญต่อเมืองหลายเมืองที่ต้องการใช้น้ำตลอดทั้งปี เนื่องจากเทือกเขาสูงเหล่านี้เป็นบ้านของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินของโลก […]

ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว : ระเบิดเวลาใต้แผ่นดินอาร์กติก

ในทางภูมิศาสตร์ อาร์กติกกำลังหลอมละลายชนิดชั่วข้ามคืน และยังปลดปล่อยคาร์บอนมหาศาลที่ถูกกักเก็บอยู่ใต้ดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) นานนับพันปีออกมา เมื่อก๊าซเข้าสู่บรรยากาศในรูปมีเทนหรือคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนจะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเร็วขึ้น