คิริบาตี ประเทศเกาะที่กำลังจมลงทะเล - National Geographic Thailand

คิริบาตี กำลังทวนกระแสน้ำทะเลที่กำลังกลืนประเทศ

ระดับทะเลที่สูงขึ้นสร้างความหวั่นวิตกว่าน้ำจะท่วม คิริบาตี ทว่าจิตวิญญาณของชาวเกาะยังเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น

ขณะนี้ โลกของเรากำลังอยู่ในภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยสหประชาชาติเตือนว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้น้ำแข็งที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายเร็วขึ้น ระดับน้ำทะเลของโลกเพิ่มขึ้นจากการณ์เป็น 2 เมตร

และถ้ายังไม่มีมีการลดการปล่อยก๊าซสู่ชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 ซึ่งเพิ่มจากการคาดการณ์เมื่อปี 2013 ที่ว่า สถานการณ์โลกร้อนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจะส่งผลระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นระหว่าง 52 – 98 ซม. ในปี 2100

รายงานจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ระบุว่า ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลในมีการสูญเสียที่ดินประมาณ 1.79 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเท่ากับขนาดประเทศลิเบีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ราว 187 ล้านคน บางส่วนของกรุงลอนดอน ลอสแอนเจลิส นครรีอูดี จาเนรู รวมไปถึงเซี่ยงไฮ้ จะจมอยู่ใต้น้ำ

อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลที่ขึ้นสูงอย่างเร่งด่วน คือการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องไปถึงหลายทศวรรษข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดความรุนแรงของสถานการณ์ลงได้ราว 5%

ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น หนึ่งในผู้ที่รับผลกระทบที่เจ็บปวดที่สุด คือชาวเกาะในคิริบาตี ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลาง ของทวีปโอเชียเนีย

*******************************************

คิริบาตี, ระดับน้ำทะเล
บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้ากระจายตัวอยู่เต็มพื้นที่ที่ถมขึ้นจากทะเลข้างสนามบินบนเกาะตาระวา ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเกาะปะการังวงแหวนที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของคิริบาตี พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะตาระวาสูงกว่าระดับทะเลไม่ถึง 2.5 เมตร และเสี่ยงต่อการถูกนํ้าท่วมเมื่อระดับนํ้าในมหาสมุทรสูงขึ้น

ทุกวันนี้ ชาวคิริบาตีอยู่กับความเป็นจริงของมาราวา (ชื่อเรียกเทพเจ้า “ทะเล” ของชาวคิริบาตี) ที่เพิ่มระดับขึ้น นี่คือช่วงเวลาของ บิบิตากิน คานวน โบง หรือ “ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศที่ยาวนานหลายวัน” วลีในภาษาคิริบาตีที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change)  ชาวเกาะอยู่กันอย่างหวาดหวั่นและไม่มั่นใจกับวลีนี้

จะไม่ให้หวาดหวั่นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อโลกพรํ่าบอกพวกเขาว่า ประเทศเกาะซึ่งมีพื้นที่ลุ่มตํ่าอย่างบ้านของพวกเขาจะจมนํ้าในไม่ช้า บรรดาผู้นำของพวกเขายังบอกเองว่า คิริบาตีซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 33 เกาะ ท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางนี้ เป็น “หนึ่งในประเทศซึ่งเปราะบางที่สุดในบรรดาพื้นที่เปราะบางทั้งหลาย” พวกเขาทำนายด้วยว่า
เกาะปะการังวงแหวนหรืออะทอลล์ (atoll) ตาระวาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปภายในหนึ่งชั่วอายุคน

คิริบาตี, ระดับน้ำทะเล
หลายครอบครัวจากเกาะปะการังวงแหวนอันห่างไกลของคิริบาตี อพยพโยกย้ายมาสู่ทางใต้ของเกาะตาระวาเพื่อเข้าถึงแหล่งงาน การศึกษา และการสาธารณสุข ส่งผลให้ประชากรที่นี่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50,000 คน บ่อยครั้งครอบครัวที่มาใหม่ถูกบีบให้ไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายขอบซึ่งมักเกิด นํ้าท่วมเมื่อนํ้าทะเลขึ้นสูง

แต่ชาวคิริบาตีจำนวนมากไม่ยอมรับว่า บ้านเกิดของตนกำลังกลายเป็น “ประเทศเกาะที่รอวันอันตรธาน” และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับชะตากรรม พวกเขาไม่คิดว่าตนเองเป็น “ชาวเกาะที่กำลังจมนํ้า” แต่เป็นลูกหลานของนักเดินทางผู้สืบทอดประเพณีแห่งความทรหดอดทนและการเอาตัวรอดอันน่าภาคภูมิพวกเขาเชื่อว่าสวรรค์ของตนไม่มีทางเลือนหายในเร็ววัน

แต่หมู่เกาะแห่งนี้กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างแน่นอน ทะเลทั้งกัดเซาะชายฝั่งและแทรกซึมลงสู่ดิน ทำให้นํ้าในบ่อนํ้ากลายเป็นนํ้ากร่อย ทำลายต้นไม้และพืชผล

ความอุดมสมบูรณ์ของเกาะปะการังวงแหวนอย่างตาระวาขึ้นอยู่กับชั้นนํ้าจืดบางๆที่ลอยอยู่เหนือชั้นหินอุ้มนํ้าเค็ม โดยมีนํ้าฝนคอยเติมเต็มให้ เมื่อระดับทะเลสูงขึ้น แม้ปัจจุบันจะอยู่ที่เพียงปีละไม่กี่มิลลิเมตร แต่มีแนวโน้มว่าอัตราจะเร่งเร็วขึ้น เช่นเดียวกับระดับนํ้าเค็มใต้ดิน ส่งผลให้ปริมาณนํ้าจืดลดลงอย่างน่าวิตก

คิริบาตีเหยื่อรายแรกๆที่สังเวยให้แก่นํ้าเค็มที่รุกคืบเข้ามาคือ บับไบ อาหารพิเศษอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมคิริบาตี บับไบ เป็นเผือกขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งซึ่งขึ้นตามหนองบึง และอาจใช้เวลามากกว่าห้าปีถึงจะโตเต็มที่ แต่เนื่องจากพืชชนิดนี้ไม่ทนต่อนํ้าเค็มที่รุกลํ้าเข้ามาในพื้นที่เพาะปลูก ทุกวันนี้ บับไบจึงไม่สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ และสุดท้ายก็อาจหายไปจากวัฒนธรรมอาหารของชาวเกาะ รัฐบาลและองค์กรให้ความช่วยเหลือกำลังช่วยชาวไร่เปลี่ยนไปปลูกพืชประเภทแป้งชนิดอื่นแทน

ชาวคิริบาตีจำนวนมากมองว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลยที่ปัญหาสภาพภูมิอากาศซึ่งประเทศของพวกเขากำลังเผชิญอยู่ไม่ได้เกิดจากนํ้ามือของพวกเขา ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา บรรดาผู้นำประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกทั้งตำหนิ โน้มน้าว วิงวอน และพยายามเจรจาให้ประเทศตัวการใหญ่ๆที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดรู้สึกละอายต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเทศหมู่เกาะเป็นแค่มด ส่วนประเทศอุตสาหกรรมเป็นช้าง เตบูโรโร ตีโต อดีตประธานาธิบดีคิริบาตี ประกาศ เมื่อพูดถึงประเทศของเขาที่แทบไม่ได้สร้างภาระให้โลกด้วยการปล่อยคาร์บอนท่าทีเฉยเมยของประเทศรํ่ารวยเป็นสิ่งที่ชาวคิริบาตียากจะยอมรับได้

คิริบาตี
กระสอบทรายช่วยป้องกันนํ้าทะเลได้น้อยมาก ที่เตไมกู หมู่บ้านสุ่มเสี่ยงแห่งหนึ่งบนเกาะตาระวาใต้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คลื่นซัดกำแพงนี้ทลายลงและไหลบ่าเข้าไปในแผ่นดิน ทิ้งบ้านช่องที่ถูกนํ้าท่วมดินเค็ม และบ่อนํ้าปนเปื้อนไว้เบื้องหลัง

ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมแพร่ไปทั่วหมู่เกาะปะการังวงแหวนที่สุ่มเสี่ยงจากระดับทะเลสูงขึ้นมากที่สุด ได้แก่ คิริบาตี มัลดีฟส์ หมู่เกาะมาร์แชลล์ โตเกเลา และตูวาลู อดีตนายกรัฐมนตรีของตูวาลูคนหนึ่งชื่อ เซาฟาตู โซปัวกา ถึงกับเปรียบเทียบผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็น “รูปแบบการก่อการร้ายที่แทรกซึม บ่อนทำลายเราอย่างช้าๆ”

ถึงกระนั้น ชาวคิริบาตีบางคนกลับไม่ยอมรับโวหารว่า ด้วยการตกเป็นเหยื่อและนัยที่ว่า ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกไร้อำนาจต่อรองใดๆ

“เราไม่ใช่เหยื่อครับ” โตกา ราโกบู ซึ่งทำงานให้บริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่งบนเกาะตาระวาบอกผม “เราทำอะไรได้เหมือนกัน เราจะไม่ยอมเป็นผู้พ่ายแพ้หรอกครับ”

คิริบาตี
เรือประมงอับปางลำหนึ่งกลายเป็นที่กระโดดนํ้าของเด็กๆบนเกาะตาระวา ผู้เติบโตขึ้นท่ามกลางภาพและสรรพเสียงแห่งมหาสมุทร เด็กรุ่นนี้รวมทั้งรุ่นต่อๆ ไปจะเผชิญความท้าทายอันยากยิ่งที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระดับทะเลสูงขึ้น มีภาวะเป็นกรดมากขึ้น และอุ่นขึ้น

แต่คุณจะตำหนิบรรดานักการเมือง รวมถึงอาโนเต ตอง ประธานาธิบดีคิริบาตี ว่าเล่นบทบาทผู้ตกเป็นเบี้ยล่างของ โลกกระนั้นหรือ ในเมื่อการพูดถึงหมู่เกาะที่กำลังจมนํ้าและผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศ (climate refugee) ทำให้คิริบาตีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ช่างภาพและนักหนังสือพิมพ์เดินทางมายังตาระวาเพื่อรายงานจาก “แนวหน้าของวิกฤติการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

เรื่องราวความยากลำบากที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกทำให้ความเห็นใจและเงินช่วยเหลือหลั่งไหลมายังคิริบาตีและบรรดาเกาะใกล้เคียง แต่หากคุณได้ยินได้ฟังเรื่องมหันตภัยทางสิ่งแวดล้อมบ่อยมากพอ คุณอาจคิดว่าไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นอีกนอกจากต้องอพยพออกไป

ขณะนี้มีการพูดถึงการย้ายถิ่นกันมาก เราควรจะอยู่หรือไม่ หรือควรจะไปเสีย เราจะถูกบีบบังคับให้ย้ายถิ่นหรือไม่ ถ้าต้องย้าย จะไปที่ใด ไม่มีประเทศไหนเปิดประตูต้อนรับผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศหรอก

คำถามเหล่านี้ล้วนสร้างความเจ็บปวดให้พวกเขา เพราะเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในภาษาคิริบาตี คำว่า “แผ่นดิน” กับ “ผู้คน” เป็นคำเดียวกัน หากแผ่นดินของคุณหายไป แล้วคุณคือใครกันเล่า

คิริบาตี, ป่าชายเลน
ป่าชายเลนไม่อาจหยุดยั้งมหาสมุทรที่รุกลํ้าเข้ามาได้ก็จริง แต่ลำต้นและรากของต้นไม้ที่โตเต็มที่ช่วยลดการกัดเซาะ และยับยั้งคลื่นพายุซัดฝั่ง มีการนำต้นอ่อนมาปลูกไว้ใกล้สนามบินของตาระวาเพื่อเสริมความแข็งแรงให้ชายฝั่งของลากูน

บางครั้งเราอาจได้ยินคำพูดทำนองคาดหมายว่า คนหนุ่มสาวจะออกจากคิริบาตี ส่วนคนเฒ่าคนแก่เลือกจะอยู่ต่อ แต่หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยกลับเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายบนผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ มากกว่าที่จะไปแสวงหาความรํ่ารวยในต่างบ้านต่างเมือง มันนีเอ ริเคียอัว คุณแม่ยังสาวซึ่งทำงานในกระทรวงสิ่งแวดล้อมของคิริบาตี บอกผมว่า เธออยากทำงานให้ผู้คนของเธอมากกว่าจะไปทำงาน
ให้ประเทศอื่น แม้พ่อของเธอจะหว่านล้อมให้เธอย้ายไปอยู่ใน “ที่ที่สูงกว่านี้”

“ใจหนึ่งฉันก็อยากไปนะคะ” เธอยอมรับ แต่ “คิริบาตีเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับลูกๆของฉัน แม้จะมีภัยคุกคามน่ากลัวพวกนั้นก็ตาม”

เพื่อปกป้องบ้านหลังนี้จากมหาสมุทรที่หิวโหย ชาวเกาะบางคนเริ่มปลูกป่าชายเลน โครงข่ายที่สานกันของระบบรากและลำต้นจะดักจับตะกอนและช่วยบรรเทาความรุนแรงของคลื่นกัดเซาะ แทบไม่มีอะไรอื่นอีกแล้วที่ชาวเกาะจะทำได้เพื่อยึดผืนแผ่นดินของพวกเขาไว้ นอกจากสร้างกำแพงกันคลื่นขึ้นใหม่เมื่อคลื่นโถมทำลายมันลง

ผมคิดว่าป่าชายเลนอาจเป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะสำหรับประเทศนี้ เพราะเป็นผืนป่าที่หยัดยืนต้านทานพายุและยึดผืนดินไว้ สัญลักษณ์ในปัจจุบันที่ประดับอยู่บนธงชาติของคิริบาตีก็เป็นสิ่งเตือนใจที่ดีเช่นกัน นั่นคือ เอย์เตย์ หรือนกโจรสลัด แต่นกโจรสลัดจะต้องบินตามฝูงปลาที่เป็นอาหาร ถ้าปลาจากไปตลอดกาล เราจะยังเห็นหางแฉกของนกโจรสลัดตัดกับท้องฟ้าของคิริบาตีอีกหรือไม่

แคลร์ อันเตเรีย ผู้ปลูกป่าชายเลนคนหนึ่งซึ่งทำงานในโครงการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ (climate adaptation program) ของรัฐบาลคิริบาตี บอกว่า ผู้คนที่นี่ต้องสำนึกถึงบทบาทของตนในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้บทบาทนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม และพยายามหาทางแก้ไข “ถึงเราจะมีส่วนก่อปัญหาเพียงน้อยนิดแต่เราก็มีส่วนอยู่ดีไม่ใช่หรือ” เธอบอก

เรื่อง: เคนเนดี วอร์น
ภาพถ่าย: กาดิร์ ฟัน โลเเฮวเซิน


อ่านเพิ่มเติม ผู้คนราว 143 ล้านคนจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ

เรื่องแนะนำ

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน ภาพถ่าย นิก คอบบิง น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย “มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน […]

ปากบารา : มรดกแบบไหนที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เคยนำเสนอสารคดีเรื่อง “ทางแพร่งของปากบารา” ในฉบับเดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ และนักเขียน ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง ในตอนนั้น ข่าวเรื่องโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความพยายามผลักดันทะเลอันดามันของไทยให้เป็นมรดกโลก... วันนี้ เกือบสองปีให้หลัง ความพยายามจะเดินหน้าโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง เราขอความเห็นจาก ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพ และนักอนุรักษ์ ผู้ถ่ายภาพสารคดีชิ้นนี้ว่าเขาคิดอย่างไร

สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของเกรียตา กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศ

พวกคุณกล้าดียังไง เป็นคำพูดส่วนหนึ่งในสุนทรพจน์สะเทือนโลกที่ เกรตา ทูนแบร์ก เยาวชนนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ปลุกให้คนทั้งโลกกลับมาคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แต่บรรดาผู้นำประเทศจะคิดเช่นนั้นด้วยหรือไม่ เกรตา ทูนแบร์ก เด็กสาวชาวสวีเดน วัย 16 ปี นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังระดับโลก ที่มีชื่อเสียงมาจากการหยุดเรียนทุกวันศุกร์เพื่อประท้วงให้รัฐบาลบ้านเกิดแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนอย่างจริงจัง และกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) เดินขบวนเรียกร้องในเรื่องเดียวกันนี้เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา (อ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นการต่อสู้เรียกร้องของเธอได้ที่นี่) กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UN Climate Action Summit 2019 ณ นครนิวยอร์ก ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และเนื้อหาที่พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนรุ่นเธอ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลก กำลังวิตกกังวลและรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน และพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้นำโลกอย่างจริงจัง ฉันไม่ควรไม่อยู่ที่นี่ ฉันควรกลับไปเรียนหนังสือในโรงเรียนที่อีกฝั่งของมหาสมุทร แต่พวกคุณยังให้ความหวังกับเยาวชนอยู่ พวกคุณกล้าดียังไง! พวกคุณขโมยความฝันและช่วงเวลาวัยเด็กของฉันด้วยคำพูดกลวงๆ แต่อย่างน้อยฉันเป็นหนึ่งในคนที่โชคดี ยังมีคนอีกมากที่ต้องทรมาน พวกเขากำลังจะตาย ระบบนิเวศกำลังพังทลาย พวกเรากำลังเริ่มการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ พวกคุณเอาแต่พูดเรื่องเงินทอง เล่าเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอันเป็นนิรันดร์ คุณกล้าดียังไง! นอกจากนี้ เกรตายังพูดถึงการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่าได้พิสูจน์เห็นแจ้งเรื่องภาวะผลกระทบต่างๆ จากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติแล้ว แต่บรรดานักการเมืองกลับมองไม่เห็นทางแก้ปัญหา จนเธอไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาได้จริง และมองว่า ผู้ใหญ่เหล่านี้ […]

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง ขณะยืนอยู่บนชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหินของสตีเพิลเจสัน (Steeple Jason) เกาะที่ตั้งอยู่ห่างไกลในกลุ่มเกาะฟอล์กแลนด์ ผมตื่นตะลึงกับภาพความงามตรงหน้า นกอัลบาทรอสคิ้วดำกว่า 440,000 ตัวซึ่งถือเป็นคอโลนีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทำรังอยู่บนหน้าผาสูงชัน  ถัดลงมาตามแนวชายหาดเบื้องล่าง  เพนกวินร็อกฮอปเปอร์แดนใต้ส่งเสียงร้องอื้ออึง ขณะที่เหยี่ยวคาราคาราคอยสอดส่ายสายตามองหาลูกนกเพนกวินหรือซากสัตว์เป็นอาหาร น่านน้ำเย็นยะเยือกแถบนี้เป็นถิ่นอาศัยของแมวน้ำขนปุยอเมริกาใต้ วาฬเพชฌฆาต โลมาคอมเมอร์สัน โลมาพีล และวาฬเซย์ ลึกลงไปใต้น้ำ ผมแหวกว่ายผ่านดงสาหร่ายเคลป์ที่โอนเอนไปมาในกระแสน้ำ เพนกวินเจนทูพุ่งฉิวอยู่ด้านบน โดยมีสิงโตทะเลแดนใต้ไล่ตามมาติดๆ กุ้งมังกรยืนเรียงรายบนก้นสมุทรพลางชูก้ามขึ้นราวกับพร้อมรบ ภาพกุ้งชูก้ามเตรียมออกศึกดูช่างเหมาะเจาะ เพราะผมอยู่ที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สงครามเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจ ห่างจากชายฝั่งอาร์เจนตินา 400 กิโลเมตร  ดินแดนของสหราชอาณาจักรแห่งนี้ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่รวมกันกว่า 700 เกาะ และมีผู้อยู่อาศัยอยู่อย่างบางเบาเพียง 3,200 คน  กลุ่มเกาะเหล่านี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะประวัติศาสตร์การต่อสู้แย่งชิงกรรมสิทธิ์อันยาวนานระหว่างฝรั่งเศส สเปน อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร ฟอล์กแลนด์จึงเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงครามที่เห็นได้ชัด ความขัดแย้งครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่ออาร์เจนตินารุกรานหมู่เกาะที่พวกเขาเรียกว่า มัลบีนัส (Malvinas) ในปี 1982  ทว่าปิดฉากลงในระยะเวลาอันสั้น หลังการประลองกำลังอย่างดุเดือดกับสหราชอาณาจักร แต่ถึงจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และแม้จะมีการทำฟาร์มแกะอย่างกว้างขวาง หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ก็ยังคงดูเหมือนแดนสวรรค์ในอุดมคติอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่น่านน้ำอันอุดมไปด้วยสารอาหารไปจนถึงขุนเขาที่สายฝนโปรยปรายตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่เป็นช่างภาพ  ผมแทบไม่เคยพบเห็นสถานที่แห่งไหนที่มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เช่นนี้   […]