คิริบาตี ประเทศเกาะที่กำลังจมลงทะเล - National Geographic Thailand

คิริบาตี กำลังทวนกระแสน้ำทะเลที่กำลังกลืนประเทศ

ระดับทะเลที่สูงขึ้นสร้างความหวั่นวิตกว่าน้ำจะท่วม คิริบาตี ทว่าจิตวิญญาณของชาวเกาะยังเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น

ขณะนี้ โลกของเรากำลังอยู่ในภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยสหประชาชาติเตือนว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้น้ำแข็งที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายเร็วขึ้น ระดับน้ำทะเลของโลกเพิ่มขึ้นจากการณ์เป็น 2 เมตร

และถ้ายังไม่มีมีการลดการปล่อยก๊าซสู่ชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 ซึ่งเพิ่มจากการคาดการณ์เมื่อปี 2013 ที่ว่า สถานการณ์โลกร้อนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจะส่งผลระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นระหว่าง 52 – 98 ซม. ในปี 2100

รายงานจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ระบุว่า ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลในมีการสูญเสียที่ดินประมาณ 1.79 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเท่ากับขนาดประเทศลิเบีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ราว 187 ล้านคน บางส่วนของกรุงลอนดอน ลอสแอนเจลิส นครรีอูดี จาเนรู รวมไปถึงเซี่ยงไฮ้ จะจมอยู่ใต้น้ำ

อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลที่ขึ้นสูงอย่างเร่งด่วน คือการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องไปถึงหลายทศวรรษข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดความรุนแรงของสถานการณ์ลงได้ราว 5%

ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น หนึ่งในผู้ที่รับผลกระทบที่เจ็บปวดที่สุด คือชาวเกาะในคิริบาตี ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลาง ของทวีปโอเชียเนีย

*******************************************

คิริบาตี, ระดับน้ำทะเล
บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้ากระจายตัวอยู่เต็มพื้นที่ที่ถมขึ้นจากทะเลข้างสนามบินบนเกาะตาระวา ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเกาะปะการังวงแหวนที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของคิริบาตี พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะตาระวาสูงกว่าระดับทะเลไม่ถึง 2.5 เมตร และเสี่ยงต่อการถูกนํ้าท่วมเมื่อระดับนํ้าในมหาสมุทรสูงขึ้น

ทุกวันนี้ ชาวคิริบาตีอยู่กับความเป็นจริงของมาราวา (ชื่อเรียกเทพเจ้า “ทะเล” ของชาวคิริบาตี) ที่เพิ่มระดับขึ้น นี่คือช่วงเวลาของ บิบิตากิน คานวน โบง หรือ “ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศที่ยาวนานหลายวัน” วลีในภาษาคิริบาตีที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change)  ชาวเกาะอยู่กันอย่างหวาดหวั่นและไม่มั่นใจกับวลีนี้

จะไม่ให้หวาดหวั่นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อโลกพรํ่าบอกพวกเขาว่า ประเทศเกาะซึ่งมีพื้นที่ลุ่มตํ่าอย่างบ้านของพวกเขาจะจมนํ้าในไม่ช้า บรรดาผู้นำของพวกเขายังบอกเองว่า คิริบาตีซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 33 เกาะ ท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางนี้ เป็น “หนึ่งในประเทศซึ่งเปราะบางที่สุดในบรรดาพื้นที่เปราะบางทั้งหลาย” พวกเขาทำนายด้วยว่า
เกาะปะการังวงแหวนหรืออะทอลล์ (atoll) ตาระวาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปภายในหนึ่งชั่วอายุคน

คิริบาตี, ระดับน้ำทะเล
หลายครอบครัวจากเกาะปะการังวงแหวนอันห่างไกลของคิริบาตี อพยพโยกย้ายมาสู่ทางใต้ของเกาะตาระวาเพื่อเข้าถึงแหล่งงาน การศึกษา และการสาธารณสุข ส่งผลให้ประชากรที่นี่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50,000 คน บ่อยครั้งครอบครัวที่มาใหม่ถูกบีบให้ไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายขอบซึ่งมักเกิด นํ้าท่วมเมื่อนํ้าทะเลขึ้นสูง

แต่ชาวคิริบาตีจำนวนมากไม่ยอมรับว่า บ้านเกิดของตนกำลังกลายเป็น “ประเทศเกาะที่รอวันอันตรธาน” และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับชะตากรรม พวกเขาไม่คิดว่าตนเองเป็น “ชาวเกาะที่กำลังจมนํ้า” แต่เป็นลูกหลานของนักเดินทางผู้สืบทอดประเพณีแห่งความทรหดอดทนและการเอาตัวรอดอันน่าภาคภูมิพวกเขาเชื่อว่าสวรรค์ของตนไม่มีทางเลือนหายในเร็ววัน

แต่หมู่เกาะแห่งนี้กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างแน่นอน ทะเลทั้งกัดเซาะชายฝั่งและแทรกซึมลงสู่ดิน ทำให้นํ้าในบ่อนํ้ากลายเป็นนํ้ากร่อย ทำลายต้นไม้และพืชผล

ความอุดมสมบูรณ์ของเกาะปะการังวงแหวนอย่างตาระวาขึ้นอยู่กับชั้นนํ้าจืดบางๆที่ลอยอยู่เหนือชั้นหินอุ้มนํ้าเค็ม โดยมีนํ้าฝนคอยเติมเต็มให้ เมื่อระดับทะเลสูงขึ้น แม้ปัจจุบันจะอยู่ที่เพียงปีละไม่กี่มิลลิเมตร แต่มีแนวโน้มว่าอัตราจะเร่งเร็วขึ้น เช่นเดียวกับระดับนํ้าเค็มใต้ดิน ส่งผลให้ปริมาณนํ้าจืดลดลงอย่างน่าวิตก

คิริบาตีเหยื่อรายแรกๆที่สังเวยให้แก่นํ้าเค็มที่รุกคืบเข้ามาคือ บับไบ อาหารพิเศษอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมคิริบาตี บับไบ เป็นเผือกขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งซึ่งขึ้นตามหนองบึง และอาจใช้เวลามากกว่าห้าปีถึงจะโตเต็มที่ แต่เนื่องจากพืชชนิดนี้ไม่ทนต่อนํ้าเค็มที่รุกลํ้าเข้ามาในพื้นที่เพาะปลูก ทุกวันนี้ บับไบจึงไม่สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ และสุดท้ายก็อาจหายไปจากวัฒนธรรมอาหารของชาวเกาะ รัฐบาลและองค์กรให้ความช่วยเหลือกำลังช่วยชาวไร่เปลี่ยนไปปลูกพืชประเภทแป้งชนิดอื่นแทน

ชาวคิริบาตีจำนวนมากมองว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลยที่ปัญหาสภาพภูมิอากาศซึ่งประเทศของพวกเขากำลังเผชิญอยู่ไม่ได้เกิดจากนํ้ามือของพวกเขา ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา บรรดาผู้นำประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกทั้งตำหนิ โน้มน้าว วิงวอน และพยายามเจรจาให้ประเทศตัวการใหญ่ๆที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดรู้สึกละอายต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเทศหมู่เกาะเป็นแค่มด ส่วนประเทศอุตสาหกรรมเป็นช้าง เตบูโรโร ตีโต อดีตประธานาธิบดีคิริบาตี ประกาศ เมื่อพูดถึงประเทศของเขาที่แทบไม่ได้สร้างภาระให้โลกด้วยการปล่อยคาร์บอนท่าทีเฉยเมยของประเทศรํ่ารวยเป็นสิ่งที่ชาวคิริบาตียากจะยอมรับได้

คิริบาตี
กระสอบทรายช่วยป้องกันนํ้าทะเลได้น้อยมาก ที่เตไมกู หมู่บ้านสุ่มเสี่ยงแห่งหนึ่งบนเกาะตาระวาใต้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คลื่นซัดกำแพงนี้ทลายลงและไหลบ่าเข้าไปในแผ่นดิน ทิ้งบ้านช่องที่ถูกนํ้าท่วมดินเค็ม และบ่อนํ้าปนเปื้อนไว้เบื้องหลัง

ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมแพร่ไปทั่วหมู่เกาะปะการังวงแหวนที่สุ่มเสี่ยงจากระดับทะเลสูงขึ้นมากที่สุด ได้แก่ คิริบาตี มัลดีฟส์ หมู่เกาะมาร์แชลล์ โตเกเลา และตูวาลู อดีตนายกรัฐมนตรีของตูวาลูคนหนึ่งชื่อ เซาฟาตู โซปัวกา ถึงกับเปรียบเทียบผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็น “รูปแบบการก่อการร้ายที่แทรกซึม บ่อนทำลายเราอย่างช้าๆ”

ถึงกระนั้น ชาวคิริบาตีบางคนกลับไม่ยอมรับโวหารว่า ด้วยการตกเป็นเหยื่อและนัยที่ว่า ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกไร้อำนาจต่อรองใดๆ

“เราไม่ใช่เหยื่อครับ” โตกา ราโกบู ซึ่งทำงานให้บริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่งบนเกาะตาระวาบอกผม “เราทำอะไรได้เหมือนกัน เราจะไม่ยอมเป็นผู้พ่ายแพ้หรอกครับ”

คิริบาตี
เรือประมงอับปางลำหนึ่งกลายเป็นที่กระโดดนํ้าของเด็กๆบนเกาะตาระวา ผู้เติบโตขึ้นท่ามกลางภาพและสรรพเสียงแห่งมหาสมุทร เด็กรุ่นนี้รวมทั้งรุ่นต่อๆ ไปจะเผชิญความท้าทายอันยากยิ่งที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระดับทะเลสูงขึ้น มีภาวะเป็นกรดมากขึ้น และอุ่นขึ้น

แต่คุณจะตำหนิบรรดานักการเมือง รวมถึงอาโนเต ตอง ประธานาธิบดีคิริบาตี ว่าเล่นบทบาทผู้ตกเป็นเบี้ยล่างของ โลกกระนั้นหรือ ในเมื่อการพูดถึงหมู่เกาะที่กำลังจมนํ้าและผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศ (climate refugee) ทำให้คิริบาตีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ช่างภาพและนักหนังสือพิมพ์เดินทางมายังตาระวาเพื่อรายงานจาก “แนวหน้าของวิกฤติการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

เรื่องราวความยากลำบากที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกทำให้ความเห็นใจและเงินช่วยเหลือหลั่งไหลมายังคิริบาตีและบรรดาเกาะใกล้เคียง แต่หากคุณได้ยินได้ฟังเรื่องมหันตภัยทางสิ่งแวดล้อมบ่อยมากพอ คุณอาจคิดว่าไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นอีกนอกจากต้องอพยพออกไป

ขณะนี้มีการพูดถึงการย้ายถิ่นกันมาก เราควรจะอยู่หรือไม่ หรือควรจะไปเสีย เราจะถูกบีบบังคับให้ย้ายถิ่นหรือไม่ ถ้าต้องย้าย จะไปที่ใด ไม่มีประเทศไหนเปิดประตูต้อนรับผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศหรอก

คำถามเหล่านี้ล้วนสร้างความเจ็บปวดให้พวกเขา เพราะเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในภาษาคิริบาตี คำว่า “แผ่นดิน” กับ “ผู้คน” เป็นคำเดียวกัน หากแผ่นดินของคุณหายไป แล้วคุณคือใครกันเล่า

คิริบาตี, ป่าชายเลน
ป่าชายเลนไม่อาจหยุดยั้งมหาสมุทรที่รุกลํ้าเข้ามาได้ก็จริง แต่ลำต้นและรากของต้นไม้ที่โตเต็มที่ช่วยลดการกัดเซาะ และยับยั้งคลื่นพายุซัดฝั่ง มีการนำต้นอ่อนมาปลูกไว้ใกล้สนามบินของตาระวาเพื่อเสริมความแข็งแรงให้ชายฝั่งของลากูน

บางครั้งเราอาจได้ยินคำพูดทำนองคาดหมายว่า คนหนุ่มสาวจะออกจากคิริบาตี ส่วนคนเฒ่าคนแก่เลือกจะอยู่ต่อ แต่หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยกลับเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายบนผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ มากกว่าที่จะไปแสวงหาความรํ่ารวยในต่างบ้านต่างเมือง มันนีเอ ริเคียอัว คุณแม่ยังสาวซึ่งทำงานในกระทรวงสิ่งแวดล้อมของคิริบาตี บอกผมว่า เธออยากทำงานให้ผู้คนของเธอมากกว่าจะไปทำงาน
ให้ประเทศอื่น แม้พ่อของเธอจะหว่านล้อมให้เธอย้ายไปอยู่ใน “ที่ที่สูงกว่านี้”

“ใจหนึ่งฉันก็อยากไปนะคะ” เธอยอมรับ แต่ “คิริบาตีเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับลูกๆของฉัน แม้จะมีภัยคุกคามน่ากลัวพวกนั้นก็ตาม”

เพื่อปกป้องบ้านหลังนี้จากมหาสมุทรที่หิวโหย ชาวเกาะบางคนเริ่มปลูกป่าชายเลน โครงข่ายที่สานกันของระบบรากและลำต้นจะดักจับตะกอนและช่วยบรรเทาความรุนแรงของคลื่นกัดเซาะ แทบไม่มีอะไรอื่นอีกแล้วที่ชาวเกาะจะทำได้เพื่อยึดผืนแผ่นดินของพวกเขาไว้ นอกจากสร้างกำแพงกันคลื่นขึ้นใหม่เมื่อคลื่นโถมทำลายมันลง

ผมคิดว่าป่าชายเลนอาจเป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะสำหรับประเทศนี้ เพราะเป็นผืนป่าที่หยัดยืนต้านทานพายุและยึดผืนดินไว้ สัญลักษณ์ในปัจจุบันที่ประดับอยู่บนธงชาติของคิริบาตีก็เป็นสิ่งเตือนใจที่ดีเช่นกัน นั่นคือ เอย์เตย์ หรือนกโจรสลัด แต่นกโจรสลัดจะต้องบินตามฝูงปลาที่เป็นอาหาร ถ้าปลาจากไปตลอดกาล เราจะยังเห็นหางแฉกของนกโจรสลัดตัดกับท้องฟ้าของคิริบาตีอีกหรือไม่

แคลร์ อันเตเรีย ผู้ปลูกป่าชายเลนคนหนึ่งซึ่งทำงานในโครงการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ (climate adaptation program) ของรัฐบาลคิริบาตี บอกว่า ผู้คนที่นี่ต้องสำนึกถึงบทบาทของตนในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้บทบาทนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม และพยายามหาทางแก้ไข “ถึงเราจะมีส่วนก่อปัญหาเพียงน้อยนิดแต่เราก็มีส่วนอยู่ดีไม่ใช่หรือ” เธอบอก

เรื่อง: เคนเนดี วอร์น
ภาพถ่าย: กาดิร์ ฟัน โลเเฮวเซิน


อ่านเพิ่มเติม ผู้คนราว 143 ล้านคนจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ

เรื่องแนะนำ

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

วัตถุที่มนุษย์สร้างมีน้ำหนักเท่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกแล้ว

น้ำหนักของคอนกรีต ยางมะตอย เหล็ก และพลาสติกบนโลกกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปีนี้อาจจะเป็นจุดที่ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งมีชีวิต ในขณะที่มวลของสิ่งชีวิตบนโลกอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านเมตริกตัน และไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกว่ามวลที่เกิดจากมนุษย์ (anthropogenic mass) หรือ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังเติบโตอย่างพุ่งทะยาน มวลที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าคอนกรีต ตึกสูงที่เต็มไปด้วยเหล็กและกระจก รวมไปถึงขวดพลาสติก เสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ ตอนนี้มีจำนวนเท่ากับน้ำหนักของสิ่งมีชีวิตบนโลก และอาจมีน้ำหนักมากกว่าในปีนี้ ตามงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ผลการสำรวจได้สนับสนุนข้อเสนอที่ว่า โลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Anthropocene หรือจุดช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่มนุษย์เป็นฝ่ายสร้างแรงที่ครอบงำการก่อตัวของโลก Ron Milo นักวิจัยอาวุโสผู้เขียนบทความ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ Weizmann Institute of Science ประเทศอิสราเอล กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางวัตถุ (material transition) ที่ “ไมเพียงแค่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา แต่เป็นในยุคสมัย (era) ของเราเลย” การระเบิดของมวลที่มนุษย์สร้างขึ้น Milo และทีมงานของเขาได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่เกี่ยวกับจำนวนของวัสดุสังเคราะห์และสิ่งมีชีวิตว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนับตั้งแต่ปี 1900 มาจนถึงปัจจุบัน โดยข้อมูลในรอบ […]

กลไกเบื้องหลัง ตั๊กแตน ระบาด

สำนักข่าวในประเทศลาวรายงานการระบาดของฝูง ตั๊กแตน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยในเนื้อหารายงาน ความเสียของพืชผลทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ช่วงก่อนหน้านั้น สื่อหลายแห่งรายงานข่าวการระบาดของแมลงในประเทศอินเดียเช่นกัน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า จากอินเดียแมลงบินข้ามพรมแดนไประบาดในประเทศลาวได้อย่างไร จากกรณีดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญพบว่า “ตั๊กแตน ที่ระบาดในประเทศลาวและอินเดียเป็นคนละชนิดพันธุ์” ศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวและอธิบายว่า “ตั๊กแตนที่ระบาดในประเทศลาวคือตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Ceracris kiangsu) ส่วนที่พบระบาดในอินเดียคือ ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Schistocerca gregaria)” สำหรับวงจรชีวิตของของตั๊กแตนไผ่จะแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดินในช่วงเดือน มกราคม-เมษายน ระยะตัวอ่อน (46 – 69 วัน) ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และระยะไข่ในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งมีรายงานพบว่า ตั๊กแตนชนิดนี้วางไข่บริเวณใต้ผิวดินจำนวนมาก โดยไข่จะฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง […]

“เจ้าหน้าที่ด้านนี้ไม่มีใครไม่รักต้นไม้”พูดคุยกับเขตดุสิตที่ตัดแต่งต้นไม้ริมถนนได้ดี

แม้จะมีหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตัดแต่ง ต้นไม้ริมถนน ที่เกินความจำเป็น แต่ในพื้นที่เขตดุสิตมีการตัดแต่งต้นไม้สาธารณะที่สวยงาม พวกเขาทำได้อย่างไร ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาคนที่รักต้นไม้ต่างแสดงความเห็นถึงเหตุการณ์การตัด ต้นไม้ริมถนน ในพื้นที่สาธารณะของสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง ที่ได้ตัดต้นไม้ในลักษณะที่เกินความจำเป็น เช่น การบั่นยอดของต้นไม้ทิ้งทั้งหมดเป็นแนวยาว หรือการตัดกิ่ง-ยอดของต้นไม้จนไม่สามารถให้ร่มเงาตามพื้นที่ริมทางได้เช่นเคย ส่งผลต่อทั้งทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่สีเขียวซึ่งมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วในกรุงเทพมหานคร อันที่จริง เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามักพบเห็นการตัด ต้นไม้ริมถนน ในพื้นที่สาธารณะในระดับที่ส่งผลต่อทัศนียภาพดั้งเดิมมากเกินไปในพื้นที่กรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่มาหลายปีแล้วเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่ง ทางกองบรรณาธิการได้ลงพื้นที่สำรวจเขตดุสิต หนึ่งในพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางราชการหลายแห่ง พบว่าต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะนั้นได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดี และสามารถตัดแต่งให้สอดรับกับสายไฟและสายสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคในการตัดแต่งต้นไม้ที่มีมากไม่แพ้เขตอื่นๆ และทำให้เราได้เห็นทัศนียภาพพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการจัดวางเป็นอย่างดี เราได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ คุณจินดา พงศ์ด่านเพชร เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ฝ่ายรักษาความสะอาด สำนักงานเขตดุสิต ถึงที่มาที่ไปและวิธีการตัดแต่งต้นไม้จนเกิดทัศนียภาพที่สวยงามได้เช่นนี้ คุณจินดาเล่าให้ฟังว่า อันที่จริงแล้วเขตดุสิตก็เป็นเหมือนพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลการตัดต้นไม้ ซึ่งมีนโยบายหรือโจทย์สำคัญว่าต้นไม้ที่ตัดแต่งแล้วต้องทั้งปลอดภัยและสวยงาม ซึ่งคำว่าปลอดภัยนี้ คือต้นไม้ต้องไม่หักลงมา, ยื่นเข้าไปในผิวจราจร หรือทำความเดือดร้อนให้ประชาชน นอกจากนี้ การตัดแต่งต้นไม้ต้องคงสภาพความสวยงาม ซึ่งจะต้องใช้หลักวิชาการ เช่น ต้องไม่ตัดมากเกินไป และจะมีการเน้นย้ำต่อเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการอยู่ตลอด “แต่ถามว่าเราเคยโดน (ชาวบ้าน) ล้อมไหม ก็เคย และก็ต้องปล่อยเหมือนกัน ตรงนี้ก็ทำให้เราต้องระมัดระวังในการตัดมากขึ้น […]