ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง - National Geographic Thailand

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรบนดอยสูงในจังหวัดทางภาคเหนือ เป็นปฐมบทแห่ง “การเสด็จประพาสต้นบนดอยสูง” และนำไปสู่ “โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาจนกลายมาเป็น “โครงการหลวง” เช่นในปัจจุบัน

 

[ ต้ น นํ้ า ]

ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน”

“ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า

ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย

อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด

บ๊วยคือไม้ผลเมืองหนาวส่งเสริมชนิดแรกที่หยั่งรากลงบนดอยอ่างขางเมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน แต่ในปีนี้ต้นบ๊วยในแปลงทดลองของสถานีเกษตรหลวงอ่างขางกลับออกผลผิดฤดูกาล คนงานของสถานีเกษตรหลวงอ่างขางจึงต้องเร่งมือปลิดผลทิ้ง เพื่อไม่ให้ลำต้นทรุดโทรมก่อนที่ฤดูให้ผลผลิตแท้จริงจะมาถึง

“พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง

ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง

แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก

 

[ ค น ต้ น นํ้ า ]

เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง

หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน

ชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานบนดอยสูงที่บ้านแกน้อย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเอาแรง (ลงแขก) นวด “ข้าวนา” นอกเหนือจากส่งเสริมการเกษตรบนพื้นที่สูงแล้ว โครงการหลวงยังมีภารกิจส่งเสริมการศึกษาของลูกหลานชาวไทยภูเขาอีกด้วย

“เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา

เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล”

ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง

โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ”

ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง

การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้

คนงานกำลังคัดเกรดและบรรจุผักปวยเล้ง ที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกและช่วยดำเนินการด้านการตลาดให้อย่างครบวงจร

ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด

วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง

“แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ ผักใบเขียวเหล่านี้จะนำส่งไปยังสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เพื่อตรวจสอบคุณภาพ คัดเกรด และส่งขายต่อไป

นักวิจัยของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์กำลังตรวจสอบการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ดอกที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ

บ่ายวันเดียวกัน ฉันเดินชมนิทรรศการอยู่ในพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงแห่งที่หนึ่ง ณ ตีนดอยอ่างขาง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงงานแปรรูปผลผลิตแห่งแรกของโครงการหลวง นอกจากจะให้อาชีพแก่ชาวบ้านตีนดอยแล้ว ว่ากันว่าโรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตรงนี้เพื่อ ”ขวาง” เส้นทางลำเลียงยาเสพติดในอดีตอีกด้วย

ในห้องสุดท้ายของนิทรรศการ กระดาษสีขาวผืนใหญ่บนผนังมีภาพวาดนกสองตัวเคียงกัน ฉากหลังเป็นเทือกเขาใหญ่ คำกลอนที่เขียนด้วยอักษรจีนบนภาพแปลความได้ว่า ”นกจำนวนร้อยๆตัวส่งเสียงต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ จิ้งหรีดร้อยๆตัวส่งเสียงต้อนรับฤดูฝน” ภาพวาดชิ้นนั้นเป็นผลงานของหยางกงกง ศิลปินชาวจีน อดีตทหารจีนคณะชาติของเจียงไคเช็คที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทยเมื่อกว่าห้าสิบปีก่อน เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์อธิบายว่า นกคู่ของหยางกงกงคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งชาวบ้านเทิดทูนให้อยู่คู่กับพื้นที่สูง ส่วนชาวบ้านเองคือจิ้งหรีด ซึ่งแสดงความยินดีเมื่อความอุดมสมบูรณ์มาเยี่ยมเยือน

 

[ ป ล า ย นํ้ า ]

หลังจากรถยนต์พาเราผ่านด่านตรวจของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มาแล้ว ไม่นานนัก โรงเรือนผนังพลาสติกสีขาวก็เริ่มปรากฏให้เห็นตลอดสองข้างทาง

ปัจจุบัน โครงการหลวงย่างเข้าสู่ทศวรรษที่สี่ นับตั้งแต่วันแรกที่ต้นบ๊วยต้นแรกบนดอยอ่างขางหยั่งราก ทุกวันนี้ โครงการหลวงมีศูนย์พัฒนาโครงการหลวง และสถานีเกษตรหลวง 38 แห่งกระจายอยู่ทั่วภาคเหนือ “ที่นี่เราปรับปรุงพันธุ์ ทำลูกผสม เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและลดขั้นตอน แทนการสั่งซื้อจากเมืองนอกที่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์” พรพิมล ไชยมาลา นักวิชาการซึ่งรับผิดชอบงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ เล่าถึงงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์ดอกไม้ ”ถ้าสั่งซื้อเขาตลอด ต่อให้เขาบอกหัวละร้อย เราก็ต้องเอา ไม่มีทางเลือกอื่น”

จากห้องทดลองของพรพิมลลึกเข้าไปในขุนเขาประมาณสิบห้ากิโลเมตร เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ช่อ แซ่ลี เกษตรกรชาวม้งอายุ 34 ปี กำลังถอนวัชพืชจากแปลงเบญจมาศของเขา ”ทำมาสิบปีแล้วแต่เพิ่งมาเป็นของตัวเองได้ห้าปี ตอนแรกผมเช่าโรงเรือนอยู่ในสถานีครับ” ช่อเล่า เขาอยู่ในครอบครัวซึ่งเคยปลูกฝิ่น และต่อมาได้เป็นเกษตรกรในโครงการ ภายหลังเมื่อเริ่มมีทุนรอนและปลูกดอกไม้เป็นแล้ว ก็กู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาทำโรงเรือน โดยได้รับความช่วยเหลือเรื่องการติดต่อธนาคารจากเจ้าหน้าที่โครงการ ”โรงเรือนในโครงการมีโรงเดียว แต่นี่เราลงทุนเอง แล้วก็เพิ่มได้”

แม้ทุกวันนี้ ช่อจะไม่ได้เป็นเกษตรกรในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง แต่เขาก็ยังได้รับอานิสงส์จากโครงการเช่นเดียวกับเกษตรกรรายอื่นๆ ในแถบนี้ เขาตัดดอกไม้ส่งขายให้พ่อค้าคนกลางบนดอยด้วย และยังสามารถรักษาราคาผลผลิตได้เป็นที่น่าพอใจ ปัญหาการกดราคาซึ่งมักพบเห็นในพื้นที่อื่นๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะพ่อค้าต้องให้ราคาใกล้เคียงหรือมากกว่าโครงการหลวงเท่านั้น จึงจะสามารถจูงใจเกษตรกรให้ขายผลผลิตให้

เพื่อกระตุ้นให้ดอกเบญจมาศผลิดอกอย่างสวยงามและมีก้านยาวตามความต้องการของตลาด เกษตรกรชาวเขาเผ่าม้งที่บ้านขุนกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จึงสร้างแปลงเบญจมาศเป็นลักษณะขั้นบันได รวมทั้งติดตั้งดวงไฟให้แสงสว่างตลอดทั้งคืน

โครงการหลวงไม่เพียงรับซื้อผลผลิตในราคาสูง แต่ยังมีมาตรฐานในการคัดเลือกคุณภาพผลผลิตอย่างเข้มงวดที่โรงคัดคุณภาพและบรรจุหีบห่อในสถานีเกษตรหลวงขุนวาง พนักงานกำลังบรรจุดอกเบญจมาศหลากสีในห่อพลาสติกพร้อมสติ๊กเกอร์ระบุวันเดือนปีที่ผลิต สติ๊กเกอร์เหล่านี้เป็นเสมือนหมายเลขประจำตัวของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกได้ทันที

แม้ในภาพรวมทุกอย่างดูจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดจากปัญหา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเริ่มส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชบนพื้นที่สูง ”โลกร้อนมีผลกระทบกับไม้ผลมากที่สุด” สมชายเขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงปัญหาใหม่ของโครงการหลวงในปัจจุบัน ”พืชเราต้องการอากาศหนาว ถ้าไม่หนาวก็จบ นี่เป็นสิ่งน่ากลัวที่สุดสำหรับเรา”

ฉันพบกับเจริญ สลีสองสม นักวิชาการไม้ผล ในแปลงองุ่นสาธิตของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางจังหวัดเชียงใหม่ เขาดูแลพืชผลในแปลงทดลองแห่งนี้มากว่าสิบปีแล้ว เจริญบอกว่า ปีหลังๆ มานี้อากาศบนดอยอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือต้นมะม่วงซึ่งเป็นพืชเขตร้อน สามารถนำมาปลูกบนดอยได้แล้ว ”นอกจากอุ่นแล้วยังเริ่มแปรปรวน อย่างพีชเนี่ยจะชิงออกดอกก่อนเลย เพราะว่าอากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว”

“ถ้าขืนเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราคงต้องเปลี่ยนพืชตัวอื่นให้เกษตรกร” เจริญกล่าว ปัจจุบันมีการนำไม้ผลที่ต้องการความหนาวเย็นน้อย (low-chilling) และไม้ผลเขตร้อนบางชนิด เช่น อะโวคาโด มาทดลองปลูกบนที่สูงเพื่อหาทางออกแล้ว

 

[ สู่ แ ม่ นํ้ า แ ล ะ ม ห า ส มุ ท ร ]

นับแต่วันแรกที่มีการทดลองปลูกพืชทดแทนฝิ่น องค์ความรู้ที่สั่งสมจากการลองผิดลองถูกและการแก้ปัญหาสารพัดบนพื้นที่สูงตลอดกว่าสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็นแบบอย่างแก่พื้นที่อื่นๆในประเทศ หากยังข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงต่างประเทศด้วย ”เดิมอัฟกานิสถานเป็นแหล่งปลูกผลไม้ส่งยุโรป เอพริคอตเขาอร่อยมาก” สุทัศน์ปลื้มปัญญา ผู้อำนวยการสถาบันและวิจัยพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เล่าถึงการเดินทางสู่ดินแดนที่อากาศเย็นและมีทรัพยากรสมบูรณ์พร้อมสำหรับปลูกผลไม้เมืองหนาว แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นประเทศที่ปลูกฝิ่นมากที่สุดในโลก “เขาเห็นเราประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาฝิ่นได้โดยไม่ต้องสู้รบปรบมืออะไรกัน จึงอยากได้คำแนะนำ”

ครั้งหนึ่งอัฟกานิสถานเคยรุ่มรวยไปด้วยพืชผลราคาดี อย่างพีช พลัม และแอ๊ปเปิ้ลสีสวยผลเต่งน่ารับประทานแต่ผลผลิตเหล่านี้กลับไม่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศปัญหาสงครามยืดเยื้อนานหลายสิบปีและความยากจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาพืชทดแทนฝิ่นและขยายตลาดการเกษตร นอกจากนี้ องค์ความรู้ด้านการจัดการสินค้าการเกษตรยังถือว่าต่ำมาก บรรดาพ่อค้าผลไม้กลางตลาดในกรุงคาบูลวางผลไม้กองพะเนินระเกะระกะทั้งผลดิบ ผลสุก และผลช้ำซ้อนทับผสมปนเปกันอย่างขาดความเอาใจใส่

ในปี พ.ศ. 2549 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง และคณะผู้เชี่ยวชาญของโครงการหลวง จึงเดินทางสู่อัฟกานิสถานเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมวางโครงการนำร่องพัฒนาระบบธุรกิจและการตลาดของพืชผักผลไม้เมืองหนาว

การจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวและธุรกิจการเกษตร เช่น การคัดคุณภาพ การบรรจุหีบห่อ และระบบการขนส่ง ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่โครงการหลวงหยิบยื่นแลกเปลี่ยนในฐานะที่ปรึกษา นอกจากนี้ยังช่วยฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและปศุสัตว์ของอัฟกานิสถาน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้ขายได้ราคาสูง เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรเลิกปลูกฝิ่นและหันกลับมาปลูกพืชผลเมืองหนาวอื่นๆ แทน

นอกจากอัฟกานิสถานแล้ว ภูฏาน โคลอมเบีย และลาว เป็นอีกสามประเทศที่ได้รับหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับโครงการหลวง ที่ผ่านมาพืชผลเมืองหนาวช่วยแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในภูฏานและโคลอมเบีย และเป็นความหวังว่าจะบรรเทาปัญหาการปลูกฝิ่นในลาว ”เราคงต้องบุกเบิกงานวิจัยต่อไปเพื่อหาองค์ความรู้เป็นแนวทางของเรา เราจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาพื้นที่สูง ในประเทศไทยยังมีพื้นที่สูงอีกมากที่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ กล่าว

ครอบครัวเกษตรกรในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ง่วนกับการตัดดอกเบญจมาศเพื่อส่งจำหน่ายไปทั่วประเทศ ระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพของโครงการหลวง โดยเฉพาะการรับซื้อผลผลิตในราคาสูง ทำให้เกษตรกรทั้งที่อยู่ในโครงการและนอกโครงการไม่ต้องประสบปัญหาการถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบในพื้นที่อื่นๆ

“ในอนาคตเราจะทำไปเรื่อยๆ แต่คิดว่าเราคงไม่ขยายจนใหญ่โต เพราะมีสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์-การมหาชน) ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเพื่อทำอย่างเราในที่อื่นแล้ว” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงเล่าถึงแผนการในอนาคตของโครงการหลวง โดยมุ่งเน้นที่การสร้างบุคลากรและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่ภาครัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่สูงอื่นๆ ในประเทศ

บนดอยสูงนั้น ป่าสนต้นน้ำปลิวไสวไปตามแรงลม ความหนาวเย็นชำแรกแทรกผ่านแปลงผักเขียวชอุ่มย้อนหลังไปเมื่อกว่าสี่สิบปีก่อน ความยะเยือกและแห้งผากเดียวกัน คือลมสวรรค์ของ ”น้ำทิพย์” หรือยางฝิ่น ทว่าบนผืนดินเดียวกันในวันนี้ กลับไม่มีวี่แววของดอกฝิ่นให้เห็นอีกต่อไป คงมีเพียงผืนป่าร่มครึ้มบนขุนเขาที่ครั้งหนึ่งได้ฉายาว่า ”เขาหัวโล้น” และแปลงพืชผักผลไม้เมืองหนาว ดอกไม้ และไร่ชาของชาวเขาบนผืนแผ่นดินที่ ”นกจำนวนร้อยๆ ตัวส่งเสียงต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ จิ้งหรีดร้อยๆ ตัวส่งเสียงต้อนรับฤดูฝน”

 

อ่านเพิ่มเติม : ๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

เรื่องแนะนำ

พรุควนเคร็ง : พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อชีวิต

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 สำนักข่าว ไทยพีบีเอส รายงานว่า กรมป่าไม้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำเจ้าหน้าที่กว่า 200 คน ลงพื้นที่ดับไฟป่า พรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังพบว่า ระยะเวลาภายใน 7 เดือนเกิดไฟไหม้ในป่า พรุควนเคร็ง 88 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าจำนวน 4,968 ไร่ โดยระบุต้นเหตุชัดเจน คือ การเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่การเกษตร และหาปลาในป่าพรุ รู้จักกับพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าพรุ และไฟป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) คำจำกัดความตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) หมายถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือ น้ำท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม […]

พบกับนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์จากทั่วโลก

นักเรียนและผู้ประท้วงนับพันคนรวมตัวกันที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในการเดินขบวนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการจัดขึ้นทั่วโลก การเดินขบวนมีจุดประสงค์ให้มีการออกมาตรการจัดการวิกฤตด้านภูมิอากาศ ภาพถ่ายโดย JENNY EVANS, GETTY IMAGES โลกในอนาคต คือเป็นพันธกิจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องร่วมกันสร้างสรรค์ นี่คือเรื่องราวและแนวคิดจากนัก รณรงค์สิ่งแวดล้อม รุ่นเยาว์ทั่วโลก เพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่คือผู้ที่ต้องรับภาระดูแลโลกต่อไปในอนาคต ดังนั้นจึงเกิดกระแสการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในบรรดาเด็กๆ และหนุ่มสาวที่เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังส่งผลรุนแรงขึ้นทุกขณะ พวกเขาเรียกร้องให้บรรดาผู้ใหญ่ใช้อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่พวกเขามีสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพื่ออนาคตของพวกเขา เหล่านี้คือบรรดารณรงค์นักสิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์ทั่วโลก ที่เรารวบรวมแนวคิดที่ชวนปลุกจิตสำนึกให้ ซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์อีกมากทั่วทุกมุมโลก ที่กำลังพยายามใช้เสียงเล็กๆ ของพวกเขาสร้างสรรค์โลกใบใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง เกรตา ทูนแบร์ก อายุ 16 ปี ชาวสวีเดน “ฉันได้เรียนรู้ว่า ไม่มีใครเด็กเกินกว่าจะสร้างความแตกต่างได้” นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกวัย 16 ปี เธอเริ่มต้นการรณรงค์ด้านสิ่งที่ล้อมที่ประเทศสวีเดน บ้านเกิดของเธอโดยการหยุดเรียนเพื่อมาถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลออกนโยบายแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างจริงจัง ที่อาคารรัฐสภาในทุกวันศุกร์ จนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการรวมกลุ่มเยาวชน Fridays for Future จัดโครงการเดินขบวนรณรงค์เรียกร้องที่มีชื่อว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for Climate) […]

อินเดีย : หวนคืนสู่สะพานมีชีวิตแห่งเมฆาลัย

ในรัฐเมฆาลัยของอินเดีย สถานที่ที่เปียกชื้นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คนในหมู่บ้านช่วยกันถักทอรากของต้นยางที่ยังมีชีวิตให้เป็นสะพานคนเดินที่แข็งแกร่ง ในการเดินทางสำรวจเพื่อบันทึกสารคดีเกี่ยวกับประเพณีนี้ ประเสนชิต ยาทวะ ถ่ายภาพสะพานรากไม้ราว 30 แห่งตลอดช่วงเวลาหนึ่งปี

ตลอด 40 ปีที่อยู่ในป่า ข้อมูลที่ชายคนนี้รวบรวมกำลังมีส่วนช่วยนักวิทยาศาสตร์

ยินดีต้อนรับสู่เมืองโกธิค ในรัฐโคโลราโด หนึ่งในสถานที่ที่หนาวเย็นที่สุดของสหรัฐอเมริกา เมืองแห่งนี้ถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 1920 แต่ยังคงมีชายคนหนึ่งปักหลักอาศัยอยู่ที่นี่ สถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้าน เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ที่บิลลี่ บาร์อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ และคอยบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับหิมะที่ตกโปรยปรายลงมาในแต่ละครั้ง อย่างสม่ำเสมอ จากคลิปวิดีโอที่ถ่ายทำโดย Morgan Heim ได้ถ่ายทอดวิถีชีวิตของเขาในแต่ละวันตลอดจนวิธีการเก็บข้อมูลหิมะที่ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นข้อมูลสำคัญแก่บรรดานักวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : 5 ตัวอย่างที่โดรนใต้น้ำกำลังช่วยปกป้องมหาสมุทรให้เรา, โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น