คุยกับ ซิลเวีย เอิร์ล "เจ้าหญิงแห่งห้วงลึก" - National Geographic Thailand

คุยกับ ซิลเวีย เอิร์ล “เจ้าหญิงแห่งห้วงลึก”

นักสมุทรศาสตร์ ซิลเวีย เอิร์ล ได้สมญาว่า “เจ้าหญิงแห่งห้วงลึก” หรือ “Her Deepness” จากการอุทิศตนเพื่อการสำรวจและการอนุรักษ์มหาสมุทรของเธอ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีโอกาสได้พูดคุยกับเธอ แบบสบายๆ (และไม่ต้องเปียกน้ำ) เมื่อไม่นานมานี้

NG: ซิลเวีย เราได้ยินข่าวลือว่าจริงๆ แล้วคุณเกิดใต้นํ้า และคุณยังมีเหงือกเหมือนปลา ที่ผ่านมาคุณเสแสร้งมาตลอดว่าเป็นมนุษย์ ที่เห็นเดินดินอยู่นี่เป็นภาพลวงตาใช่ไหม

ซิลเวีย: เป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ!

 

NG: เกิดอะไรขึ้นกับคุณตอนเป็นเด็ก ทำไมจู่ๆ การใช้ชีวิตอยู่บนบกถึงกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญรองลงไปสำหรับคุณ

ซิลเวีย: สมัยเด็กๆ ที่ชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์ มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันถูกคลื่นซัดจมนํ้า ฉันหายใจ ไม่ออก จนกระทั่งนิ้วเท้าสัมผัสพื้น ถึงทะลึ่งพรวดขึ้นมาได้ ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกว่า มันทั้งสนุกและเจ๋งสุดๆ หลังจากนั้น พอครอบครัวย้ายไปอยู่ฟลอริดาตอนฉันอายุ 12 หลังบ้าน เราคืออ่าวเม็กซิโก คุณก็รู้นี่นาว่า เด็กๆ คือ นักสำรวจโดยธรรมชาติ พวกเขาเป็นนัก วิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ต้น ชอบถามคำถามไม่หยุดหย่อน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่และน่าทึ่งไปเสียหมด

 

NG: ถ้าเป็นเด็กๆ ในเมือง พวกแกคงนึกถึงมหาสมุทรว่าเป็นสถานที่ที่หายใจไม่ได้

ซิลเวีย เอิร์ล: แต่ตอนนี้ทำได้แล้วนี่นา ถ้าไม่ใช่ด้วยเรือดำนํ้า ก็อาศัยเทคโนโลยีสารพัดที่พัฒนาขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่สิบเก้า มีผู้คิดค้นการอัดอากาศ ลงไปตามท่อถึงอุปกรณ์หน้าตาคล้ายหมวก เหล็กที่คนสวมใส่เวลาลงไปอยู่ใต้นํ้า

 

NG: จริงๆ การสำรวจอวกาศกับมหาสมุทร ก็มีอะไรคล้ายกันอยู่ แต่แน่ละ การขึ้นสู่ห้วง อวกาศดูจะแพงกว่าการลงไปก้นสมุทรมาก

ซิลเวีย: การลงไปสู่ก้นสมุทรอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก [ในเชิงเทคนิคเมื่อเทียบกับการเดินทางสู่ห้วงอวกาศ] กระนั้นที่ผ่านมาก็มีคนเพียงแค่สามคนที่ลงไปถึงจุดลึกที่สุดของโลก นั่นคือ 11 กิโลเมตร หรือราวๆ เจ็ดไมล์

ภาพถ่ายเมื่อปี 1979 ภาพนี้ถ่ายที่นอกชายฝั่งเกาะโออาฮูของฮาวาย ซิลเวีย เอิร์ล ในชุดดำนํ้าที่ออกแบบเป็นพิเศษกำลังถูกหย่อนลงจากยานดำนํ้า (เห็นอยู่ด้านบน) ลงไปยังก้นสมุทรลึก 380 เมตร จากนั้น เธอจะปลดเคเบิลที่ยึดกับชุดออก แล้วใช้เวลาสำรวจราวสองชั่วโมงในระดับความลึกที่ไม่เคยมีมนุษย์สวมชุดดำนํ้าคนไหนลงไปสัมผัส

 

NG: คุณกำลังพูดถึงร่องลึกบาดาลมาเรียนา (Mariana Trench) นอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ ใช่ไหม

ซิลเวีย: ใช่แล้ว การสำรวจครั้งแรก ทำโดยชาก พิกการ์ด และดอน วอลช์ ในปี 1960 จากนั้นในปี 2012 ผู้สร้างภาพยนตร์และนักสำรวจประจำสมาคมเนชั่นแนล จีโอ-กราฟฟิก เจมส์ แคเมอรอน ร่วมลงทุนสร้างยานดำนํ้าสำหรับคนคนเดียวซึ่งออกจะบ้าบิ่นหน่อยๆ ยานดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกของมหาสมุทรและใช้เวลาสำรวจอยู่นานเกือบสามชั่วโมง ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของมหาสมุทรที่ไม่มีใครเคยพบเห็น

 

NG: แต่นั่นคงเทียบไม่ได้กับความชวนฝัน ของท้องฟ้าและห้วงอวกาศใช่ไหม

ซิลเวีย เอิร์ล: คุณรู้ไหม ปัญหาของเรื่องนี้ คืออะไร เรามองมหาสมุทรไม่ต่างจากสวนหลังบ้าน เราคิดว่าเรารู้จักทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น ถ้ามองเผินๆ คุณอาจคิดว่า สภาพที่เห็นแทบ ไม่ต่างจากเมื่อราวพันปีก่อน แต่ร้อยละ 90 ของกิจกรรมประมงในมหาสมุทรล้วนแล้ว แต่เป็นการประมงที่เกินขนาด หรือไม่ก็ถูกใช้ประโยชน์แบบเต็มร้อย และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้เอง และแม้ว่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวของแนวปะการัง แต่ ราวสองในสามได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่วนหนึ่งมาจากภาวะโลกร้อนซึ่งทำให้มหาสมุทรเป็นกรดมากขึ้น

 

NG: บางทีอาจเป็นเพราะเรามองไม่เห็น เลยนึกภาพไม่ออก ขณะที่เราออกมาเรียกร้อง ให้หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า รักษาทะเลสาบ แม่นํ้า และพื้นที่ชุ่มนํ้า เป็นไปได้ไหมว่า เพราะสิ่งเหล่านี้มองเห็นได้ง่ายกว่า

ซิลเวีย: ใช่ค่ะ แล้วยังมีความคิดทำนองว่า มหาสมุทรช่างกว้างใหญ่ไพศาล สามารถฟื้นตัวได้ดี พูดง่ายๆ คือ มหาสมุทรใหญ่เกินกว่าที่จะล้มเหลว แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว ว่า มหาสมุทรกำลังยํ่าแย่ แล้วทำไมเราต้องแคร์ด้วยล่ะ ใครจะสนใจถ้าไม่เหลือปลาทูน่าให้จับสักตัว

 

NG: เราก็แค่หันไปกินปลาชนิดอื่นกระมัง

ซิลเวีย: เราเคยคิดกันอย่างนั้นจริงๆ แต่ตอนนี้ เรากำลังไม่เหลือ “ชนิดอื่น” ด้วย ฉันหมายความว่า ปลาบางชนิดมีอายุหลาย สิบปี พวกมันไม่เหมือนไก่ที่ใช้เวลาไม่กี่เดือน ก็โตเต็มที่ ถ้าอยากได้เนื้อไก่สักครึ่งกิโล คุณอาจต้องใช้พืชอาหารสักหนึ่งกิโล ถ้าเป็นเนื้อวัว ครึ่งกิโล อาจต้องใช้พืชอาหารมากถึงเก้ากิโล แต่ปลาทูน่ากินปลาชนิดอื่นเป็นอาหาร ซึ่ง ตัวมันเองก็กินปลาเล็กปลาน้อยอีกทอดหนึ่ง เป็นอย่างนี้ลงไปเรื่อยๆ จนถึงพืชในมหาสมุทร แพลงก์ตอนนับพันนับหมื่นกิโลกรัมช่วยหล่อเลี้ยงห่วงโซ่อาหารสายยาวและบิดเกลียวนี้ ขึ้นไปจนถึงสัตว์นักล่าขนาดใหญ่อย่างปลาทูน่า ซึ่งเราจับมาทำเป็นซูชิชิ้นสวยๆ บนจาน ถามว่าจำเป็นต่อเราไหม หรือจริงๆ แล้ว เป็นแค่ตัวเลือกหนึ่ง

 

NG: ฟังคุณพูดอย่างนี้แล้วจะมีใครนึก อยากกินซูชิปลาทูน่าอีกไหม

ซิลเวีย: คุณก็แค่กินอย่างมีสำนึก รับผิดชอบ และรู้ว่าสิ่งที่คุณกินส่งผลกระทบอย่างไร นั่นคือประเด็นสำคัญค่ะ

 

NG: พูดง่ายๆ คือ ตอนนี้ถึงเวลาที่เราต้อง หันมามองความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลก เสียใหม่

ซิลเวีย: ถูกต้องค่ะ ถ้ามีใครถามว่า ทำไมฉันถึงต้องห่วงใยมหาสมุทรด้วย ก็เพราะมหาสมุทรเกี่ยวข้องกับชีวิตคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรืออยู่ที่ไหน ทุกลมหายใจที่คุณ สูดเข้าไป มหาสมุทรคือบ่อเกิดของออกซิเจนส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นในโลก โดยมีแพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) ตัวเล็กจิ๋วคอยเติมเต็ม ยังไม่ต้องพูดถึงการดูดซับก๊าซคาร์บอนได-ออกไซด์ปริมาณมหาศาลที่เราสร้างขึ้น ดังนั้น เราควรมองตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ มากกว่าจะเป็นเจ้านายใหญ่ของเอกภพ

 

อ่านเพิ่มเติม : คุยกับซีซาร์ มิลแลน, มหาสมุทรกำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกขนาดเล็ก

เรื่องแนะนำ

ความรู้ประจำวัน : 20% ของอากาศที่เราหายใจมาจากแบคทีเรีย

เมื่อพูดถึงแบคทีเรียคุณอาจนึงถึงเชื้อโรคและความสกปรกของมัน แต่รู้หรือไม่ว่าแบคทีเรียมีส่วนช่วยผลิตอากาศที่คุณกำลังหายใจอยู่ 1 ใน 5 ของลมหายใจถูกผลิตจากแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า Prochlorococcus และพวกมันอาศัยอยู่ในทะเล มันคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่สามารถสังเคราะห์แสงและคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นอาหารได้ และคายออกซิเจนออกมา เรียกได้ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวบนโลกใบนี้ที่สามารถผลิตอาหารได้เอง ซึ่งในหยดน้ำเล็กๆ จากทะเลเพียงหยดเดียวคุณจะพบพวกมันจำนวนหลายล้านตัวอยู่ในนั้น แบคทีเรียตัวจิ๋วเหล่านี้มีความสำคัญนระบบนิเวศอย่างมาก อาจเปรียบได้ว่าการมีอยู่ของดำรงอยู่ของพวกมันคือการมีอยู่ซึ่งพวกเราเหล่ามนุษย์ก็ว่าได้   อ่านเพิ่มเติม : ช้อนกินได้ ทางเลือกใหม่ลดขยะพลาสติก, จะเป็นอย่างไร ถ้าผึ้งน้ำหวานหายไปหมด?

คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ

เมื่อ 2559 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใจกลางกรุงเทพมหานคร หลังฟัง ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียวนำเสนอชุดสไลด์เปิดงานประชุม “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” เราเพิ่งเข้าใจถึงความเป็นมาของกรุงเทพมหานครย้อนกลับไปไม่ใช่แค่กว่า 200 ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว จะว่าไปก็ไม่ไกลเกินไป แต่ทำไมเราถึงไม่เคยสนใจมาก่อน  แผ่นดิน ทะเล แม่น้ำ และระดับน้ำเค็มน้ำจืดเปลี่ยนแปลงไปมาตามกาลเวลา ภาคกลางตอนล่างของไทยเคยถูกน้ำทะเลท่วมหลังสมัยน้ำแข็งถึงสุพรรณบุรี (เลยไม่แปลกที่กฤชจะคิดว่ากรุงเทพฯ มีดินเค็มที่ต้นขลู่ขึ้นได้) แถมไม่เคยคิดจินตนาการเลยด้วยว่า การเชื่อมต่อกันของแผ่นดินจากอินโดจีนยันบอร์เนียว จากแม่น้ำสยามโบราณถึงแม่น้ำโขง จะทำให้ไทยในปัจจุบันเป็นถิ่นอาศัยของปลาน้ำจืดหลากหลายเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันก็มีพันธุ์ปลามากถึง 280 ชนิด เรื่องที่ฟังแล้วตื่นเต้นที่สุดคือ ภายในเวลาไม่เกินสองศตวรรษจนมาถึง 50 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครหรือบางกอกเคยมีสัตว์ป่าชุกชุม  สังฆราชปาเลอกัวบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่า ชาวบ้านญวนสามเสนแขวนเนื้อจระเข้ขายราคาถูกกว่าเนื้อหมู  ช้างป่าถูกคล้องแถวบางซื่อ กวางทุ่งย่านมหานาคออกมากินหญ้าและถูกชาวบ้านตีด้วยไม้และใช้ปืนยิง กระเรียนขนาดใหญ่ยังมีให้เห็น จระเข้น้ำเค็มแถวบางนาเคยคาบคนไป  และมีบันทึกว่า เมื่อสัก 120 ปีก่อน สมันหรือกวางทุ่งที่พบในไทยเพียงแห่งเดียวในโลกยังมีอยู่อย่างชุกชุม แต่ถูกล่าอย่างหนัก และพอถึง พ.ศ. 2481 […]

มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย กับก้าวที่เริ่มต้นในประเทศไทย

หลังจากมีเสียงเรียกร้องมาจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยได้เริ่มมีมาตรการลดใช้ ถุงพลาสติก อย่างจริงจังจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และนี่คือกรณีศึกษาจุดเริ่มต้นการลดพลาสติกจากหลายประเทศในเอเชีย แม้ครั้งหนึ่งในอดีต พลาสติกเปรียบเหมือนวัสดุสังเคราะห์จากฝีมือการสร้างสรรค์ของมนุษย์อันล้ำค่าที่นำพาความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ แต่ไม่กี่ทศวรรษให้หลัง ชาวโลกต่างเห็นต้องกันว่า พลาสติกส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่เราจินตนาการไว้ มาตรการงดใช้พลาสติก กลายเป็นกระแสและกำลังส่งแรงกระเพื่อมในสังคมโลก เนื่องจากชาวโลกกำลังเห็นผลกระทบของจากใช้ถุงพลาสติกที่มากเกินไป จนส่งผลให้ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าไม้ ทะเล และบรรดาสัตว์ ได้รับผลกระทบจากพลาสติกที่พวกมันไม่ได้ก่อขึ้น ดังที่ปรากฎให้เห็นในหน้าสื่ออยู่หลายกรณี มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย ในส่วนของประเทศไทย กระบวนการงดใช้พลาสติกกำลังเริ่มต้นอย่างจริงจังในปีนี้ แม้จะเป็นการออกตัวที่ช้าไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทวีปเอเชียหลายประเทศ ที่เล็งเห็นผลกระทบจากวัสดุสังเคราะห์นี้มาเนิ่นนานแล้ว แต่สิ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นไปสู่เป้าหมายของโลกที่ไร้พลาสติก อันจะส่งผลดีต่อธรรมชาติและสัตว์ร่วมโลก นี่คือเรื่องราวของวัฒนธรรมการงดใช้ถุงพลาสติกที่โดดเด่นทั่วเอเชีย ซึ่งเราต้องการนำเสนอเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับประเทศไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมองว่า มาตรการลดพลาสติกในประเทศ สามารถประสบความสำเร็จได้ บังกลาเทศ บังกลาเทศเป็นประเทศแรกในโลกที่ตั้งมาตรการเกี่ยวกับการห้ามใช้พลาสติก โดยในปี 2002 บังกลาเทศประกาศห้ามใช้พลาสติกที่มีขนาดบาง เนื่องจากพบว่ามันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ท่อระบายน้ำของประเทศอุดตัน จนทำให้เกิดน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ แม้จุดเริ่มต้นเกิดจากการประสบภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่การเป็นประเทศแรกที่ประกาศห้ามใช้พลาสติก ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและออสเตรเลียออกกฎหมายในแบบเดียวกัน และตอนนี้ ในเมืองหลวงของบังกลาเทศก็ไม่มีการแจกถุงพลาสติกโพลิธีน (Polythene) ตามร้านค้าแล้ว กัมพูชา กัมพูชาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีมาตรการเกี่ยวกับถุงพลาสติกโดยการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาเก็ตเพิ่มเติม สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้ และรัฐบาลมีแผนว่าจะห้ามการนำเข้า ผลิต หรือแจกจ่ายถุงพลาสติกที่มีขนาดบางกว่า 0.03 มิลลิเมตรและมีขนาดกว้างไม่ถึง 30 เซนติเมตร และมีแผนลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้ร้อยละ […]

เสี่ยงตายเพื่อความรู้…ภารกิจของนักล่าพายุ

หลายปีก่อน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สูญเสียนักล่าพายุ และวิศวกรผู้อุทิศตนให้กับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกลไกการเกิดพายุ เขาผู้นั้นคือ ทิม ซามารัส แม้จะรู้ว่าความเสี่ยงนั้นใหญ่หลวงนัก และความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงชีวิต แต่บรรดานักล่าพายุก็ไม่หวาดหวั่น คลิปวิดีโอนี้เป็นผลงานของ Anton Seimon นักล่าพายุ และนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผู้พยายามศึกษากลไกการเกิดพายุทอร์นาโด และผลกระทบอันเลวร้ายที่พายุนี้ก่อขึ้นบนภาคพื้นดิน ภาพเคลื่อนไหวของพายุทอร์นาโดนั้นน่าตื่นตาตื่นใจและน่าพรั่นพรึงในเวลาเดียวกัน  แต่ขณะเดียวกันก็มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ด้านลมฟ้าอากาศและพายุ Anton Seimon นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก อาศัยกล้องวิดีโอความละเอียดสูงเพื่อพยายามทำความเข้าใจ พฤติกรรมของพายุทอร์นาโด ณ จุดที่มันก่อผลกระทบเลวร้ายต่อมนุษย์มากที่สุด นั่นคือ บนพื้นดิน Seimon และทีมงาน บันทึกภาพเคลื่อนไหวของทอร์นาโดหลายลูกในแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2017 พวกเขาหวังจะใช้คลิปวิดีโอของพายุลูกเดียวกันที่ได้จากสาธารณชน เพื่อนำมาสร้างเป็นแผนที่สามมิติที่จะช่วยสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับพฤติกรรมของพายุอันตรายเหล่านี้   อ่านเพิ่มเติม : นาทีชีวิต กู้ภัยช่วยชาวบ้านเผชิญน้ำท่วมหนักในจีน, ความงามอันพรั่นพรึงแห่งอสุนีบาต