ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของ ไมโครพลาสติก

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของไมโครพลาสติก

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของ ไมโครพลาสติก

ทุกครั้งที่คุณซักเสื้อโค้ทที่มีส่วนประกอบของผ้าฟลีซ โปรดจำไว้ว่ามีพลาสติดขนาดเล็กจำนวน 2,000 ชิ้นหลุดลอกออกไปด้วย ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกมันปะปนไปกับน้ำเสียก่อนจะเล็ดรอดออกสู่มหาสมุทร

ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ก็เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าพวกมันคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารเย็นของคุณเอง หรือแม้กระทั่งในแก้วเบียร์

ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังกใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย) ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 นี้ มหาสมุทรของเราจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา หากเราไม่ต้องการให้ลูกหลานในอนาคตต้องเผชิญกับวิกฤติดังกล่าว เริ่มต้นลดการใช้พลาสติกตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่าง หลอดพลาสติก, แก้วน้ำ และช้อนส้อม

 

อ่านเพิ่มเติม

พบถุงพลาสติกในส่วนลึกที่สุดของมหาสมุทร

เรื่องแนะนำ

World Update: ภาวะโลกร้อนเปลี่ยนเทือกเขาแอลป์สีขาวให้กลายเป็นสีเขียว

ภาวะโลกร้อนเปลี่ยนเทือกเขาแอลป์สีขาวให้กลายเป็นสีเขียว หิมะละลายเร็ว เร่งสร้างความเสียหายทั่วโลก เทือกเขาแอลป์เป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป โดยคำว่าแอลป์ (Alps) แปลว่า ‘สีขาว’ ในภาษาละติน (Albus) เทือกเขาแอลป์จึงมีความหมายว่า ‘เทือกเขาสีขาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ’ แต่ปัจจุบันสีขาวเหล่านั้นกลายเป็นสีเขียวเนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น และสามารถมองเห็นได้จากอวกาศ รายงานล่าสุดศาสตราจารย์ซาบีน รัมฟ์ (Prof. Sabine Rumpf) และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโลซานน์(University of Lausanne) ได้แผยแพร่ภาพความละเอียดสูงจากดาวเทียมที่บ่งบอกว่าพื้นที่ของต้นไม้และพืชพรรณสีเขียวในเทือกเขาแอลป์เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 77 นับตั้งแต่ปี 1984 อันเป็นผลมาจากความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก “ขนาดของการเปลี่ยนแปลงนั้นใหญ่มากในเทือกเขาแอลป์” ศ.รัมฟ์กล่าวและเสริมว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของเทือกเขาแอลป์จึงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาล” พวกเขาคาดการณ์ว่าเทือกเขาแอลป์จะสูญเสียมวลหิมะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 25 ในช่วง 10 ถึง 30 ปีข้างหน้าหากอุณหภูมิยังคงมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อไป การศึกษาเมื่อปี 2021 แสดงให้ว่ามีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นร้อยละ 56 แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77 การเพิ่มขึ้นของพืชพรรณจะยิ่งเร่งการละลายของหิมะ ส่งผลให้โลกสะท้อนแสงอาทิตย์ได้น้อยลง วงจรนี้จะไปเร่งกระบวนการโลกร้อนให้มากขึ้นยิ่งไปอีก และเร่งการละลายน้ำแข็งจนสร้างความเสียหายไปทั่วโลก “ภูเขาที่เขียวกว่าจะสะท้อนแสงอาทิตย์ได้น้อยลง จึงนำไปสู่ภาวะโลกร้อน และในทางเดียวกัน หิมะที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้ก็จะหดตัวมีน้อยลงไปอีก” รัมฟ์กล่าว ในขณะที่แอนเดรียน์ มาร์แชลล์ (Adrienne […]

1 ปี หลังไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ ชาวออสเตรเลียยังคงดิ้นรนเพื่อกอบกู้วิถีชีวิตกลับคืนมา

หนึ่งปีหลังจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เปลวไฟขนาดมหึมาที่โหมลุกไหม้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยังคงทิ้งบาดแผลฉกรรจ์อันน่าเศร้า ชาวออสเตรเลียที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ยังคงดิ้นรนเพื่อกอบกู้วิถีชีวิตกลับคืนมา วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2019 Ron Corby วัย 88 ปี เข้านอนตามปกติในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียที่ชื่อ Cobargo จากนั้นเวลาตี 2 ครึ่ง เขาก็ตื่นขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์ เสียงลูกสาวที่ดังมาตามสาย บอกให้เขาอพยพออกจากบ้านของตัวเองทันที เมื่อ Corby ขนข้าวของออกมา เพื่อเตรียมขึ้นรถลูกสาวที่มารอรับหน้าบ้าน เขาเห็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ลุกไหม้อยู่ไม่ไกล บ้านของเธอที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ช่วงถนนถูกมันกลืนกินไปแล้วทั้งหลัง Corby อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน Cobargo มานานนับทศวรรษ ดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม เขาเผชิญหน้ากับภัยพิบัติและสภาพอากาศอันเลวร้ายของออสเตรเลียมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่วิกฤติความแห้งแล้ง ไปจนถึงน้ำท่วมและไฟป่า แต่ไม่มีครั้งใดรุนแรงเทียบเท่าเปลวไฟมหึมาที่ลุกไหม้ทุกอย่างที่ขวางหน้า รวมถึงบ้านของเขาในครั้งนี้มาก่อน 1 ปีที่แล้ว ไฟไหม้รุนแรงเกิดขึ้นทั่วประเทศออสเตรเลีย คร่าชีวิตคนไป 33 คน ทำลายบ้านเรือนหลายพันหลังและทำให้สัตว์ป่ามากกว่า 1 พันล้านตัว ต้องจบชีวิตลงกับเศษเถ้าธุลี พื้นที่มากกว่า 100 […]

ไนเจอร์ ดินแดนต้นไม้ 200 ล้านต้น การปลูกความหวังสีเขียวกลางดินแดนสะฮารา

ไนเจอร์ ผืนดินแห้งแล้งทางตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา การฟื้นฟูป่าไม้ตามวิถีธรรมชาติเกิดขึ้นจากคนละไม้คนละมือของเกษตรกร ไนเจอร์ – เป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ที่ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ปกคลุมไปทั่วผืนแผ่นดินทางตอนใต้ของทะเลทรายสะฮาราที่อาบด้วยฝุ่นละอองและแสงแดดจ้า เหล่าต้นโลคัสต์บีน ไม้พุ่มต้นเล็ก รวมทั้งพุ่มไม้หนามและมะขามกระจัดกระจายเป็นกลุ่ม เทียบจากตอนนั้น สมัยที่ Ali Neino ยังเป็นเด็กชายในช่วง 1980 มีเพียงต้นไม้ยืนต้นโดดเดี่ยวบนผืนแผ่นดินของครอบครัว ที่ซึ่งเขามองเห็นท้องฟ้าได้ถ้วนทั่วถึงเส้นขอบฟ้า “ตอนนั้นไม่มีพืชพรรณอะไรเลยอยู่แถวหมู่บ้านและทุ่งนา” Neino ในวัย 45 ปีเล่า “ไม่มีต้นไม้ ไม่มีพุ่มไม้ ไม่มีอะไรเลย” หลายทศวรรษแห่งความแห้งแล้ง การถางหน้าดิน และความต้องการฟืน ทำให้ไนเจอร์แทบไม่มีต้นไม้เลย การทำฟาร์มแบบเร่งรัดเพื่อเลี้ยงปากท้องในประเทศที่ประชากรเพิ่มจำนวนรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทำให้ต้นไม้ใหม่แทบจะไม่ได้หยั่งรากลงดินเลย มีความพยายามของรัฐบาลในการปลูกป่าในช่วง 1970 แต่ก็ล้มเหลว ต้นไม้กว่า 60 ล้านต้นถูกปลูกลงผืนดิน แต่ไม่ถึง 20% เท่านั้นที่รอดชีวิต Neino ชี้ให้เห็นถึงต้นไม้ที่เติบโตขึ้นทุกที่ขณะออกเดินเล่นในที่ดินของครอบครัวนอกเขต Dan Saga ลำต้นอาเคเชียอาบแดดที่โผล่พ้นผืนดิน กิ่งก้านและใบไม้ร่วงเกลื่อนฝุ่นดินสีเหลือง มีต้นอาเคเชีย 5 ชนิดเติบโต มีไม้ผลและไม้พุ่มที่เรียกว่า ดูกิ ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ร้องขอให้นานาประเทศจริงจังกับการฟื้นฟูป่า […]

มหาสมุทรโลกสามารถถูกฟื้นฟูให้กลับไปรุ่งเรืองได้ภายใน 30 ปี

บทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รายงานว่ามีการฟื้นฟูของบรรดาสัตว์ทะเลมากขึ้นใน  มหาสมุทร หลายแห่งทั่วโลก แต่ยังคงต้องพยายามกันอย่างหนักต่อไป ความรุ่งโรจน์แห่งท้องทะเลโลกจะกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งภายในยุคสมัยนี้ จากบทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่รายงานว่ามีการกลับมาของสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวาฬหลังค่อมไปจนถึงช้างน้ำในสหรัฐอเมริกา และเต่าตนุในญี่ปุ่น แม้จะมีการทำประมงเกินขนาด ปัญหามลพิษ และชายฝั่งถูกกัดเซาะ และมนุษยชาติมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาสมุมรและถิ่นที่อยู่อาศัยทางทะเลมานานนับทศวรรษ แต่โครงการอนุรักษ์ทั้งหลายก็ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากยังมีพื้นที่ทางทะเลที่ได้รับการฟื้นฟูแม้จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าขณะนี้เราสามารถสร้าง ‘การกำเนิดใหม่ของท้องทะเล’ ภายในปี 2050 โดยการสนับสนุนจากกิจการที่คนทั้งโลกต้องพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นกิจการอาหาร ไปจนถึงกิจกรรมปกป้องชายฝั่งเพื่อเสถียรภาพแห่งสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ยังมีความต้องการในการดำเนินการอนุรักษ์ต่างๆ ต่อไปรวมไปถึงการปกป้องพื้นที่ซึ่งโอบล้อมมหาสมุทร การทำประมงที่ยั่งยืน และการควบคุมมลพิษ เป็นต้น โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจะต้องใช้เงินนับพันล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 32,000 ล้านบาท) แต่จะให้ผลตอบแทนที่มากถึง 10 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดการวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องทะเลจากปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification) ซึ่งจะก่อให้เกิดการสูญเสียออกซิเจนและปะการัง แต่มีข่าวดีคือ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า มีการับรู้ถึงความสามารถของพื้นที่ที่อยู่อาศัยชายฝั่งทะเล เช่นป่าชายเลนและบ่อเกลือชายฝั่งทะเล ที่สามารถดูดซึมเอาคาร์บอนไดออกไซด์และเสริมความแข็งแกร่งให้แนวชายฝั่ง ซึ่งสามารถรับมือปัญหาระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ศาสตราจารย์ คัลลัม โรเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยยอร์ก หนึ่งในทีมนักวิจัยนานาชาติที่ออกบทวิคราะห์ กล่าวว่า ปัญหาการทำประมงเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้รรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังมีความหวังในวิทยาศาสตร์ที่ใช้ฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ได้ โดยหนึ่งในข้อความสำคัญของบทวิเคราะห์นี้คือ ถ้าคุณหยุดสังหารสัตว์ทะเลและปกป้องมันเอาไว้ […]