วางระบบน้ำ ทำแนวกันไฟ ภารกิจปกป้องป่า 20,000 ไร่ ของชุมชนดอยช้างป่าแป๋

วางระบบน้ำ ทำแนวกันไฟ ภารกิจปกป้องป่า 20,000 ไร่ ของชุมชนดอยช้างป่าแป๋

“ปลายเดือนมกราคม ‘ดีปุ๊นุ’ หรือ บัญชา มุแฮ แกนนำเยาวชนดอยช้างป่าแป๋

และรุ่นน้องอีก 4 คน ต้องเข้าป่าเร็วกว่าทุกปีที่เคยทำมา”

ภารกิจเร่งด่วนของพวกเขาในวันนี้คือการตรวจสอบความพร้อมของแนวกันไฟที่ทอดตัวยาว 30 กิโลเมตรรอบป่าชุมชน ซึ่งปกติแล้วการเตรียมความพร้อมเช่นนี้จะเริ่มขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

“ป่าแห้งผิดปกติ” ดีปุ๊นุอธิบายผ่านสายโทรศัพท์ขณะเก็บของเตรียมตัวออกเดินทาง “ช่วงนี้อุณหภูมิสูงมาก ทั้ง ๆ ที่ควรจะเย็นสบาย แม้ปีที่แล้วจะมีปริมาณน้ำฝนสะสมมากกว่าปีก่อน แต่โลกที่ร้อนขึ้นก็ทำให้ป่าแห้งกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มาก”

ภารกิจตรวจสอบแนวกันไฟท่ามกลางอากาศช่วงกลางวันที่สูงกว่า 38 องศานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความทุ่มเทที่ดีปุ๊นุและชาวบ้านป่าแป๋ทำอย่างสุดกำลัง เพื่อปกป้องป่าขนาดใหญ่กว่า 21,300 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าต้นน้ำและพื้นที่จิตวิญญาณของชุมชน

ดีปุ๊นุบอกเราว่าป่าที่เขาดูแลอยู่นี้มีตาน้ำผุด 140 จุด สามารถผลิตน้ำได้ 600 ล้านลิตรต่อปี และความอุดมสมบูรณ์นี้แหละคือ “โจทย์หิน” ที่สุดของการจัดการไฟ เพราะระบบนิเวศต้นน้ำของที่นี่เต็มไปด้วยพืชพรรณบอบบางมากกว่าพืชพรรณที่พบในป่าทั่วไป ทำให้ชาวบ้านป่าแป๋ไม่สามารถใช้วิธี “ชิงเผา” เพื่อตัดวงจรเชื้อเพลิงเหมือนพื้นที่อื่นได้

ดีปุ๊นุ (คนที่ 4 จากซ้าย) และชาวบ้าน พร้อมรถจักรยานยนต์คู่ใจ พาหนะหลักในภารกิจป้องกันไฟป่า

การไม่ใช้วิธีชิงเผา ไม่ได้หมายความว่าชาวป่าแป๋จะปล่อยให้ไฟไหม้โดยไม่ควบคุม ตรงกันข้าม พวกเขาเลือกจัดการไฟด้วยการ “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม”  โดยเน้นการตัดวงจรเชื้อเพลิงด้วยแรงคนตามความรู้จากภูมิปัญญาและการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนป่าอย่างต่อเนื่องแทน

แนวทางนี้เริ่มจากการทำแนวกันไฟแบบแห้ง ก่อนจะพัฒนาไปสู่แนวกันไฟแบบเปียก ด้วยการกักเก็บน้ำบนสันดอย วางระบบสปริงเกอร์ และสร้างโครงข่ายเฝ้าระวังไฟป่าเชิงรุก เพื่อหยุดไฟตั้งแต่ยังไม่ลุกลาม ทำให้หลายปีที่ผ่านมา ชุมชนปกาเกอะญอดอยช้างป่าแป๋ อำเภอโฮ่ง จังหวัดลำพูน แทบไม่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว

  • ชุมชนดอยช้างป่าแป๋ เป็นชุมชนปกาเกอะญอ ที่มีภารกิจในการดูแลป่าขนาดใหญ่กว่า 21,300 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าต้นน้ำที่มีตาน้ำผุด 140 จุด ผลิตน้ำได้ 600 ล้านลิตรต่อปี
  • ชุมชนดอยช้างป่าแป๋ มีวิธีการจัดการไฟป่าด้วยการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เรียกว่า วะ-เหม่-โต เข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่นระบบสปริงเกอร์ เครื่องตรวจจับควัน และระบบ IoT เพื่อตรวจจับและควบคุมไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ดีปุ๊นุ (บัญชา มุแฮ) เป็นแกนนำเยาวชนชุมชนดอยช้างป่าแป๋ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบจัดการไฟป่า พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการส่งต่อความรู้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับควัน (Smoke Detector) ตลอดแนวกันไฟ จะช่วยส่งสัญญาณเตือนทันทีเมื่อไฟรุกคืบเข้าสู่ระยะ 100 เมตรสุดท้าย ทำให้ให้ชุมชนเฝ้าระวังและตัดสินใจสกัดไฟได้อย่างแม่นยำก่อนลามเข้าป่าต้นน้ำ

วะ-เหม่-โต ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการจัดการไฟของชาวปกาเกอะญอ

เมื่อพูดถึงการจัดการไฟในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ จะไม่พูดถึงคำว่า “วะ-เหม่-โต” ก็คงไม่ได้ 

เพราะ “วะ-เหม่-โต” คือภูมิปัญญาท้องถิ่นในการควบคุมไฟที่ส่งต่อกันมาแต่บรรพบุรุษ เป็นการการทำแนวกันไฟแบบแห้งด้วยการถางหญ้าและกวาดเศษใบไม้กิ่งไม้รอบพื้นที่ไร่หมุนเวียนให้โล่งเตียน เพื่อหยุดการลุกลามของไฟไม่ให้ข้ามเข้าไปในเขตพื้นที่ป่า 

ดีปุ๊นุอธิบายเสริมว่าแม้การเปิดไร่ใหม่ในระบบไร่หมุนเวียนจะใช้วิธีการเผา แต่ก็เป็นการเผาที่มีวินัยและการวางแผนอย่างรัดกุม เพราะก่อนการเผาทุกครั้ง ชาวบ้านจะช่วยกันทำแนวกันไฟแบบแห้ง ตัดหญ้าและกำจัดเชื้อเพลิงออกในแนวกว้างประมาณ 3-5 เมตร รอบพื้นที่

จากนั้นจึงลงมือเผากันในช่วงเช้าตรู่หรือหัวค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ลมสงบและยังพอมีความชื้นอากาศอยู่ โดยตลอดกระบวนการจะมีชาวบ้านคอยควบคุมพร้อมอุปกรณ์ดับไฟ และจะไม่มีใครละไปไหนจนกว่าจะมั่นใจว่าไฟดับสนิทจริง ๆ

ในความเป็นจริง วะ-เหม่-โต ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมหรือความเชื่อทางวัฒนธรรม แต่คือระบบจัดการไฟป่าที่ชาวบ้านดอยป่าแป๋ใช้เป็นเครื่องมือหลักมาอย่างยาวนาน 

ทุกฤดูแล้ง ดีปุ๊นุและชาวบ้านจะรวมกลุ่มกันเข้าป่า ถางหญ้า กวาดใบไม้ และเปิดแนวกันไฟรอบพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อสกัดเชื้อเพลิงไม่ให้ไฟลุกลามข้ามแนวเข้ามาในป่าต้นน้ำ

ซึ่งก็ได้ผลดีมาโดยตลอดในช่วงที่ไฟป่ายังไม่รุนแรงและสภาพอากาศยังไม่สุดขั้วเหมือนในปัจจุบัน 

“แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ไฟป่าแรงขึ้น แนวกันไฟแบบแห้งก็เอาไม่อยู่” ดีปุ๊นุกล่าว

กลุ่มเยาวชนดอยช้างป่าแป๋กำลังซ่อมแซมสระน้ำของชาวบ้าน เพื่อใช้กักเก็บน้ำสำหรับระบบแนวกันไฟสปริงเกอร์

เกณฑ์คนไปแบกถัง 200 ลิตร สร้างแนวกันไฟ

“มีอยู่ปีหนึ่งที่พวกเราช่วยกันตีไฟจนมันมอดไปแล้ว แต่เรายังไม่กล้ากลับบ้าน เพราะไฟมันยังคุอยู่ใต้ขอนไม้ แค่ลมพัดแรงขึ้นนิดเดียว มันก็พร้อมลุกขึ้นมาใหม่”

ความจริงที่น่าเจ็บใจนี้ทำให้เขาตระหนักว่า “จะดับไฟ ยังไงก็ต้องใช้น้ำ” ทว่าแนวกันไฟทั้งหมดของชุมชนชนอยู่บนสันดอยสูงที่ห่างไกลแหล่งน้ำ แล้วเขาจะขนน้ำมหาศาลขึ้นไปกักเก็บไว้บนนั้นได้อย่างไร?

ดีปุ๊นุเล่าว่าคำตอบนี้ปรากฏขึ้นอย่างบังเอิญในร้านขายของเก่า ขณะที่เขาไปหาซื้อปี๊บมาซ่อม “เตหน่า(เครื่องดนตรีคล้ายพิณของชาวปกาเกอะญอ) เมื่อเขาเห็นถังโลหะขนาด 200 ลิตรวางเรียงรายอยู่ เขาฉุกคิดได้ว่า หากนำถังเหล่านี้ไปวางกระจายตามจุดต่าง ๆ เพื่อรองน้ำฝนหรือกักเก็บน้ำจากตาน้ำทิ้งไว้น่าจะเป็นทางออกที่ดี เนื่องจากถังเหล็กทนไฟ ไม่ผุง่าย และน้ำหนักเบาพอที่จะช่วยกันแบกขึ้นเขา

ชาวบ้านร่วมแรงกันแบกถังน้ำขนาด 200 ลิตร เข้าป่า เพื่อนำถังน้ำไปสำรองน้ำไว้สำหรับอุปโภคและเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการดับไฟป่าในจุดที่เข้าถึงยาก

หลังจากได้ถังล็อตแรกมา 10 ใบ ดีปุ๊นุและกลุ่มเยาวชนจึงเริ่มภารกิจ “แบกถังขึ้นดอย” โดยใช้รถจักรยานยนต์ขนถังเหล็กเปล่าขึ้นไปวางตามจุดยุทธศาสตร์ที่เข้าถึงยาก

เมื่อพบว่าวิธีนี้ได้ผลดี จึงมีการขยายผลเกณฑ์คนหนุ่มในหมู่บ้านให้ไปช่วยแบกถังน้ำอีกร่วมร้อยใบ จนครอบคลุม 20 จุดเสี่ยงทั่วทั้งป่า โดยเฉพาะในบริเวณที่มีเชื้อไฟแรง ลุกลามเร็ว หรือตามแนวหน้าผาที่เข้าถึงยาก

ดีปุ๊นุจะคำนวณจำนวนถังให้เหมาะสมความรุนแรงของไฟในแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ 2 ใบไปจนถึง 12 ใบ โดยวางกระจายห่างกันเป็นระยะจุดละ 200 ถึง 1,000 เมตร เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีแหล่งน้ำสำรองพร้อมใช้งานได้ทันทีในทุกจุดเสี่ยง

ทีเตอเม๋ะโต หรือ ถังน้ำแนวกันไฟ ที่กระจายอยู่ตาม 20 จุดเสี่ยงทั่วป่า สามารถสำรองน้ำฝนที่ใช้ในการดับไฟป่าได้ 16,400 ลิตร

ขุดสระบนเขา ติดสปริงเกอร์ เครื่องตรวจจับควัน เพิ่มประสิทธิภาพให้แนวกันไฟแบบเปียก

แม้ระบบถังน้ำจะช่วยสกัดไฟในจุดย่อยได้ดี แต่เมื่อไฟป่าลุกลามเป็นวงกว้าง ปริมาณน้ำสำรองเพียงหมื่นลิตรย่อมไม่เพียงพอ 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่หมู่บ้านถูกปิด ดีปุ๊นุจึงชักชวนชาวบ้านเปลี่ยนวิกฤตที่ทุกคนต้องกักตัว ให้กลายเป็นโอกาสในการลงแรงร่วมใจกันขุด “สระน้ำบนยอดเขา” พวกเขาเลือกพื้นที่เสื่อมโทรมซึ่งเป็นจุดปะทะไฟซ้ำซากบนความสูง 1,300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มาสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 18 x 20 เมตร ลึก 2 เมตร ที่สามารถรองรับน้ำฝนได้มหาศาลถึง 400,000 ลิตร

แรงบันดาลใจในการสร้างระบบน้ำครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากที่ดีปุ๊นุได้ไปเห็นรูปแบบการจัดการไฟป่าของชุมชนหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่นั่นใช้การสูบน้ำปริมาณมหาศาลขึ้นไปหล่อเลี้ยงพืชอุ้มน้ำเพื่อให้ป่าชุ่มชื้นตลอดเวลา 

แรงบันดาลใจในการสร้างสระน้ำ 400,000 ลิตรบนยอดเขาแห่งนี้ ต่อยอดมาจากแนวคิดมาจากชาวปกาเกอะญอรุ่นเก่า ที่มักขุดบ่อน้ำเล็ก ๆ ไว้บนเขาใกล้กับตาน้ำ เพื่อไว้ใช้ในหน้าแล้ง

แต่เมื่อหันกลับมามองที่ดอยช้างป่าแป๋ ดีปุ๊นุรู้ดีว่าเขาไม่สามารถเลียนแบบวิธีนั้นได้ทั้งหมด เพราะดอยช้างป่าแป๋ไม่ได้มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ขนาดนั้น มีเพียงน้ำฝนที่เก็บไว้ในถัง 200 ลิตร และบ่อน้ำที่ชาวบ้านช่วยกันขุดไว้รวม 4 บ่อเท่านั้น

ด้วยข้อจำกัดนี้ เขาจึงปรับแนวคิดให้เข้ากับสภาพพื้นที่ โดยวางระบบท่อต่อตรงจากแหล่งเก็บน้ำบนยอดเขาลงมาสู่ “แนวกันไฟระบบสปริงเกอร์” ที่ปัจจุบันมีความกว้างอยู่ที่ 8 – 10 เมตร และยาว 30 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ป่าต้นน้ำทั้งในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่

นอกจากการวางระบบท่อส่งน้ำแล้ว ดีปุ๊นุยังเปลี่ยนพื้นที่ป่าให้กลายเป็นโครงข่ายเฝ้าระวังภัยที่ล้ำสมัย ด้วยการติดตั้ง กล้อง IP Camera ไว้บนจุดยุทธศาสตร์สูงสุดของดอยช้าง ทั้งบริเวณที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หัวช้าง” และ “ก้นช้าง” ซึ่งกล้องเหล่านี้ออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่เป็นดวงตาที่คอยสอดส่องและช่วยให้เขาระบุพิกัดที่เกิดไฟป่าได้อย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์

ที่ความสูง 1,400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล คือที่ตั้งของกล้อง IP Camera ด่านหน้าสำคัญที่ทำหน้าที่สอดส่องพื้นที่ป่าดอยช้างป่าแป๋แบบ 24 ชั่วโมง
ภาพจากกล้อง IP Camera ที่ติดไว้บริเวณหัวช้างและก้นช้าง ซึ่งเป็นที่สูงที่สุดของดอยช้างป่าแป๋

ขณะเดียวกันตัวสปริงเกอร์เองก็ถูกยกระดับให้เป็นมือไม้ผ่านระบบ IoT (Internet of Things) โดยเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน eWeLink บนสมาร์ทโฟน ทำให้เขาสามารถสั่งการเปิดน้ำได้ทันทีจากทุกมุมโลก ขอเพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

ปัจจุบัน ดีปุ๊นุได้จัดวางระบบการทำงานของแนวกันไฟสปริงเกอร์ออกเป็น 3 รูปแบบ เพื่อให้สอดรับกับความหลากหลายของพื้นที่ได้แก่

  1. ระบบ Manual: เน้นการเปิด-ปิดด้วยมือในจุดที่เข้าถึงง่ายและอยู่ใกล้ที่พัก
  2. ระบบ Timer: ตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติในจุดที่มีตาน้ำอุดมสมบูรณ์ เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ป่าอย่างสม่ำเสมอ
  3. ระบบ IoT: ควบคุมผ่านมือถือในพื้นที่ห่างไกลหรือเข้าถึงยาก ซึ่งต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ

ทว่าดีปุ๊นุยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะล่าสุดเขายกระดับความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการติดตั้ง ระบบตรวจจับควัน (Smoke Detector) ไว้ตามแนวกันไฟ เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบกลุ่มควันไฟในระยะอันตราย ระบบจะประมวลผลและสั่งให้สปริงเกอร์ฉีดน้ำอัตโนมัติทันทีนาน 10 -15 นาที เพื่อแปรสภาพพื้นที่ให้เปียกชุ่มล่วงหน้า สกัดเปลวไฟไว้ก่อนจะลามข้ามแนวเข้ามา 

แนวกันไฟระบบสปริงเกอร์รอบป่าต้นน้ำ คือหัวใจของการเติมความชุ่มชื้นให้ดิน ระบบจะทำงานอัตโนมัติทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง ครั้งละ 15 นาที เพื่อรักษาความชื้นในผืนป่าให้คงอยู่เสมอ

ปัจจุบันนวัตกรรมดับไฟป่าฉบับดอยช้างป่าแป๋ เดินทางผ่านการพิสูจน์ตัวเองมานานกว่า 8 ปี นับตั้งแต่ถังน้ำ 200 ลิตรใบแรกถูกแบกขึ้นดอยในปี 2560 

“หากเปรียบเทียบกับยุคบุกเบิกที่ชาวบ้านต้องสูบน้ำจากถังไปดับไฟ ต้องบอกว่าประสบการณ์และระบบที่ถูกพัฒนาจนแม่นยำ ทำให้เวลาที่ใช้ในการควบคุมไฟป่าลดลงจากหลักชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น”

ที่น่าสนใจคือในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีไฟป่าหลุดรอดเข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในที่เป็นป่าต้นน้ำได้เลย (แม้ในปี 2566 จะพบจุดความร้อนในพื้นที่อยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดความร้อนเล็ก ๆ 2 จุด ในพื้นที่ป่าชั้นนอก ที่เกิดจากสะเก็ดไฟปลิวมาจากชุมชนอื่น)

แต่ในสายตาของดีปุ๊นุ ผลลัพธ์ที่สำคัญไม่แพ้ความปลอดภัยของผืนป่า คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ผู้คน” เขาเล่าว่าหนุ่มสาวที่เคยเข้าไปหางานทำในเมืองเริ่มตัดสินใจหันหน้ากลับบ้าน เพราะพวกเขามองเห็นว่าชุมชนแห่งนี้มีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้อยู่เสมอ

เพราะธรรมชาติของไฟป่ามักลุกลามจากล่างขึ้นบนด้วยความเร็วที่รุนแรง ดีปุ๊นุจึงเลือกวางแนวกันไฟระบบสปริงเกอร์ไว้บน “สันเขาสูงชัน” ซึ่งเป็นจุดที่แนวกันไฟแบบแห้งไม่สามารถหยุดยั้งได้

การกลับมาของคนรุ่นใหม่นี้เองที่ทำให้เกิดภาพการส่งต่อความรู้ข้ามเจเนอเรชัน เยาวชนที่เข้าใจเทคโนโลยีได้รวดเร็วจะกลายเป็นพี่เลี้ยง สอนผู้ใหญ่ใช้งานแอปพลิเคชันและระบบ IoT ในขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีประสบการณ์มาทั้งชีวิต ก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาเรื่องพฤติกรรมของไฟ ทิศทางลม และความลับของป่าให้กับลูกหลาน

“ผมพยายามสอนน้อง ๆ ในกลุ่มเยาวชนดอยช้างป่าแป๋ให้เขาเข้าใจการทำงานของระบบ และฝึกให้ทุกคนสามารถทำงานแทนกันได้ ถึงเราจะไม่มีทุนมหาศาล แต่เรามีกำลังคนที่มีคุณภาพ ซึ่งโชคดีที่คนที่นี่ทุกคนรักและผูกพันกับป่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” 

มีคำกล่าวหนึ่งของปกาเกอะญอที่ว่า “อยู่กับน้ำต้องรักษาน้ำ อยู่กับป่าต้องรักษาป่า” 

“สำหรับพวกเรา แค่ไม่ทำลายป่า ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ป่าก็สมบูรณ์แล้ว”

ดีปุ๊นุหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทิ้งท้ายการสนทนาในวันนี้ว่า 

“คนที่อคติมักบอกว่าพวกเราทำลายป่า แต่สำหรับคนป่าแป๋ ป่าคือบ้าน คือจิตวิญญาณ ที่พวกเรารักไม่น้อยไปกว่าชีวิตของพวกเราเหมือนกัน”

ภาพ บัญชา มุแฮ หรือ ดีปุ๊นุ

เรื่อง อรณิชา เปลี่ยนภักดี


อ่านเพิ่มเติม : สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ทำอย่างไร?

เมื่อน้ำบาดาลไม่เหมือนเดิม

Recommend