สึนามิ วิธีรับมืออย่างปลอดภัย - National Geographic Thailand

สึนามิ วิธีรับมืออย่างปลอดภัย

สึนามิ กับข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องเผชิญกับภัยจากคลื่นยักษ์ซึ่งสามารถซัดทุกสิ่งให้ราบเป็นหน้ากลองได้

สึนามิถือเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับผู้อาศัยบริเวณแนวชายฝั่ง เนื่องจากความเร็วมากกว่า 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในการเคลื่อนที่เข้าหาฝั่งและความสูงกว่า 30 เมตรของคลื่นยักษ์นี้สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างความเสียหายจากภัยสึนามิที่รุนแรงเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ เหตุภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อปี 2547 และเหตุสึนามิถล่มโทโฮคุในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2554

 

สึนามิ
เฮลิคอปเตอร์บรรทุกอาหารจากหน่วยงานสหรัฐฯ ขณะบินผ่านหาดลำปึก (Lampuuk) บริเวณเกาะสุมาตราเหนือหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ซึ่งคร่าชีวิตชาวบ้านไปกว่า 7,000 รายและผู้อาศัยบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียกว่า 230,000 ราย (ภาพโดย JOHN STANMEYER, NAT GEO IMAGE COLLECTION)

 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสึนามิ

สึนามึคือคลื่นขนาดมหึมาที่มีพลังทำลายล้างสูง สาเหตุการเกิดคลื่นชนิดนี้มักจะมาจากแผ่นดินไหวใต้พื้นมหาสมุทร และสึนามิยังรุนแรงพอที่จะทำลายชุมชนทั้งชุมชนและพัดซากหมู่บ้านทั้งหมดลงสู่ท้องทะเลได้

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อต้องเผชิญกับสึนามิหรือภัยพิบัติต่าง ๆ คือ การศึกษาว่าพื้นที่ที่อาศัยอยู่นั้นสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้มากเพียงใด ด้วยเหตุนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายประเทศจึงจัดทำแผนที่แสดงพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ พร้อมระบุเส้นทางสำหรับอพยพให้แก่คนในชุมชนขึ้น หน่วยงานสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ( the U.S. National Weather Service) เองก็จัดทำแผนที่ขึ้น เพื่อติดตามสภาพอากาศและภัยพิบัติที่อาจจะเกิดภายในประเทศ และสำหรับประเทศไทยเองมีหน่วยงานหลักสองหน่วยงานคือศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ทำหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับภัยพิบัติและแจ้งให้ประชาชนทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ

เควิน เจ ริชาดส์ เจ้าหน้าที่ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติประจำสำนักจัดการภาวะฉุกเฉิน ณ เกาะฮาวายได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “คุณควรรู้ว่าคุณสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหนเมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้น และควรประเมินด้วยว่าภัยพิบัติชนิดไหนมีโอกาสจะสร้างความเสียหายให้กับที่พักหรือพื้นที่ที่คุณอาศัย”

 

ซากปรักหักพังหลายเอเคอร์รายล้อมชายชาวอินโดนีเซียที่ขนสินค้าจากร้านค้าที่ได้รับความเสียหายใน Banda Aceh 6 วันหลังเหตุการณ์สึนามิปี 2547 ถล่มเมืองชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียด้วยคลื่นยักษ์สูงถึง 9 เมตร

 

วิธีเตรียมตัวเบื้องต้น

  • รู้จักสัญญาณเตือนการเกิดเกิดสึนามิ

เช่น ระดับน้ำบริเวณชายฝั่งเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว เสียงดังผิดปกติจากใต้ทะเล หรือเสียงแผ่นดินแยกตัว โดยร็อกกี้ โลเปส ผู้บริหารโครงการบรรเทาภัยสึนามิ (National Tsunami Hazard Mitigation Program: NTHMP) หนึ่งในโครงการด้านภัยพิบัติของสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “หากเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปี 2547 ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวมหาสมุทรอินเดียทราบว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือสัญญาณเตือนสึนามิ คงมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่านี้” โลเปสยังเสริมอีกว่า “คนเชื่อกันว่าจะเกิดสึนามิขึ้นหากน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณเกาะต่าง ๆ สัญญาณเตือนเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้นเลย”

  • ฝึกตนเองให้คุ้นชินกับระบบเตือนภัยของรัฐบาลและติดตามการเตือนภัยผ่านช่องทางต่าง ๆ

สำหรับผู้ที่อาศัยในประเทศอเมริกา วิทยุแจ้งเตือนสภาพอากาศโดยหน่วยงานบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และสำหรับผู้ที่อาศัยในประเทศไทยสามารถติดตามการแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติได้จากช่องทางต่าง ๆ ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมอุตุนิยมวิทยา

  • ร่างแผนที่สำหรับอพยพในกรณีฉุกเฉิน

แผนที่สำหรับอพยพนี้ควรมีเส้นทางหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางจากบ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน หรือสถานที่อื่น ๆ ที่คนในครอบครัวมักจะไป นอกจากนี้การรู้วิธีเดินเท้าอย่างปลอดภัยท่ามกลางภัยพิบัติที่เกิดก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากในบางกรณีสภาพแวดล้อมอาจไม่เหมาะสำหรับการเดินทางด้วยยานภาหนะ

  • เตรียมแผนที่สำหรับอพยพให้พร้อมและซ้อมหากมีโอกาส

การเตรียมตัวเช่นนี้จะทำให้สามารถเคลื่อนย้ายไปศูนย์อพยพหรือศูนย์พักพิงได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

  • พกกล่องปฐมพยาบาลหรือกระเป๋าเก็บอุปกรณ์และของใช้ที่จำเป็นไว้ที่บ้านหรือบนรถเสมอ

สภากาชาดสหรัฐอเมริกาแนะนำว่านอกจากการเตรียมของจำเป็นแล้วยังควรเตรียมอาหาร น้ำดื่ม พร้อมทั้งโทรศัพท์มือถือและแบตเตอรี่สำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินด้วย

  • ติดต่อกับครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดเป็นระยะ ระหว่างเดินทางมาพบกัน

หากเกิดภัยพิบัติขึ้นขณะที่คนในครอบครัวไม่ได้อยู่สถานที่เดียวกัน ควรติดต่อและหาวิธีที่ทุกคนจะสามารถกลับมารวมตัวกันได้โดยเร็ว

 

สึนามิ
มุมมองภาพถ่ายทางอากาศของเมือง Batticaloa ศรีลังกา แสดงให้เห็นภูมิประเทศรกร้างว่างเปล่าหลังเหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดียที่กวาดล้างชายฝั่งเข้าไปในแผ่นดินมากกว่าครึ่งไมล์ (1 กิโลเมตร) ในน้ำลึก คลื่นสึนามิสามารถเดินทางได้ด้วยความเร็วถึงถึง 500 ไมล์ (800 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง

 

วิธีปฏิบัติตัวระหว่างเกิดสึนามิ

  • หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นขณะอยู่ในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ควรหมอบกับพื้น 

ป้องกันบริเวณศีรษะและคอของตนไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน และยึดอะไรก็ได้ที่มั่นคงไว้ให้ดี ในกรณีอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมถึง ควรออกจากบริเวณนั้นโดยเร็วและหาสถานที่อื่นเพื่อหลบภัย 

  • คอยฟังประกาศต่าง ๆ จากทางการและสังเกตสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติตลอดเวลา

หากพบว่าสถานการณ์ไม่ปกติควรอพยพทันที ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากรัฐบาลหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

  • ไม่ควรอพยพไปไกลเกินความจำเป็น

ริชาดส์อธิบายไว้ว่า “ผู้คนมักจะเข้าใจผิดว่าควรอพยพไปไกล ๆ เมื่อเกิดภัยสึนามิ ทว่าจริง ๆ แล้วการอพยพนั้นไม่จำเป็นจะต้องไปไหนไกล เพียงหาสถานที่ปลอดภัยใกล้ ๆ ก็พอแล้ว” นอกจากนี้ริชาดส์ยังแนะนำเพิ่มอีกว่า “สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในโรงแรมที่ตัวอาคารสูงอยู่แล้ว การอยู่ชั้นที่สี่ขึ้นไปถือว่าปลอดภัยกว่าการอพยพไปที่อื่น”

  • อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจนกว่าทางการจะประกาศว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว

อย่างไรก็ดี คลื่นลูกแรกที่ซัดมานั้นอาจจะไม่ใช่คลื่นลูกสุดท้ายหรือคลื่นที่รุนแรงที่สุด และอันตรายจากคลื่นที่ซัดสูงอาจกินเวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน

 

สึนามิ
เรือประมงสีสันสดใสถูกพัดขึ้นฝั่งเมื่อเดือนธันวาคม 2547 ท่ามกลางกลุ่มอาคารที่พังยับเยินในหมู่บ้านน้ำเค็ม หมู่บ้านชาวประมงในประเทศไทย จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 9.0 แมกนิจูด นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อันก่อให้เกิดพิบัติภัยสึนามิ

 

วิธีปฏิบัติตัวหลังเกิดสึนามิ

  • หลีกเลี่ยงบริเวณที่ได้รับความเสียหายรุนแรง น้ำท่วม หรือมีสายไฟขาด
  • รอฟังประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถาณการณ์และศึกษาวิธีไปศูนย์ผู้อพยพหรือศูนย์พักพิงต่าง ๆ
  • ติดต่อครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดด้วยการส่งข้อความแทนการโทร เนื่องจากในขณะนั้นสัญญาณโทรศัพท์อาจยังขัดข้องอยู่หรือยังไม่มีการกู้คืน

 

เมื่อเกิดภัยสึนามิขึ้น นอกจากการปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวไว้ข้างตนแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติเพิ่มเติมคือการพกน้ำดื่มและอาหารที่สามารถเก็บรักษาได้นานติดตัวไว้ตามคำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา

 

เรื่องโดย คริสตินา นูเนซ
แปลโดย พรรณทิพา พรหมเกตุ
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

 


อ่านเพิ่มเติม 10 อันดับสึนามิร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

สึนามิ

เรื่องแนะนำ

จากไม่มีไฟฟ้าใช้ 50 ปี…รร. แม่ปั๋ง บนดอยเชียงใหม่ ได้รับโซลาร์เซลล์ สร้างโอกาสเด็กห่างไกลเรียนรู้ทันโลก

โรงเรียนบ้านแม่ปั๋ง สาขาบ้านขุนปั๋ง อ. พร้าว จ. เชียงใหม่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ดอยสูง และไม่มีไฟฟ้าใช้ตลอด 50 ปี เด็กๆ ขาดโอกาสเรียนรู้มาตลอด แต่วันนี้ได้รับโอกาสเรียนรู้ให้กว้างไกลด้วยแผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟฟ้าให้เรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ดูเป็นปัญหาเล็กๆ อาจสร้างผลกระทบได้อย่างใหญ่หลวง ในปัจจุบัน หลายคนคงนึกภาพของ ‘การขาดแคลนไฟฟ้า’ ไม่ออกแล้ว ภาพพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด คงกลายเป็นภาพในอดีตของประเทศไทยในมุมมองของคนเมือง รวมไปถึงพื้นที่ต่างจังหวัดที่อยู่บนพื้นราบซึ่งมีเสาไฟฟ้าที่กระจายไปตามชุมชน การเข้าถึงไฟฟ้าทำให้ชาวบ้านทุกหัวระแหงมีวิถีชีวิตใน ‘โลกยุคใหม่’ ที่สะดวกสบาย และมีโอกาสทำให้ชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในแง่การเข้าถึงข่าวสาร โอกาสในการประกอบอาชีพ รวมไปถึงโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กๆ เพราะสื่อการเรียนการสอนในปัจจุบันจำเป็นต้องพึ่งพิงไฟฟ้า รวมไปถึงคลังข้อมูลความรู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินเตอร์เน็ต ก็ต้องพึ่งพิงทั้งไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งที่สังคมลืมเลือนไป ทั้งที่ปัญหานี้ “ยังมีอยู่จริง” ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งการที่ประเทศไทยยังมีพื้นที่ที่ขาดแคลนไฟฟ้าได้ส่งผลกระทบไปถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ คือเรื่องของการศึกษา โรงเรียนนับพันแห่งในไทย ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ทั่วถึง โรงเรียนส่วนใหญ่ในไทยที่มีอยู่ประมาณ 30,000 แห่ง จะมีไฟฟ้าใช้ แต่ในจำนวนดังกล่าว มี 4,939 โรงเรียน (ข้อมูลปี 2564) ที่ตั้งอยู่นอกเขตบริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เช่น โรงเรียนในพื้นที่ป่า […]

พลังของมนุษยชาติ

โลกของเราเต็มไปด้วยความงดงาม แต่ขณะเดียวกันก็ทรงไว้ซึ่งพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ มีพลังทางธรรมชาติหลายอย่างที่สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวง การทำลายล้าง และความพินาศย่อยยับ พลังที่ดูเหมือนไม่มีอะไรจะหยุดยั้งได้ แต่สำหรับทุกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ก็มีพลังหนึ่งที่ทรงพลานุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือ… จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ที่ทอแสงอยู่ในชุมชนท้องถิ่น มีคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคนแปลกหน้าที่ประสบอุทกภัย เจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้ไม่เกรงกลัวความตายเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากซากปรักในเหตุแผ่นดินไหวหรือเจ้าหน้าพิทักษ์ป่าที่ต้องต่อกรกับไฟที่โหมกระหน่ำและเผาผลาญทุกสิ่งในเส้นทางยังมีที่อีกแห่งหนึ่งที่คุณยังสามารถพบหรือสัมผัสกับพลังนี้ได้ แม้พายุจะพัดผ่านไปแล้ว นั่นคือชุมชนของนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และนักสำรวจนานาชาติ ที่เพียรพยายามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจในทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ เพื่อทำนาย เตรียมความพร้อม และช่วยให้พวกเรารอดชีวิตในปรากฏการณ์ทำลายล้างต่างๆ ความรู้ที่พวกเขาสั่งสม เรื่องราวที่พวกเขาบอกเล่า คอยย้ำเตือนให้พวกเรารู้เสมอว่ายังมีพลังอีกอย่างในธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ในโลกของเรา พลังนั้นยิ่งใหญ่กว่าเฮอร์ริเคน แผ่นดินไหว หรือสึนามิ พลังนั้นคือ…. มนุษยชาติ   อ่านเพิ่มเติม : เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย, ‘สืบ’ สานงานอนุรักษ์

วิกฤติ น้ำ ในดินเดีย

การเดินเท้าผ่านอินเดียเป็นระยะทาง 3,900 กิโลเมตร เผยให้เห็นพลังดึงดูดลี้ลับของมหานทีศักดิ์สิทธิ์ และวิกฤติ น้ำ ที่คุกคามวิถีชีวิตของผู้คน ผมกำลังเดินเท้าท่องโลก ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ผมเดินทางย้อนรอยเส้นทางของ โฮโม เซเปียนส์ ที่รอนแรมจากแอฟริกาในยุคหินออกมาสำรวจโลกสมัยบรรพกาล ไม่มีที่แห่งใดในการเดินทางด้วยเท้าของผม ไม่ว่าจะในชาติหรือทวีปใด ที่ผมได้พบเห็นเคราะห์กรรมทางสิ่งแวดล้อมในระดับเดียวกับวิกฤติขาดแคลน น้ำ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอินเดีย ซึ่งร้ายแรงน่ากลัวจนแทบไม่อยากนึกถึง เรื่อง พอล ซาโลเพก ภาพถ่าย จอห์น สแตนเมเยอร์ ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก บ้านของผู้คนกว่า 1,300 ล้านคน และภูมิทัศน์ได้รับการสลักเสลาจากมหานทีศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสินธุ คงคา พรหมบุตร และลำน้ำสาขาอันทรงพลังทั้งปวง อินเดียกำลังยืนโงนเงนอยู่บนขอบผาแห่งภาวะฉุกเฉินทางน้ำโดยยังไม่ทราบผลพวงที่จะเกิดขึ้น ผู้คนราว 100 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในมหานคร 21 แห่งของอินเดีย รวมถึงกรุงเดลี เมืองเบงกาลูรู (บังคาลอร์) และไฮเดอราบาด อาจสูบน้ำบาดาลจนเหือดแห้งภายในสิ้นปีนี้ เกษตรกรในรัฐปัญจาบทางภาคเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของเอเชีย คร่ำครวญว่าระดับน้ำบาดาลที่ถูกสูบขึ้นมาใช้อย่างไม่หยุดหย่อนลดลง 12 ถึง 18 หรือกระทั่ง 30 เมตรภายในชั่วรุ่นเดียว และมลพิษในรูปกากของเสียอุตสาหกรรม […]

เหตุผลที่เราไม่อาจเลี่ยงหายนะ

ความล้มเหลวของเราในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังสร้างความเสียหายแก่โลก นวัตกรรมอาจช่วยเราไว้ได้ แต่โลกคงไม่น่าดูอีกต่อไป “วันพิเศษยิ่งในประวัติศาสตร์อเมริกากำลังสิ้นสุดลง” วอลเตอร์ ครองไคต์ กล่าวอย่างเคร่งขรึมในรายการซีบีเอสอีฟนิ่งนิวส์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน ปี 1970 การเฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ครั้งแรกในวันนั้นดึงดูดผู้คนให้ออกมาชุมนุมตามท้องถนนราว 20 ล้านคน เกินความคาดหมายของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เกย์ลอร์ด เนลสัน ผู้ปลุกปั้นงานนี้ไปมาก ผู้ร่วมเฉลิมฉลองแสดงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมในรูปความรื่นเริงอันเป็นเอกลักษณ์ พวกเขาร้องรำทำเพลง สวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ เก็บขยะที่ถูกทิ้งเรี่ยราด ในนิวยอร์ก พวกเขาลากซากปลาไปตามท้องถนนในบอสตัน พวกเขาประท้วงโดยการแสร้งตายในสนามบินนานาชาติโลแกน ส่วนที่ฟิลาเดลเฟีย พวกเขาร่วมลงนามใน “คำประกาศแห่งการพึ่งพาอาศัยกัน” ของสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ฉบับใหญ่ยักษ์ ฉันเองก็เป็นผลผลิตจากช่วงเวลา “พิเศษยิ่ง” ครั้งนั้น ทั้งการประท้วงแบบแกล้งตายและคำประกาศต่างๆ ฉันใช้เวลาในช่วงทศวรรษ 1970 ไปกับการประท้วงกลางสายฝนพยายามชักชวนเพื่อนร่วมชั้นให้รีไซเคิลกระป๋องนํ้าอัดลม ใส่กางเกงขาบานพิมพ์ลายดอกไม้สีม่วงดอกโต ๆ และเป็นห่วงอนาคตของโลก ย้อนหลังไปเมื่อปี 1970 คำว่า “ภาวะโลกร้อน” ยังไม่ถูกคิดค้นขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าก๊าซกลุ่มหนึ่งซึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์รวมอยู่ด้วย กักความร้อนใกล้พื้นผิวโลกเอาไว้ เราเข้าใจปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่ยุควิกตอเรีย แต่มีไม่กี่คนที่พยายามคำนวณว่าการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศยังเป็นเหมือนทารกแรกเกิด นับแต่นั้นมา แบบจำลองต่าง ๆ […]