กลายร่างเป็นหิน - National Geographic Thailand

กลายร่างเป็นหิน

เรื่อง ไมเคิล เกรชโค

ภาพถ่าย โรเบิร์ต คลาร์ก

วันที่ 21 มีนาคม ปี 2011 ชอว์น ฟังก์ พนักงานควบคุมเครื่องจักรขนาดใหญ่ กำลังขุดดิน โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า อีกไม่ช้าเขาจะได้พบกับมังกร

วันจันทร์นั้นเริ่มต้นเหมือนวันอื่นๆที่เหมืองมิลเลนเนียม เหมืองเปิดขนาดยักษ์ ห่างจากเมืองฟอร์ตแมกเมอร์เรย์ รัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ไปทางเหนือราว 27 กิโลเมตร ดำเนินงานโดยบริษัทพลังงานชื่อซันคอร์ ในช่วง 12 ปีของ การทำงาน ฟังก์เคยพบไม้กลายเป็นฟอสซิล และบางครั้งก็ตอไม้กลายเป็นหิน แต่ไม่เคยพบซากสัตว์เลย ส่วนซากไดโนเสาร์นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง

แต่ราวบ่ายโมงครึ่ง มือขุดของรถขุดดินตักอะไรได้บางอย่างที่แข็งกว่าหินในบริเวณนั้นมาก ก้อนสีแปลกๆหลุดออกจากดินที่ขุด กลิ้งหลุนๆลงไปยังคันดินเบื้องล่าง ภายในไม่กี่นาที ฟังก์กับหัวหน้าของเขาชื่อ ไมก์ แกรตตัน เริ่มสงสัยว่าก้อนหิน  สีน้ำตาลเข้มเหล่านั้นเป็นเศษไม้ที่กลายเป็นฟอสซิลหรือเป็นซี่โครงกันแน่

ราว 110 ล้านปีก่อน สัตว์กินพืชร่างหุ้มเกราะตัวนี้เดินงุ่มง่ามอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันคือพื้นที่แถบตะวันตกของแคนาดา จนกระทั่งแม่น้ำที่หลากท่วมพัดร่างมันออกสู่ทะเลเปิด การถูกฝังอยู่ใต้ทะเลช่วยรักษาสภาพเกราะของมันโดยคงรายละเอียดต่างๆ ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

“ทันใดนั้นไมก์พูดประมาณว่า ‘เราต้องเอานี่ไปตรวจดูซะหน่อยแล้ว’ ” ฟังก์เล่าไว้ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2011 “เป็นอะไรที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอนครับ”

เกือบหกปีต่อมา ผมไปเยือนห้องปฏิบัติการเตรียมฟอสซิลที่พิพิธภัณฑ์รอยัลไทร์เรลล์ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณภูมิประเทศแบดแลนด์ที่ลมพัดจัดของรัฐแอลเบอร์ตา ผมสนใจกองหินหนัก 1.1 ตันตรงมุมห้อง

เมื่อมองแวบแรก ก้อนหินสีเทาที่นำมาประกอบขึ้นใหม่ดูเหมือนประติมากรรมไดโนเสาร์ยาว 2.75 เมตร แผ่นเกราะคล้ายกระดูกเป็นชิ้นๆต่อกันปกคลุมช่วงคอและหลัง และมีวงกลมสีเทาเป็นเส้นขอบของเกล็ดแต่ละเกล็ด คอของมันโค้งไปทางซ้ายอย่างสวยงาม ราวกับกำลังชูคอขึ้นไปหาพืชบางชนิดที่น่าเอร็ดอร่อย แต่นี่ไม่ใช่ประติมากรรมเสมือนจริง มันคือไดโนเสาร์ตัวจริงซึ่งกลายเป็นหินตั้งแต่จมูกจนถึงสะโพก

ตอนมีชีวิตอยู่ สัตว์กินพืชขนาดมโหฬารที่ชื่อโนโดซอร์ตัวนี้มีความยาว 5.5 เมตรและหนัก 1,300 กิโลกรัม นักวิจัยสงสัยว่า เมื่อแรกเริ่มมันกลายเป็นฟอสซิลหมดทั้งตัว แต่ตอนที่พบเมื่อปี 2011 มีเพียงครึ่งท่อนหน้า คือตั้งแต่จมูกจนถึงสะโพก ซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์พอที่จะต่อกลับขึ้นใหม่ได้ ตัวอย่างนี้เป็นฟอสซิลโนโดซอร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยพบ

เศษซากของผิวหนังที่กลายเป็นฟอสซิลยังปกคลุมอยู่บนแผ่นเกราะตะปุ่มตะป่ำที่กระจายอยู่บนกะโหลกของมัน ขาหน้าข้างขวาอยู่ข้างลำตัว นิ้วทั้งห้ากางงอขึ้น ผมถึงกับนับเกล็ดที่ฝ่าเท้าของมันได้เลย

สำหรับนักบรรพชีวินวิทยาแล้ว ระดับของการกลายเป็นฟอสซิลอันน่าพิศวงของไดโนเสาร์ตัวนี้ ซึ่งเกิดจากการถูกฝังใต้ทะเลอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งหาได้ยากพอๆกับการถูกลอตเตอรี่เลยก็ว่าได้ ปกติแล้วมักมีแค่กระดูกและฟันที่เหลืออยู่ และยาก นักที่จะมีแร่ธาตุเข้าไปแทนที่เนื้อเยื่ออ่อนก่อนจะเน่าเปื่อย นอกจากนั้น ยังไม่มีอะไรรับประกันว่า ฟอสซิลจะยังคงรูปทรงเดิมเหมือนตอนมีชีวิตเอาไว้ได้

ยาคอบ วินเทอร์ นักโบราณชีววิทยา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสีสันในสัตว์ จากมหาวิทยาลัยบริสตอลในสหราชอาณาจักรเคยศึกษาฟอสซิลที่ดีที่สุดของโลกบางชิ้นเพื่อหาร่องรอยของสารสีเมลานินมาแล้ว แต่หลังจากสี่วันที่ศึกษาสัตว์ตัวนี้ แม้แต่เขาเองก็ยังประหลาดใจอย่างยิ่ง ไดโนเสาร์ตัวนี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีมากจนกระทั่ง “เหมือนเพิ่งเดินอยู่สองสามสัปดาห์ก่อนนี้เอง” วินเทอร์ว่า

สิ่งที่จับตัวกันเป็นก้อนคล้ายกรวดซึ่งจากตำแหน่งบ่งชี้ว่า อาจเป็นเศษที่หลงเหลือของอาหารมื้อสุดท้ายของโนโดซอร์ตัวนี้

ฟอสซิลน่าทึ่งนี้คือโนโดซอร์ (nodosaur) ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ (และสกุล) ใหม่ที่เพิ่งค้นพบ เป็นพวกแองคิโลซอร์ (ankylosaur) หรือไดโนเสาร์หุ้มเกราะที่มักถูกบดบังรัศมีจากญาติๆซึ่งเป็นที่รู้จักมากกว่าภายในกลุ่มย่อยแองคิโลซอริดี (Ankylosauridae) ขณะเดินงุ่มง่ามไปทั่วในระหว่าง 110 ถึง 112 ล้านปีก่อน หรือเกือบจะกลางๆยุคครีเทเชียส เจ้าสัตว์ยักษ์ ความยาว 5.5 เมตร หนักเกือบ 1.3 ตันตัวนี้คงเป็นแรดของยุคโน้น และหากมีอะไรมารบกวน เช่นอาจเป็น แอโครแคนโทซอรัส (Acrocanthosaurus) ที่น่ากลัว มันก็มีอุบายไว้รับมือ นั่นคือเดือยแหลมยาว 50 เซนติเมตรที่โผล่ขึ้นมาจากบ่า ดูราวกับเขาวัวซึ่งอยู่ผิดที่ผิดทาง

แถบตะวันตกของแคนาดาซึ่งไดโนเสาร์ตัวนี้เคยท่องไป เป็นโลกที่แตกต่างจากที่ราบลมพัดกระหน่ำและหนาวอย่างทารุณที่ผมเผชิญมาเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วอย่างมาก ในสมัยของโนโดซอร์ บริเวณนี้คล้ายกับรัฐฟลอริดาตอนใต้ในปัจจุบัน ซึ่งลมอุ่นชื้นพัดผ่านป่าสนโคนิเฟอร์และทุ่งหญ้าอันดารดาษไปด้วยดงเฟิร์น ในช่วงต้นของยุคครีเทเชียส ระดับน้ำที่สูงขึ้นทำให้เกิดทะเลภายในแผ่นดินปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ปัจจุบันคือรัฐแอลเบอร์ตา

มาร์ก มิตเชลล์ เจ้าหน้าที่เทคนิคจากพิพิธภัณฑ์รอยัลไทร์เรลล์ ค่อยๆสกัดเท้าและอุ้งเท้าที่มีเกล็ดของโนโดซอร์ออกมาจากหินที่หุ้มอยู่โดยรอบ งานที่ต้องทำอย่างระมัดระวังนี้จะช่วยอนุรักษ์คุณลักษณะที่เรายังไม่เข้าใจของสัตว์ตัวนี้ต่อไปได้อีกนาน

วันเคราะห์ร้ายวันหนึ่งเจ้าสัตว์งุ่มง่ามตัวนี้จบชีวิตในแม่น้ำ ซากที่หงายท้องขึ้นนี้ไหลไปตามแม่น้ำ โดยลอยตุ๊บป่องอยู่ได้เพราะแก๊สซึ่งแบคทีเรียปล่อยออกมาภายในโพรงร่าง นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า สุดท้ายมันคงถูกซัดออกสู่ทะเล ลมพา มันลอยไปทางตะวันออก และหลังจากลอยไปได้ราวหนึ่งสัปดาห์ ซากที่ขึ้นอืดก็แตกโพละและจมลงสู่ก้นสมุทรโดยเอาหลังลง แร่ธาตุแทรกซึมเข้าไปในผิวหนังและเกราะ แล้วห่อหุ้มหลังของมันไว้ ทำให้ซากโนโดซอร์ตัวนี้คงรูปเหมือนตอนยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ถูกหินอายุหลายล้านปีทับถมอยู่ข้างบน

ความเป็นอมตะของเจ้าสัตว์ตัวนี้แขวนอยู่บนห่วงโซ่แต่ละห่วงของเหตุการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ กล่าวคือถ้ามันลอยห่างออกไปอีกสัก 100 เมตรในทะเลโบราณแห่งนั้น มันคงกลายเป็นฟอสซิลนอกเขตที่ดินของซันคอร์ และคงจะฝังอยู่ต่อไปแต่การณ์กลับเป็นว่าฟังก์ไปสะดุดเข้ากับไดโนเสาร์ของแอลเบอร์ตาที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา

แผ่นเกราะอันเป็นเครื่องหมายการค้าของไดโนเสาร์หุ้มเกราะมักหลุดออกและกระจัดกระจายไปเมื่อเริ่มเน่าเปื่อย แต่ชะตากรรมเช่นนั้นไม่เกิดกับโนโดซอร์ตัวนี้ เกราะซึ่งได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีเยี่ยมที่เห็นนี้มีขนาดเกือบเท่าตอน มีชีวิตอยู่ และจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจได้ดีขึ้นว่า โนโดซอร์หน้าตาเป็นอย่างไรและเคลื่อนไหวอย่างไร

“เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นจริงๆค่ะ” วิกตอเรีย อาร์เบอร์ นักบรรพชีวินวิทยาด้านไดโนเสาร์หุ้มเกราะที่พิพิธภัณฑ์รอยัลออนแทรีโอของแคนาดา กล่าว “ฟอสซิลนี้แสดงให้เห็นสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากปัจจุบันมาก รวมทั้งห้วงเวลาที่แตกต่างกันมาก และมันก็ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีเยี่ยมค่ะ”

สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2560

เรื่องแนะนำ

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค […]

เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนความเป็นกลางทางคาร์บอนของ Huawei

เมื่อไล่เรียงดูดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศโลกปี พ.ศ. 2564 (Global Climate Risk Index 2021) จะเห็นได้ว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 9 จาก 170 ประเทศทั่วโลก ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจพลังงาน คมนาคมขนส่ง และกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งก่อให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับต้น ๆ ของไทย เพื่อให้สอดรับกับแผนแม่บทความเป็นกลางทางคาร์บอนแห่งชาติ ที่ประเทศไทยได้นำเสนอและตั้งเป้าลดคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ รวมถึงลดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ร้อยละ 6 ต่อปี โดยบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด หนึ่งในอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีมีเป้าหมายเช่นเดียวกัน หัวเว่ย คือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และอุปกรณ์อัจฉริยะชั้นนำระดับโลกกว่า 170 ประเทศ ให้บริการผู้ใช้งานกว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก โดยมีพันธกิจในการสร้างการเชื่อมต่อและเข้าถึงแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง เพื่อช่วยให้ทุกอุตสาหกรรมและองค์กรเดินหน้าสู่โลกอัจฉริยะ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน จึงนำไปสู่กลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน คือ ความเท่าเทียมทางด้านดิจิทัล ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในข้อกำหนด SDGs […]

ค้นพบกบพิษชนิดใหม่ในเปรู

เรื่อง แครรี อาร์โนลด์ ลึกเข้าไปในป่าแอมะซอน เขตประเทศเปรู ภายในเขตสงวนชีวมณฑลมานู ชีร์เลย์ เจนนิเฟอร์ เซร์เรโน โรฆาส หมอบตัวลงใกล้กับลำธารรสายหนึ่ง เธอเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังระงมมาจากทุกทิศทาง ในขณะที่เครื่องบันทึกเสียงของเธอก็ทำหน้าที่ของมัน ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงหนึ่งที่แปลกหู เป็นเสียงร้องของกบที่เธอไม่เคยได้ยิน แต่ก่อนที่เธอจะจับทิศทางของต้นเสียงได้ เสียงที่ฟังไม่คุ้นนี้ก็อันตรธานไปเสียก่อน มันเป็นช่วงฤดูร้อนในปี 2013 เซร์เรโน โรฆาส หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ภาคสนามแห่งมูลนิธิครีส์ กำลังสำรวจสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในภูมิภาคนี้ของเปรู เธอเคยได้ยินมาทั้งหมดแล้วว่าแต่ละชนิดมีเสียงร้องอย่างไร แต่เสียงนี้เธอไม่คุ้นเลยจริง ๆ หลังจากการสำรวจในวันนั้น แอนดรูว์ วิทเวิร์ธ ที่ปรึกษาของเธอ ได้ฟังเสียงจากเครื่องบันทึกและยืนยันกับเธอว่า เหมือนเธอจะพบชนิดพันธุ์ใหม่ การสำรวจเกิดขึ้นอีกหลายครั้งในลำธารสายเดิม กระทั่งพวกเขาได้ตัวเจ้าของเสียงปริศนาตัวนั้น มันคือกบพิษลำตัวสีดำขลับและมีแถบสีส้มพาดที่ด้านข้าง การศึกษาเจ้ากบชนิดนี้เป็นเวลาแรมปี ทั้งการตรวจสอบทางพันธุกรรมและการวิเคราะห์สายวิวัฒนาการ ในที่สุด กบตัวนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นน้องใหม่แห่งวงการวิทยาศาสตร์ด้วยชื่อ Ameerega shihuemoy งานวิจัยที่พรรณาเจ้ากบชนิดใหม่นี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Zootaxa และเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา กบเจ้าเสน่ห์ กบพิษหรือที่รู้จักในชื่อกบลูกดอก เป็นสมาชิกในกลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่มีความหลากหลายมาก โดยส่วนมากกบพิษจะขับยางหรือพิษจากผิวหนังได้ ชนพื้นเมืองจึงใช้ประโยชน์จากพิษของมันในสร้างลูกดอกล่าสัตว์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและสัตว์เลื้อยคลานสนใจพวกมันมากกว่าแค่เรื่องความมีพิษ ไคล์ […]

ภาพถ่ายเปลี่ยนโลก ค้นหาแนวทางความยั่งยืนผ่านมุมมอง 3 ช่างภาพชื่อดัง

“ขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านเลนส์” ถ่ายทอดแนวคิดและมุมมองด้านการอนุรักษ์โดยช่างภาพมืออาชีพ ภาพทิวทัศน์เทือกเขาอันงดงามตระการตา หมู่สัตว์น้อยใหญ่ใช้ชีวิตในผืนป่าพงไพร ธารน้ำใสตัดผ่านโขดหิน ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่หลายคนจินตนาการออกมาเมื่อกล่าวถึง “ภาพถ่ายธรรมชาติ” แต่ในปัจจุบันโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เกิดภาวะโลกรวน ธรรมชาติเสื่อมถอยลง ภาพธรรมชาติอันงดงามที่เคยเห็นเปลี่ยนแปลงไป แบบที่บางภาพก็มิอาจกลับไปถ่ายแบบเดิมได้อีกแล้ว เพื่อเป็นการสื่อสารนี้ออกไปยังผู้คนถึงจุดยืนของตนและโลกที่อิงอาศัย ‘ช่างภาพ’ จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ช่วยสร้างการรับรู้ถึงโลกที่เปลี่ยนแปลงผ่านการถ่ายทอดที่ทรงพลัง ผ่านเลนส์และมุมมองที่ช่างภาพได้ประสบ ไม่ต้องเชื่อ แต่ ‘รู้สึก‘ ถึงแรงกระเพื่อมบางอย่าง อาจเปลี่ยนความคิด และสามารถลงมือทำให้โลกนี้ดีขึ้นในฐานะที่เป็นผู้อยู่อาศัยร่วมโลกใบเดียวกัน วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ร่วมกับ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงได้จัดงานนิทรรศการภาพถ่าย “การขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ด้วยภาพถ่าย” นำเสนอมุมมองด้านการอนุรักษ์และความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัท วอลโว่ คาร์ ที่ประกาศตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ (Climate-Neutral Company) ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2040 เพื่อใช้พลังของภาพถ่ายพาทุกคนไปสัมผัสถึงความงดงามของธรรมชาติและชีวิต ขณะเดียวกันก็เห็นบางประเด็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ในนั้น  และค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ว่าหากจะมีส่วนช่วยรักษาสิ่งที่งดงามนั้นให้คงอยู่ เราจะทำอย่างไร ในวันเปิดนิทรรศการได้มีการจัดเสวนาขึ้นภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนงานอนุรักษ์และความยั่งยืนผ่านภาพถ่าย” โดย 3 ช่างภาพสายอนุรักษ์ชื่อดังของประเทศไทย เจ้าของผลงานที่แสดงอยู่ ณ […]