มหันตภัยไฟป่า - National Geographic Thailand

มหันตภัยไฟป่า

เชื่อกันว่ามหันตภัยไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งเกิดจากมนุษย์

เปลวเพลิงที่โหมไหม้จนไม่อาจควบคุมนี้ได้แรงหนุนจากสภาพลมฟ้าอากาศ กระแสลม และเชื้อไฟอย่างทุ่งหญ้าหรือไม้พุ่มแห้งๆ และอาจเผาผลาญพื้นที่ได้นับพันนับหมื่นไร่ กลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ตั้งแต่ ต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนประชาชน ไปจนถึงสัตว์ป่าและมนุษย์ ในเวลาไม่กี่นาที

ไฟป่าเกิดจากสามปัจจัยหลักที่ประกอบกันซึ่งนักดับไฟป่าเรียกกันว่า สามเหลี่ยมแห่งไฟ (fire triangle) ได้แก่ เชื้อไฟ ออกซิเจน และแหล่งความร้อน

เชื้อเพลิงได้แก่วัสดุติดไฟได้ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ซึ่งรวมถึง ต้นไม้ ทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม และแม้กระทั่งบ้านเรือน ยิ่งพื้นที่ไหนมีเชื้อเพลิงมาก ไฟป่าก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น

อากาศป้อนออกซิเจนที่ไฟจำเป็นต้องใช้ในการเผาผลาญ

ส่วนแหล่งความร้อนช่วยจุดไฟและทำให้เชื้อไฟมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนติดไฟ

ฟ้าผ่า การจุดไฟตั้งแคมป์ ก้นบุหรี่ การแผ้วถางพื้นที่เกษตรเพื่อเพาะปลูก และแม้กระทั่งแสงแดดที่ร้อนจัด ล้วนสามารถให้ความร้อนได้มากพอให้ไฟจุดติดได้

ไฟป่าบริเวณทะเลสาบจ็อกโด รัฐมอนเทนา, สิงหาคม ปี 2007
พนักงานดับเพลิงชิงเผา เพื่อให้เชื้อไฟบนเส้นทางการลุกไหม้ของไฟป่าหมดไป อันจะช่วยให้ไฟลามได้ช้าลง ไฟ่ป่าซึ่งมีสาเหตุจากฟ้าผ่านี้ลุกลามไปเผาผลาญพื้นที่หนึ่งตารางกิโลเมตรเศษ ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ไม่นานไฟก็โหมจนเกินจะควบคุม ไฟป่าครั้งนั้นลุกไหม้อยู่นานกว่า 6 สัปดาห์ เผาผลาญบ้านเรือนไปกว่า 2,000 หลัง และก่อความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

แม้ไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็พร้อมเป็นใจช่วยโหมเพลิงให้ลุกไหม้ อากาศที่แห้งและภัยแล้งเปลี่ยนพืชพรรณเขียวสดให้แห้ง และกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ขณะที่กระแสลมแรงช่วยโหมเพลิงให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งอากาศที่อบอุ่นก็ช่วยส่งเสริมการสันดาปหรือลุกไหม้  เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่พร้อมหน้า สิ่งเดียวที่ต้องการคือการจุดชนวน ซึ่งอาจมาในรูปของฟ้าผ่า การวางเพลิง การจุดไฟตั้งแคมป์ การเผาไร่ หรือแม้แต่ก้นบุหรี่ เท่านั้นก็เพียงพอที่จะจุดไฟที่เผาผลาญพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลได้นานนับสัปดาห์

นักดับไฟป่าต่อสู้กับไฟด้วยการกำจัดปัจจัยหนึ่งหรือมากกว่าออกไปจากสมการหรือสามเหลี่ยมแห่งไฟ วิธีการเดิมๆที่ใช้กัน เช่น ใช้น้ำดับไฟ สเปรย์สารหน่วงไฟ (fire retardant) เพื่อดับไฟที่ไหม้อยู่ การเคลียร์พืชพรรณเพื่อทำแนวกันไฟ (firebreak) เพื่อกำจัดเชื้อไฟและช่วยชะลอหรือจำกัดวงของไฟป่า นักดับไฟป่ายังต่อสู้กับไฟด้วยการจงใจจุดไฟ นั่นคือเทคนิคหรือกระบวนการที่เรียกว่า การเผาโดยมีการควบคุม (controlled burning) ซึ่งจะช่วยกำจัดเชื้อไฟจำพวก เศษไม้แห้ง ไม้พุ่ม ทุ่งหญ้า และแม้แต่ขยะบนพื้นป่า ไม่ให้เป็นเชื้อไฟ

เมืองแซนตาแคลริตา รัฐแคลิฟอร์เนีย, ตุลาคม ปี 2007
ขณะที่เกิดไฟป่าเผาผลาญบ้านเรือนทั่วพื้นที่ทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียกว่า 10 ครั้ง หลายคนก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานดับเพลิงในท้องถิ่นและจากรัฐบาลกลาง หรือแม้แต่ผู้ที่ผ่านมาพบเห็นอย่างชายในภาพนี้

แต่แม้ไฟป่ามักเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ไฟป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติก็มีบทบาทสำคัญในวงจรชีวิตของธรรมชาติ กล่าวคือ ช่วยคืนธาตุอาหารให้ผืนดินด้วยการเผาวัสดุที่แห้งและผุพัง และยังทำหน้าที่คล้ายยาฆ่าเชื้อที่ช่วยกำจัดพืชที่โรครุมเร้า และควบคุมแมลงศัตรูพืชในระบบนิเวศของป่า และการเผาผลาญขึ้นไปถึงเรือนยอดไม้หนาทึบ และพุ่มไม้ดกหนาที่ปกคลุมผืนดิน ไฟป่าจึงช่วยให้แสงอาทิตย์ส่องถึงพื้นป่า เอื้อให้เมล็ดและต้นอ่อนของพืชรุ่นใหม่ๆ ได้เจริญงอกงาม

แซนตาบาร์บาราเคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย, กรกฎาคม ปี 2007
เฮลิคอปเตอร์บินไปเหนือป่าสงวนแห่งชาติโลสปาเดรสพลางปล่อยน้ำลงมาดับไฟป่าซาคา ซึ่งเผาผลาญพื้นที่ไปถึง 971 ตารางกิโลเมตรเศษ ฝนที่แถบไม่ตกลงมาทำให้พื้นที่แถบนี้เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ไฟป่าซาคามีความรุนแรงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนียเลยทีเดียว หลังจากนั้นยังเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ๆในแซนตาบาร์บาราเคาน์ตีอีก 4 ครั้ง

 

อ่านเพิ่มเติม : โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของคุณ สามารถช่วยผืนป่าได้ชีวิตสมัยใหม่เปลี่ยนโลกธรรมชาติอย่างไร

เรื่องแนะนำ

งานวิจัยเผย ขณะนี้โลกใช้พลังงานฟอสซิลมากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จ

งานวิจัยชิ้นใหม่พบว่า โลกต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าและโรงงานถ่านหินจำนวนมาก เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่ตั้งเป้าไว้ มีงานวิจัยฉบับใหม่ระบุว่า ณ ขณะนี้ โลกของเรามีโรงงานไฟฟ้า โรงงาน ยานพาหนะ และอาคารที่อาศัย พลังงานฟอสซิล อยู่มากมาย ถ้าสถานที่เหล่านี้ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเช่นทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ อุณหภูมิของโลกจะสูงเกินความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ งานวิจัยฉบับนี้ยังให้แนวทางว่า เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ไม่เพียงแต่โลกของเราต้องยุติการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใดๆ ที่มีการใช้ พลังงานฟอสซิล เท่านั้น แต่โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานฟอสซิลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้จำเป็นต้องปิดลงโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีแผนหรือการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลอยู่อีกมากมาย “งานวิจัยของเรานั้นง่ายมาก” สตีเวน ดาวิส จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ไอร์วีน ผู้เขียนร่วมงานวิจัยฉบับนี้ที่เผยแพร่ลงในนิตยสาร Nature กล่าวและเสริมว่า “ เราอยากรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีการสร้างโรงงานเชื้อเพลิงเผาไหม้ฟอสซิลดังเช่นในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา ” เพื่อตอบคำถามนี้ ดาวิสและผู้ร่วมงานวิจัยได้ตรวจสอบการปล่อยก๊าซของไฟฟ้า, แหล่งพลังงาน, การจราจรขนส่ง, ที่พักอาศัย และโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ของปี […]

ต้นไม้สื่อสารกันได้

ต้นไม้สื่อสารกันได้ ต้นไม้พูดได้! แต่ไม่ใช่เปล่งคำพูดออกมาให้เราฟังเช่นในภาพยนตร์ การสื่อสารของต้นไม้เกิดขึ้นที่ใต้ผืนดิน ณ เครือข่ายรากของพวกมันต่างหาก ซูซาน ซิมาร์ด นักนิเวศวิทยาป่าไม้ ติดตามสารเคมีจำเพาะบางอย่าง และพบว่าต้นไม้ในป่าสนดักลาสของแคนาดากำลังพูดคุยกันใต้ดิน ด้วยการสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันที่เรียกว่า “ไมคอร์ไรซา” (mycorrhiza) ร่วมกับราเพื่อส่งสัญญาณต่างๆ และแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกัน เริ่มต้นด้วย “ต้นแม่” ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และได้รับแสงแดดในการผลิตอาหารมากกว่าที่มันต้องการ กลุ่มราหรือไมซีเลียมที่ห่อหุ้มปลายรากของต้นแม่จะส่งธาตุอาหารจากดินให้แลกกับน้ำตาลที่ต้นไม้ผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ราขาดแคลน จากนั้นราจะส่งน้ำตาลให้กับต้นไม้เล็กกว่าที่อ่อนแอ และอยู่ในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ด้วยวิธีการนี้ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่สามารถแบ่งปันสารอาหารไปยังต้นไม้อื่นๆ ได้ โดยผ่านเครือข่ายของราที่อาศัยอยู่บริเวณราก นอกจากนั้นหากต้นไม้เผชิญกับความเครียดหรือภัยคุกคามก็ยังสามารถส่งสัญญาณเคมีเตือนต้นไม้ต้นอื่นได้ด้วยเช่นกัน ด้านนักวิจัยพบว่าป่าที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกันในลักษณะนี้จะช่วยให้ต้นไม้อยู่รอดได้ดีกว่า และหากต้นแม่ถูกโค่นลง ต้นไม้เล็กๆ ก็จะตายตามอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และยังคงเติบโตอยู่

“ต้นไม้” วิธีที่ง่ายและยั่งยืนที่สุดในการลดปัญหาฝุ่นควัน

ล่าสุดทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาประกาศมาตรการระยะยาวในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 แล้ว หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวสาธารณะให้มากขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าจะเป็นพื้นที่ใดบ้าง

เหตุผลอันน่าประหลาดใจ ว่าทำไมหมีขั้วโลกต้องพึ่งพาน้ำแข็งทะเลเพื่ออยู่รอด

งานวิจัยชิ้นใหม่สำรวจความเชื่อมโยงชิ้นสำคัญในห่วงโซ่อาหารของเหล่า หมีขั้วโลก ทุกฤดูหนาว น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะขยายตัวรอบขั้วโลก กิ่งก้านเยือกแข็งของมันแผ่ขยายไปตามแนวชายฝั่งทางเหนือ ขณะนี้ น้ำแข็งทะเลเพิ่งผ่านจุดที่ขยายตัวมากที่สุดในรอบปี และจะเริ่มหดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับหมีขั้วโลก ซึ่งมีแหล่งอาหารที่เกี่ยวพันกับน้ำแข็งทะเลอย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้ และในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา น้ำแข็งทะเลหดตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลด้านหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (National Snow and Ice Data Center) ระบุว่า ในปี 2019 น้ำแข็งทะเลที่ปกคลุมอาร์กติก มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับเจ็ด นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มเก็บข้อมูลจากดาวเทียมเมื่อ 40 ปีก่อน ในปีนี้ “[การหดตัวของน้ำแข็งทะเล] ไม่ได้สร้างสถิติใหม่ แต่สิ่งสำคัญคือแนวโน้ม” แอนดรูว์ เดโรเชอร์ (Andrew Derocher) นักวิทยาศาสตร์ด้านหมีขั้วโลกแห่งมหาวิทยาลัยแอลเบอร์ตา กล่าว “แนวโน้มเชิงลบของน้ำแข็งทะเลตลอดทุกเดือน เป็นสิ่งที่น่ากังวล” ฤดูใบไม้ผลิที่หนาวเย็นทำให้น้ำแข็งคงตัวอยู่ได้ ซึ่งทำให้หมีขั้วโลกสามารถเข้าถึงหนึ่งในอาหารโปรดอย่างแมวน้ำได้ง่ายขึ้น แต่ฤดูใบไม้ผลิที่อุ่นขึ้นทำให้เส้นทางหาอาหารที่สำคัญของพวกมันขาดหายไป “สำหรับ หมีขั้วโลก หมีตัวที่อ้วนที่สุดคือตัวที่อยู่รอด” เดโรเชอร์กล่าว หมีที่ตัวอ้วนกว่า มีโอกาสที่จะอยู่รอดในฤดูร้อนซึ่งไม่มีน้ำแข็งและไม่มีหรือแทบไม่มีแหล่งอาหาร มากกว่าตัวที่ผอม และหมีเพศเมียที่อ้วนกว่า ต้องการพลังงานเพื่อให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกให้มีสุขภาพดีได้โดยสมบูรณ์ “ไม่เคยมี หมีขั้วโลก ตัวไหนที่มองตัวเองในทะเลสาบที่ละลาย แล้วคิดว่านี่ฉันอ้วนเกินไปแล้วนะ” […]