Prato เมืองแห่งอิตาลีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนด้วยการรีไซเคิลเสื้อผ้าจากทั่วโลก

Prato เมืองเล็กในอิตาลี ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนด้วยการรีไซเคิลเสื้อผ้าจากทั่วโลก

Prato เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของอิตาลี ถูกขนานนามว่าเมืองหลวงแห่งการรีไซเคิลเสื้อผ้าจากแฟชั่นเหลือใช้ ด้วยธุรกิจสิ่งทอรีไซเคิลกว่า 3,500 แห่ง สร้างเม็ดเงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตั้งแต่ ค.ศ. 2000 ถึง ค.ศ. 2015 ในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นหนึ่งในห้า การผลิตเสื้อผ้าก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตามรายงานของมูลนิธิ Ellen MacArthur โดยเป็นผลจากการเกิดขึ้นของ ‘Fast Fashion’ หรือรูปแบบการผลิตเสื้อผ้าที่เน้นความรวดเร็ว ในราคาต่ำที่สุด เพื่อให้ผู้ซื้อไม่รู้สึกเสียดายเงินที่จะใส่แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วทิ้งไปซื้อตัวใหม่ต่อไป

ในแต่ละปีมีเสื้อผ้าถูกผลิตขึ้นบนโลกมากกว่า 150,000 ล้านชิ้น กระบวนการผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงประมาณ 1.2 พันล้านตันในทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่า Carbon Footprint ของเที่ยวบินระหว่างประเทศและขนส่งทางทะเลรวมกัน นอกจากนี้อุตสาหกรรมสิ่งทอยังเป็นตัวการสร้างน้ำเสียถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากอุตสาหกรรมทั้งหมดในโลก

ไม่ใช่แค่การผลิตเท่านั้นที่ทำให้เกิดความเสียหาย การทิ้งเสื้อผ้าสิ่งทอก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งกว่า

ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอถูกจัดให้เป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก (รองจากอุตสาหกรรมน้ำมัน) ด้วย ‘วัฒนธรรมใส่แล้วทิ้ง’ แต่ละปีจึงมีเสื้อผ้ามหาศาลถูกทิ้งขว้าง ทั้งที่เพิ่งถูกซื้อมาสวมใส่ได้ไม่นาน ภาพโดย LUCA LOCATELLI

ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอถูกจัดให้เป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก (รองจากอุตสาหกรรมน้ำมัน) ด้วย ‘วัฒนธรรมใส่แล้วทิ้ง’ ของเราที่เพิ่มมากขึ้น แต่ละปีจึงมีเสื้อผ้าสภาพดีจำนวนมหาศาลถูกทิ้งขว้าง ทั้งที่เพิ่งถูกสอยลงจากราวแขวนในห้างสรรพสินค้าได้ไม่นาน

ผลพวงจากกระบวนการทิ้งเสื้อผ้ามหาศาลนี้ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.3 พันล้านตันในแต่ละปี เท่ากับ 8 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก หากเปรียบว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นประเทศ ประเทศแห่งนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณสูงเท่ากับทุกประเทศในยุโรปรวมกันเสียอีก

ขยะแฟชั่นมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกถูกส่งไปทิ้งฝังกลบที่บ่อขยะ สารเคมีบนเสื้อผ้า เช่น สีย้อมจะถูกชะลงสู่พื้นดิน ทำให้เกิดการสะสมของสารเคมีในดิน และด้วยความยุ่งยากในการคัดแยก รวมถึงขั้นตอนอันซับซ้อน ทำให้มีน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ที่ถูกนำไปรีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าวางจำหน่ายชิ้นใหม่

ปกนิตยสาร National Geographic สหราชอาณาจักร ฉบับเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 แสดงภาพภูเขาเสื้อผ้าเหลือใช้จากทั่วโลกที่มารวมกันในเมือง Prato ภาพโดย LUCA LOCATELLI

1 เปอร์เซ็นต์ในการรีไซเคิลสิ่งทอที่ว่านี้เกิดขึ้นที่ไหน และใช้กระบวนการอะไรในการเนรมิตเสื้อผ้าจากขยะแฟชั่นได้เอี่ยมไฉไลเหมือนใหม่

เราพาคุณมุ่งหน้าสู่เมือง Prato ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ที่ถูกขนานนามว่าเมืองหลวงแห่งการรีไซเคิลสิ่งทอ ที่ขยะแฟชั่นจากทั่วโลกหลั่งไหลมาสร้างเม็ดเงิน แฟชั่นดีไซน์ และนวัตกรรมการผลิตเสื้อผ้ายั่งยืน

01 รีไซเคิลมาตั้งแต่รุ่นปู่

Jorik Boer ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท Boer Group ที่เริ่มกิจการซื้อขายของเก่าเมื่อ 100 ปีก่อน จากรถเข็นที่ตระเวนไปทั่วเมือง Rotterdam ประเทศเนเธอแลนด์ เพื่อเก็บรวบรวมเศษผ้า โลหะและกระดาษ ทุกวันนี้ตระกูลเป็นเจ้าของโรงงานรีไซเคิลหลายแห่งในเนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม เยอรมัน และที่เมือง Prato ประเทศอิตาลีแห่งนี้ด้วย

โดยในแต่ละวัน โรงงานของ Boer Group ทำการคัดแยกสิ่งทอมากกว่า 460 ตัน เพื่อส่งเสื้อผ้าที่ยังมีคุณภาพดีมากกลับสู่ท้องตลาด (Resell for Reuse) และส่งเสื้อผ้าที่วัสดุยังดีแต่ไม่สามารถขายได้อีก เข้ากระบวนการรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นสินค้าตัวใหม่

บริษัท COMISTRA ดำเนินงานซื้อขายและรีไซเคิลเสื้อผ้าเหลือใช้ มาตั้งแต่เมื่อ 100 ปีก่อน ทั้งยังเป็นบริษัทแรก ๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นในเมือง Prato แห่งนี้ ภาพโดย Comistra srl

“คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการบริจาคเสื้อผ้าให้คนยากไร้” Boer กล่าว

Salvation Army ศูนย์บริจาคเสื้อผ้าแห่งเมือง New York ประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า ในจำนวนเสื้อผ้าที่ถูกนำไปบริจาคทั้งหมด แต่ละสัปดาห์จะมีเสื้อผ้าเกือบ 50 ตัน ที่ถูกปฏิเสธจากผู้รับบริจาค เนื่องจากสภาพของเสื้อผ้าไม่สามารถถูกใช้งานต่อได้

ถ้าวัสดุยังพอไปต่อได้ เสื้อผ้าเหล่านี้จะถูกส่งไปขายที่ทวีปแอฟริกาในราคาเพียง 15 บาทต่อกิโลกรัม แต่ถ้าสภาพมันย่ำแย่ยิ่งกว่านั้น พวกมันจะถูกส่งไปเผาหรือฝังกลบอยู่ดี

“สำหรับผม ถ้าเสื้อผ้าที่ถูกทิ้ง ถูกขายกลับสู่มือผู้สวมใส่ได้อีกครั้ง นั่นย่อมดีกว่า เพราะการรีไซเคิลหมายถึงพลังงานและวัสดุที่ต้องเติมเข้าไปในกระบวนการอีก”

02 เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยแฟชั่นเหลือใช้

กระบวนการรีไซเคิลจะทำให้เส้นใยของสิ่งทอ โดยเฉพาะเส้นใยสังเคราะห์หดสั้นลง ทำให้ปริมาณวัตถุดิบที่ได้น้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นสำหรับผู้ประกอบการ มันจึงไม่ค่อยคุ้มทุนในเชิงกำไรนักหากนำเส้นใยจากการรีไซเคิลมาผลิตเป็นสิ่งทอชิ้นใหม่ เทียบกับราคาเส้นใยที่เพิ่งสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาถูกกว่า

สิ่งทอส่วนใหญ่จึงถูกหั่นชิ้นให้กลายเป็นผ้าเช็ดทำความสะอาด ฉนวนกันความร้อน หรือไม่ก็ฟูกที่นอน ยกเว้นสิ่งทอจากเส้นใยขนสัตว์ (Wool) ที่เมื่อผ่านกระบวนการรีไซเคิลแล้ว เส้นใยยังมีความยาวเพียงพอที่จะผลิตสิ่งทอขึ้นได้เหมือนเส้นใยใหม่

เครื่องจักรทำความสะอาดด้วยกระบวนการ Carbonization เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งทอทุกชิ้นสะอาดและพร้อมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ภาพโดย LUCA LOCATELLI

อุตสาหกรรมสิ่งทอในเมือง Prato เติบโตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 และพวกเขาคิดค้นเทคนิคในการรีไซเคิลเส้นใยขนสัตว์จากเสื้อผ้าที่ไม่เป็นที่ต้องการ มาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 เนิ่นนานก่อนที่โลกจะบัญญัติศัพท์ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ขึ้นมาเสียอีก

ทุกวันนี้ ในเมือง Prato มีธุรกิจสิ่งทอขนาดเล็กประมาณ 7,000 แห่ง โดย 3,500 แห่งในนั้นเป็นธุรกิจสิ่งทอรีไซเคิลจากเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งทั่วโลก ซึ่งมีการจ้างคนงานมากกว่า 40,000 คน สร้างเม็ดเงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 15 เปอร์เซ็นต์ของการรีไซเคิลเสื้อผ้าของโลกหรือ 143,000 ตันต่อปี (จากการผลิตกว่า 100 ล้านตัน) เกิดขึ้นที่นี่

ภาพโดย Comistra srl

ตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่ทรหดที่สุดนั่นคือการคัดแยกเสื้อผ้าออกเป็นหลากหลายโทนสีและประเภทวัสดุอย่างพิถีพิถัน ละเอียดยิบด้วยมือและสายตาที่เฉียบคม จากนั้นเสื้อผ้าที่คัดแยกแล้ว จะผ่านกระบวนการ Carbonization เพื่อขจัดสิ่งสกปรกจากเซลลูโลส ก่อนจะนำไปซักแห้งด้วยกรดไฮโดรคลอริก

ภาพโดย Comistra srl

จากนั้นเสื้อผ้าที่สะอาดเอี่ยมจะถูกส่งเข้าเครื่องหั่นแบบเปียกด้วยน้ำที่ใช้หมุนเวียนภายในโรงงานรีไซเคิล ในกระบวนการนี้กรงเล็บเหล็กจะฉีกผ้าออกจนกลายเป็นเส้นใยอีกครั้ง ก่อนจะส่งเส้นใยเหล่านั้นเข้าไปเป่าแห้งด้วยลมร้อน

เส้นใยขนสัตว์ที่ถูกจัดเรียงตามสี ล้างหั่นและเป่าด้วยลมร้อนอย่างแรง ภาพโดย LUCA LOCATELLI

เมื่อแห้งสนิท ผลลัพธ์ที่เห็นคือเส้นใยขนสัตว์รีไซเคิลละเอียดสีเดียวกลมกลืนกัน พร้อมนำมาปั่นเป็นเส้นด้าย เพื่อทอเป็นผ้าขนสัตว์เนื้อดีได้อย่างเส้นใยขนสัตว์บริสุทธิ์

หลังจากที่เสื้อผ้าขนสัตว์ ผ่านกระบวนการออกมาเป็นเส้นใย ก็พร้อมที่จะปั่นเป็นเส้นด้ายและทอเป็นเนื้อผ้า ภาพโดย Comistra srl

03 แฟชั่นที่ดีคือแฟชั่นที่ยั่งยืน

Matteo Ward ผู้อำนวยการ Fashion Revolution ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้น เพื่อผลักดันความโปร่งใสและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแฟชั่น กล่าวชื่นชมกระบวนการรีไซเคิลเสื้อผ้าของเมือง Prato

“นี่คือกระบวนการสร้างเสื้อผ้าชิ้นใหม่ ที่ลดทั้งมลพิษและลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้มากกว่าหนึ่งครั้ง โดยการแยกเสื้อผ้าขนสัตว์ออกจากกันตามเฉดสี ทำให้เส้นใยสามารถกลับเข้าสู่วงจรการผลิตได้โดยไม่ต้องย้อมสี ซึ่งเป็นกระบวนการที่สร้างผลกระทบต่อ สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้มากกว่าหนึ่งครั้ง

“อีกประการที่สำคัญคือเป็นการเพิ่มสวัสดิภาพของสัตว์ที่ให้ขน อย่างเช่น เแกะ ซึ่งไม่ต้องถูกยัดเยียดความต้องการเส้นใยขนสัตว์มหาศาลจากอุตสาหกรรมแฟชั่นของมนุษย์”

ทายาทรุ่นที่ 3 บริษัท COMISTRA ที่ขยายธุรกิจครอบครัว ด้วยการออกคอลเลกชั่นเสื้อผ้าใหม่ ๆ จากเส้นใยขนสัตว์รีไซเคิล เพื่อนำสินค้าเข้าสู่ตลาดแฟชั่น ภาพโดย Comistra srl

จากนโยบายและการกดดันอันเข้มข้นจากภาคประชาสังคม ทุกวันนี้แบรนด์ Fast Fashion ขนาดใหญ่ของโลก อย่าง Zara และ H&M ต่างใช้เส้นด้ายรีไซเคิลจากเมือง Prato ในอุตสาหกรรมบางส่วนแล้ว แต่นั่นยังไม่เพียงพอ Boer แสดงความคิดเห็นว่าสหภาพยุโรปควรกำหนดให้การผลิตเสื้อผ้าใหม่ ต้องมีการใช้เส้นใยรีไซเคิลมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ได้แล้ว เพื่อเร่งความเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแฟชั่นที่สร้างความเสียหายในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกัน บริษัทสตาร์ตอัพทั่วโลก ต่างกำลังศึกษาเพื่อสร้างนวัตกรรมการรีไซเคิลเส้นใยสังเคราะห์อย่างขมักเขม่น ไม่ให้เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์ต้องจบชีวิตลงแค่ที่ฉนวนกันความร้อนหรือฟูกที่นอน เพื่อกระตุ้นกลไกทางตลาดให้ผู้ประกอบการต่างอยากนำพวกมันมารีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่อย่างเส้นใยขนสัตว์ ที่เกิดขึ้นในเมือง Prato

เส้นใยขนสัตว์ที่ถูกปั่นเป็นเส้นด้าย โดยมีสีอ้างอิงจากเสื้อผ้าเดิมที่เส้นใยเหล่านี้ถูกรีไซเคิลมา ภาพโดย Comistra srl

เมื่อพูดถึงแฟชั่นที่ยั่งยืน อีกรูปแบบธุรกิจที่ส่งเสริมการหมุนเวียนในภาคธุรกิจตามรายงานของมูลนิธิ Ellen MacArthur คือการเช่าแล้วคืน เพื่อให้เสื้อผ้าชิ้นนั้น ๆ ถูกหมุนเวียนใส่จนคุ้นค่าได้อย่างไม่รู้จบ

Rent the Runway แพลตฟอร์มให้เช่าเสื้อผ้าออนไลน์ที่กำลังเติบโตและเป็นที่นิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา คือตัวอย่างในการช่วยให้คุณสามารถตามเทรนด์แฟชั่น ไปพร้อม ๆ กับไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมโลกจนเกินไปนัก

อย่างไรก็ตาม Elizabeth Cline นักข่าวผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Fast Fashion กล่าวว่าการเช่ามีราคาทางสิ่งแวดล้อมจากการขนส่งที่ต้องจ่ายเช่นเดียวกัน ดังนั้นสวมใส่สิ่งที่คุณมีอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่บ้าน น่าจะเป็นการแต่งตัวที่ยั่งยืนที่สุดในเวลานี้

นางแบบ Rose Greenfield สวมชุดที่ออกแบบโดย Flavia La Rocca และทำจากเส้นใยขนสัตว์รีไซเคิล ในเมือง Prato ปัจจุบันมีขยะสิ่งทอเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของโลกเท่านั้นที่ถูกรีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าใหม่ ตามรายงานของมูลนิธิ Ellen MacArthur ภาพโดย LUCA LOCATELLI

สืบค้นและเรียบเรียง มิ่งขวัญ รัตนคช


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ชิ้นส่วนแห่งความแตกต่าง กระบวนการฟื้นชีวิตเศษผ้าสู่สินค้าหรูในจีน

 

เรื่องแนะนำ

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด   [ ต้ น นํ้ า ] ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน” “ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด “พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก   [ ค น ต้ น นํ้ า ] เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน “เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล” ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ” ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง “แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ […]

เทคโนโลยีอินฟาเรดช่วยปกป้องสัตว์

เทคโนโลยีอินฟาเรดช่วยปกป้องสัตว์ นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์คิดค้นวิธีการใหม่ในการปกป้องบรรดาสัตว์ป่าเสี่ยงสูญพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีรังสีอินฟาเรด ด้วยกล้องที่ออกแบบเฉพาะเมื่อติดตั้งบนโดรนจะช่วยให้นักอนุรักษ์และเจ้าหน้าที่ป่าไม้สามารถจับตาดูสัตว์ป่าในช่วงเวลากลางคืนได้ ปกติแล้วเวลากลางคืนนั้นยากที่จะคอยตรวจตรา ทำให้พวกลักลอบค้าสัตว์ป่าฉกฉวยช่วงเวลานี้เข้ามาล่าสัตว์ แต่รังสีอินฟาเรดที่จับความร้อนจากร่างกายสัตว์ออกมานั้นจะช่วยให้พวกเขาไม่พลาดท่าให้กับขบวนการผิดกฎหมายอีก และในอนาคตพวกเขามีเป้าหมายที่จะพัฒนาซอฟแวร์ให้สามารถแยกแยะประเภทของสัตว์ได้อีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ภูมิประเทศอันน่ามหัศจรรย์จากเทคโนโลยี Laser Scanner

ชมวงจรขยะพลาสติกผ่านอนิเมชั่น

ชม วงจรขยะพลาสติก ผ่านอนิเมชั่น เมื่อต้นเดือนเมษายน 2018 ผลการผ่าพิสูจน์ซากของวาฬสเปิร์มที่ขึ้นมาเกยหาดเผยให้เห็นว่าในท้องของมันเต็มไปด้วยขยะพลาสติกถึง 29 กิโลกรัม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาสัตว์ต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ เมื่อท้องทะเลทุกวันนี้กำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกจากน้ำมือมนุษย์ อนิเมชั่นเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านไปชมวงจรของขยะพลาสติกที่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มนุษย์กำลังก่อไว้กำลังวนกลับมายังบนจานอาหารของเราเอง นักวิทยาศาสตร์ประมาณขยะพลาสติกที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทุกวันนี้ว่าเมื่อรวมกันแล้วจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับทวีปยุโรป ดูเหมือนที่เคยคาดการณ์กันว่าในปี 2050 นี้ มหาสมุทรจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

แรดขาวเหนือ : บทเรียนจากความตายของสัตว์ตัวสุดท้าย

เอมี วิทาเล ช่างภาพหญิงผู้บันทึกภาพในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก เช่น โคโซโว, แองโกลา, ฉนวนกาซา, อัฟกานิสถาน และแคชเมียร์ ค้นพบจุดเปลี่ยนในชีวิตเมื่อเธอได้พบกับ "ซูดาน" แรดขาวเหนือเพศผู้ตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ในโลก นี่คือเรื่องราวที่หลอมรวมเราไว้ด้วยกันในฐานะมนุษย์