ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์ - National Geographic Thailand

ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์

ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์

ทุกวันที่ 9 สิงหาคม ถือเป็นวันครบรอบการทิ้งระเบิดปรมาณูลงยังเมืองนางาซากิ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ ที่สร้างความหวั่นวิตกว่าอาวุธนิวเคลียร์อาจถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง

ภาพถ่ายที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงยังเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ภาพถ่ายขาวดำย้ำเตือนให้เห็นถึงอานุภาพทำลายร้างของเปลวเพลิงที่น่าหวาดหวั่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบันนั้นทรงประสิทธิภาพและมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าอาวุธเมื่อครึ่งศตวรรษก่อนหลายเท่าตัวมาก

ระเบิดนิวเคลียร์
ฮิโรชิมา : โรงพยาบาลกาชาดหลังนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่สูง ราว 70% ของสิ่งก่อสร้างในเมืองถูกทำลายจากแรงระเบิด

 

ปี 1945

วันที่ 6 สิงหาคม ปี 1945 เวลา 8:15 นาฬิกา ระเบิดปรมาณูที่มีชื่อว่าลิตเติ้ลบอย ถูกปล่อยลงมาจากความสูง 1,900 ฟุตเหนือเมืองฮิโรชิมา ในญี่ปุ่น การประมาณตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องไม่สามารถทำได้ เชื่อกันว่าระเบิดในวันนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 70,000 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 70,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน หลังเพลิงสงบลงผู้คนอีกหลายพันคนเสียชีวิตจากผลกระทบโดยรังสีที่ตามมากับระเบิด เหตุการณ์ในวันนั้นนับเป็นครั้งแรกที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกนำมาใช้กับผู้คน

วันที่ 9 สิงหาคม เวลา 11:02 นาฬิกา ระเบิดลูกที่สองที่มีชื่อว่าแฟตแมน ถูกทิ้งลงเมืองนางาซากิ คร่าชีวิตผู้คนไป 80,000 คน ภูมิประเทศของเมืองที่ติดกับหุบเขาและคูคลองช่วยลดผลกระทบจากระเบิด แม้ว่าแฟตแมนจะมีขนาดใหญ่กว่าลิตเติ้ลบอยก็ตาม ประมาณตัวเลขผู้รอดชีวิตอยู่ที่ 160 คน ในขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลญี่ปุ่นมีเพียงคนเดียว

ระเบิดนิวเคลียร์
นางาซากิ : เด็กน้อยผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมณูร้องไห้ขณะกำลังทำแผล ภายในโรงเรียนประถม Shin Kozen ที่ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว ระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ทิ้งลงยังเมืองนางาซากิคร่าชีวิตชาวเมืองไป 40,000 คน

ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามในวันต่อมา ส่งผลให้สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อาวุธมหาประลัยนี้เป็นผลผลิตจากโปรเจคแมนฮัตตันโปรเจคลับสุดยอดของรัฐบาลสหรัฐที่เกิดขึ้นหลัง อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เคยเตือนประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลท์ ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากนักวิทยาศาสตร์ฝ่ายนาซียังคงเดินหน้าผลิตระเบิดปรมาณู ใช้เวลาในการพัฒนาและสร้างอยู่ 4 ปี ระเบิดดังกล่าวจึงแล้วเสร็จ

ระเบิดนิวเคลียร์
ฮิโรชิมา : หญิงคนหนึ่งกวาดเศษซากปรักหักพัง รายงานจากรัฐบาลระบุ 70% ของสิ่งก่อสร้างในเมืองถูกทำลายสิ้น

 

ปี 2017

ทุกวันนี้ฮิโรชิมาเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนราว 1 ล้านคน อนุสรณ์สถานสันติภาพและพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของการระเบิด ในที่นี้รวมถึงเก็นบาคุโดม ที่ได้รับเกียรติยกให้เป็นมรดกโลก จากการทนทานต่อแรงระเบิด ซึ่งทำลายสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของเมืองไป 70%

ปัจจุบันมี 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จำนวน 15,000 ลูก ในจำนวนนี้ 1 ใน 3 พร้อมใช้งานและสามารถปลดปล่อยออกจากฐานได้ภายในเวลาไม่ที่นาที คลังแสงนิวเคลียร์ของรัสเซียมีขนาดใหญ่ที่สุด ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนคลังแสงมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ระเบิดนิวเคลียร์
ฮิโรชิมา : ในที่พักของผู้ได้รับบาดเจ็บ แม่คนหนึ่งเอื้อมมือไปแตะลูกน้อยที่กำลังนอนหลับ

สำหรับการเรียกร้องให้ควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ การไม่เพิ่มจำนวนและการลดอาวุธเริ่มต้นขึ้นแทบจะทันทีหลังเหตุระเบิดเมื่อปี 1945 Hibakusha คือกลุ่มองค์กรที่ก่อตั้ขึ้นโดยบรรดาผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูได้รวมตัวกันเป็นแกนนำในการต่อต้านอาวุธร้ายแรงนี้

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา สนธิสัญญาการห้ามใช้อาวุธนิวเคลียร์ถูกยกมาพูดถึงในที่ประชุมของสหประชาชาติกระบวนการให้สัตยาบันจะเริ่มขึ้นในเดือนกันยายนนี้ และมีผลบังคับใช้ตามกฏหมายเมื่อได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกอย่างน้อย 50 ประเทศ ด้านสหรัฐและประเทศพันธมิตรต่างๆ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองปฏิเสธการเข้าร่วมเจรจา

เรื่อง เรเชล บราวน์

ระเบิดนิวเคลียร์
ที่เมืองฮิโรชิมา รถรางยังคงให้บริการ ชาวเมืองจำนวนหนึ่งเดินไปตามซากปรักหักพังของเมือง
ระเบิดนิวเคลียร์
ชาวเมืองช่วยกันทำความสะอาดถนน เศษซากของอาคารจากแรงระเบิดถูกนำมากองรวมกัน ผลของการทิ้งระเบิดทำให้สงครามที่ยึดเยื้อยาวนานสิ้นสุดลง
ระเบิดนิวเคลียร์
ฮิโรชิมา : สามอาทิตย์หลังการทิ้งระเบิด ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นถึงขอบเขตความเสียหายที่เกิดขึ้น
ระเบิดนิวเคลียร์
ภาพถ่ายของเหยื่อผู้รอดชีวิตจากเหตุระเบิดปรมาณูในเมืองฮิโรชิมา
ระเบิดนิวเคลียร์
ฮิโรชิมา : ซากปรักหักพังของโรงละครจากแรงระเบิดปรมาณูที่ทิ้งลงมายังเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 70,000 คน อีก 70,000 คนได้รับบาดเจ็บ และในเวลาต่อมาหลายพันคนเสียชีวิตจากรังสี

 

อ่านเพิ่มเติม

นี่คือสิ่งที่อาวุธนิวเคลียร์ทิ้งเอาไว้

เรื่องแนะนำ

อุทยานแห่งอนาคต

เรื่อง มิเชลล์ ไนฮัส ภาพถ่าย คีท แลดซินสกี บนผืนดินแคบๆยาว 60 กิโลเมตรนอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย อุทยานชายฝั่งแห่งชาติเกาะแอสซาทีก (Assateague Island National Seashore) ค่อยๆเคลื่อนไปทางตะวันตกทีละน้อย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เฮอร์ริเคนและพายุน้อยใหญ่พัดพาทรายจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเกาะไปถมหนองน้ำที่อยู่ริมชายฝั่งอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้เกาะขยับเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ “เจ๋งใช่ไหมล่ะครับ” อิชเมล เอนนิส พูดขึ้น “วิวัฒนาการไงครับ!” เขายิ้มให้ชายหาดเบื้องหน้าที่มีตอไม้ กิ่งก้านหงิกงอ และเศษพีตกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของหนองน้ำซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ ก่อนพายุจะพัดทรายมาทับถม บัดนี้หนองน้ำปรากฏให้เห็นอีกครั้งทางตะวันออกเมื่อเกาะเคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ เอนนิสผู้เพิ่งเกษียณจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงประจำอุทยาน เผชิญพายุที่นี่มานักต่อนัก จะว่าไปแล้ว อุทยานชายฝั่งแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากพายุน้อยใหญ่ที่พัดในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1962 พายุใหญ่พัดถล่มแอสซาทีกพร้อมกับลบชื่อของโอเชียนบีช รีสอร์ตตากอากาศใหม่เอี่ยม โดยทำลายถนนและอาคาร 30 หลังแรก รวมทั้งความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการให้พังภินท์ นักอนุรักษ์อาศัยโอกาสนี้เสนอให้รัฐสภาออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ แอสซาทีกคือเกาะสันดอนปลอดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวที่สุดริมชายฝั่งของรัฐแถบแอตแลนติกตอนกลาง โด่งดังเรื่องม้าแคระป่าแหล่งดูดาวโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และทัศนียภาพเงียบสงบของมหาสมุทร นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้พายุรุนแรงขึ้น ระดับทะเลสูงขึ้น และการเคลื่อนสู่ตะวันตกอย่างเนิบช้าของเกาะแอสซาทีกอาจเร็วขึ้น เอนนิสรู้จักเกาะนี้ดีพอที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเริ่มขึ้นแล้ว ที่ปลายเกาะด้านใต้ […]

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]

มหันตภัยไฟป่า

เชื่อกันว่ามหันตภัยไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งเกิดจากมนุษย์ เปลวเพลิงที่โหมไหม้จนไม่อาจควบคุมนี้ได้แรงหนุนจากสภาพลมฟ้าอากาศ กระแสลม และเชื้อไฟอย่างทุ่งหญ้าหรือไม้พุ่มแห้งๆ และอาจเผาผลาญพื้นที่ได้นับพันนับหมื่นไร่ กลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ตั้งแต่ ต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนประชาชน ไปจนถึงสัตว์ป่าและมนุษย์ ในเวลาไม่กี่นาที ไฟป่าเกิดจากสามปัจจัยหลักที่ประกอบกันซึ่งนักดับไฟป่าเรียกกันว่า สามเหลี่ยมแห่งไฟ (fire triangle) ได้แก่ เชื้อไฟ ออกซิเจน และแหล่งความร้อน เชื้อเพลิงได้แก่วัสดุติดไฟได้ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ซึ่งรวมถึง ต้นไม้ ทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม และแม้กระทั่งบ้านเรือน ยิ่งพื้นที่ไหนมีเชื้อเพลิงมาก ไฟป่าก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น อากาศป้อนออกซิเจนที่ไฟจำเป็นต้องใช้ในการเผาผลาญ ส่วนแหล่งความร้อนช่วยจุดไฟและทำให้เชื้อไฟมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนติดไฟ ฟ้าผ่า การจุดไฟตั้งแคมป์ ก้นบุหรี่ การแผ้วถางพื้นที่เกษตรเพื่อเพาะปลูก และแม้กระทั่งแสงแดดที่ร้อนจัด ล้วนสามารถให้ความร้อนได้มากพอให้ไฟจุดติดได้ แม้ไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็พร้อมเป็นใจช่วยโหมเพลิงให้ลุกไหม้ อากาศที่แห้งและภัยแล้งเปลี่ยนพืชพรรณเขียวสดให้แห้ง และกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ขณะที่กระแสลมแรงช่วยโหมเพลิงให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งอากาศที่อบอุ่นก็ช่วยส่งเสริมการสันดาปหรือลุกไหม้  เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่พร้อมหน้า สิ่งเดียวที่ต้องการคือการจุดชนวน ซึ่งอาจมาในรูปของฟ้าผ่า การวางเพลิง การจุดไฟตั้งแคมป์ การเผาไร่ […]