ชุบชีวิต-เติมสีสันให้ ภาพเก่านาซ่า - National Geographic

ชุบชีวิต-เติมสีสันให้ภาพเก่านาซ่า

ชุบชีวิต-เติมสีสันให้ ภาพเก่านาซ่า

เมื่อปี 2015 นาซ่าปล่อยคลังภาพเก่าที่ชวนให้หวนนึกถึงอดีตในยุคการแข่งขันทางอวกาศระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20:  ตั้งแต่รอยยิ้มของนักบินอวกาศขณะเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจ  ช่วงเวลาอันเคร่งเครียดที่ศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน ไปจนถึงวิศวกรโพสท่าข้างโค้ดซอฟแวร์ของภารกิจอะพอลโล  ในบรรดาคนที่สืบค้นและคัดเลือกภาพจากคลังภาพออนไลน์หลายพันภาพ มี Matt Loughrey ช่างภาพจากหมู่บ้านเวสต์พอร์ตที่เงียบเหงาและเต็มไปด้วยผับในไอร์แลนด์รวมอยู่ด้วย

“ผมจำได้สมัยยังเป็นเด็กและได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากพ่อผู้เป็นประจักษ์พยานของยุคการแข่งขันทางอวกาศ” Matt เท้าความหลัง  “เรามีหนังสือสารานุกรมในบ้าน  แต่ทุกอย่างเป็นภาพขาวดำ  มันให้ความรู้สึกห่างไกลครับ”

ภาพเก่านาซ่า
ขณะอายุ 36 ปี กอร์ดอน คูเปอร์ เป็นนักบินอวกาศอายุน้อยที่สุดในบรรดาสมาชิก 7 คนของนักบินอวกาศในโครงการเมอร์คิวรี วันที่ 15 พฤษภาคม ปี 1963 เขาสร้างสถิติความทรหดอดทนหลังเดินทาง 3,312,993 ไมล์ในเวลา 190 ชั่วโมง 56 นาที

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา  Matt เอาภาพถ่ายเก่าๆ ของคุณยายมาภาพหนึ่งแล้วย้อมสี  ภาพที่ได้ช่วยดึง subject ออกจากอดีตและทำให้คุณยายดูไม่แปลกแยกจากโลกสมัยใหม่

นั่นกระตุ้นให้เขาคิดต่อไปว่า หากเติมสีสันให้ภาพถ่ายเก่าๆของนาซา น่าจะสามารถสื่อสารกับเด็กรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น ภาพถ่ายเหล่านั้นแสดงถึง  “ความกล้าหาญ  ความบ้าบิ่นหน่อยๆ ความรู้ที่ได้รับการทดสอบและนำไปใช้ ตลอดจนความเชื่อมั่นในการฝากชีวิตไว้ในมือผู้อื่น” Matt เล่า

ภาพเก่านาซ่า
จอห์น แอรอน ผู้ควบคุมการบินและวิศวกรของนาซา เมื่อปี 1969 ระหว่างเกิดวิกฤตฟ้าผ่ายานอะพอลโล 12 การคิดที่ฉับไวและความรู้ในการควบคุมสิ่งที่ไม่แน่นอนของเขาช่วยกอบกู้ภารกิจครั้งนี้ไว้ได้

ความคิดของเขาได้แรงหนุนเมื่อจอร์จ ลูกชายวัย 7 ขวบของเขาถามว่า “โลกเคยมีแค่สีขาวกับดำเหรอครับ” Matt อธิบายให้ลูกฟังว่า  โลกมีสีสันสดใสอย่างที่เราเห็นในตอนนี้มาตลอด เพียงแต่เครื่องมือที่ใช้บันทึกเปลี่ยนแปลงไป

Matt เริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ภาพถ่ายเหล่านั้นทีละน้อย เขาใช้ neural network ซึ่งเป็นซอฟแวร์ที่ใช้อัลกอริทึมในการทำนายหรือคาดเดาสีจริงในภาพถ่าย grayscale เขาเปลี่ยนภาพถ่ายขาวดำให้กลายเป็นหน้าต่างสู่อดีตอันเจิดจรัส

ภาพเก่านาซ่า
ศูนย์ควบคุมภารกิจที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในปี 1969 ภารกิจอะพอลโล 11 นำนักบินอวกาศ นีล เอ. อาร์มสตรองไมเคิล คอลลินส์ และเอดวิน อี. อัลดริน ขึ้นไปยังดวงจันทร์

ความที่ฉากหลังอัดแน่นไปด้วยแผงคอนโซล ปุ่มควบคุมต่างๆ และธง  การแปลงโฉมภาพถ่ายเพียง 12 รูปต้องใช้เวลาถึง 300 ชั่วโมง เป็นงานที่ออกจะน่าเบื่อแต่ช่วยให้ใจสงบ “ผมรู้สึกดีครับที่ได้เฝ้ามองภาพถ่ายกลับมามีชีวิตด้วยสีสัน แต่คุณเป็นเพียงคนเดียวบนโลกที่สามารถเห็นมันในช่วงสั้นๆ”

เขาหวังว่าภาพสีเหล่านี้จะช่วงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่  Matt บอกว่า “เวลาเรามองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ก็เหมือนได้คิดทบทวนตัวเอง”

เรื่อง  Nina Strochlic

 

อ่านเพิ่มเติม

จำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร

เรื่องแนะนำ

เรื่องสุดโหดของ โอลิมปิก ประชาชนปี 1936 การคว่ำบาตรลัทธิฟาสซิสต์ และฮิตเลอร์

นักกีฬาจับอาวุธขึ้นสู้เมื่องานแข่งขันกีฬาทางเลือกที่ใช้ต่อต้านการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก ในนาซีเยอรมนีถูกแทนที่ด้วยสงคราม เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 หนึ่งเดือนก่อนการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก นาซีในกรุงเบอร์ลิน นักกีฬาชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งได้ขึ้นเรือที่มุ่งหน้าไปยังยุโรป ทีมจากสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยนักวิ่งผิวดำจากย่านฮาร์เล็มในนิวยอร์ก นักยิมนาสติกชาวยิวจากแมนฮัตตัน และนักมวยลูกครึ่งพิตต์สเบิร์ก โค้ชของพวกเขาคือ อับราฮัม อัลเฟร็ด “ชิค” ชาคิน (Abraham Alfred “Chick” Chakin) ซึ่งเป็นผู้อพยพ เนื่องจากครอบครัวของเขาหลบหนีการสังหารหมู่ในรัสเซีย ชาคินที่เกษียณจากวงการมวยปล้ำแล้ว ได้กลับมาอีกครั้งเพื่อชี้นำนักกีฬาคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ไปเข้าร่วมในเกมส์โอลิมปิกอย่างเป็นทางการของเยอรมนี พวกเขากลับมุ่งหน้าไปยังสเปนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนครั้งแรก ซึ่งสัญญาไว้ว่าจะเป็น “ปรากฏการณ์ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา” ในขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1936 ถูกจดจำไว้ว่าเป็นโอลิมปิกที่นักวิ่งผิวดำชาวอเมริกัน เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) ทำลายอุดมการณ์แบ่งแยกเชื้อชาติของนาซีด้วยการคว้าเหรียญทองไว้ได้มากที่สุด ด้านนักกีฬาของโอลิมปิกประชาชน (Popular Olympics) ก็หวังว่าเกมการเเข่งขันของพวกเขาจะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของขบวนการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ พวกเขาค้นพบอย่างรวดเร็วว่าการแข่งขันต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์จะรุนแรงกว่าที่พวกเขาคาดไว้มาก การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อคว่ำบาตรการแข่งขันในเยอรมนี […]

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ : เยือนคลังสะสมปลาชวนขนลุก

คลังสะสมทางธรรมชาติวิทยาแห่งนี้ คือฉากในฝันของผู้กำกับหนังสยองขวัญ คุณจะพบสถานที่นี้ได้โดยการขับรถราว 15 กิโลเมตรไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองนิวออร์ลีนส์ ภายในบังเกอร์หรือสถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ในอดีต คุณจะพบปลาแช่แอลกอฮอล์ในขวดโหลปิดสนิทหลากหลายขนาดวางเรียงรายบนชั้นสูงสามเมตร ยาว 11 เมตร แถวแล้วแถวเล่า ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นคลังสะสมปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับไอน์สไตน์

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ ไอน์สไตน์ 1.เขาละทิ้งสัญชาติเยอรมันเมื่ออายุ 16 ในช่วงวัยรุ่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ รังเกียจความเป็นชาตินิยมทุกรูปแบบ และสนใจที่จะเป็น “พลเมืองของโลก” เสียมากกว่า  เมื่อเขาอายุ 16 เขาละทิ้งสัญชาติ และเป็นคนไร้สัญชาติจนกระทั่งเขาได้รับสัญชาติสวิสในปีค.ศ. 1901 2.ไอน์สไตน์แต่งงานกับนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสวิชาฟิสิกส์ของเขา มิเลวา มาริค เป็นเพียงนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสของไอน์สไตน์ ที่ซูริคโพลิเทคนิค เธอหลงใหลในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และ ปรารถนาเจะป็นนักฟิสิกส์ด้วยตัวเอง แต่เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปเมื่อเธอแต่งงาน และกลายเป็นแม่ของลูกๆไอน์สไตน์ 3.แฟ้มประวัติไอน์สไตน์ของเอฟบีไอมีจำนวนถึง 1,427 หน้า ในปี 1933 เอฟบีไอเริ่มเก็บแฟ้มประวัติของไอน์สไตน์ ไม่นานก่อนที่เขาจะเดินทางมาสหรัฐฯครั้งที่สาม แฟ้มประวัตินี้มีมากถึง 1,427 หน้า มุ่งเน้นไปยังชีวิตของไอน์สไตน์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสันติภาพและองค์กรสังคมนิยม แม้แต่ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งเอฟบีไอ) ยังแนะนำว่า ไอน์สไตน์ควรจะถูกห้ามเข้าอเมริกาตามพระราชบัญญัติกีดกันชาวต่างชาติ แต่เขาได้รับการปฏิเสธข้อหาเหล่านี้ 4.ไอน์สไตน์มีลูกนอกสมรส มิเลวาให้กำเนิดบุตรสาวนอกสมรสในปี 1902 ขณะที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอในเซอร์เบีย เด็กน้อยมีชื่อว่า ไลเซิล และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเธอตายตั้งแต่ยังเป็นทารกด้วยโรคไข้อีดำอีแดง (โรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย) หรืออาจจะถูกรับไปเลี้ยง […]