ไต่สันคมมีด ไปชมดาว ชมตะวันบนสันเขาช้างเผือก - NGThai

ไต่สันคมมีด ไปชมดาว ชมตะวันบนสันเขาช้างเผือก

การเดินทางที่ไม่ใช่แค่ความพร้อมของร่างกายแต่ต้องอาศัยความพยายาม ดวง และจังหวะในร่างกายไปสัมผัสกับสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็น Dream Destination ของนักเดินทาง “เขาช้างเผือก ณ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ”


.
การเดินทางไปเขาช้างเผือกนั้นต้องรอกันสักนิด เพราะที่นี่จะเปิดให้เที่ยว 2-3 เดือน ต่อปีเท่านั้น โดยปกติจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม เพราะหมดฤดูฝนไปแล้วจะเดินทางกันสะดวกและปลอดภัย ส่วนใหญ่ต่อให้คุณมีความพร้อมขนาดไหน ถ้าโทรจองไม่ได้ คุณก็หมดสิทธิ์ คุณต้องพกดวง และความพยายามในการโทรจองเพื่อจะเดินทางไปที่นี่ก่อนเลยเป็นอันดับแรก
.
ด้วยความงาม และทัศนียภาพ ที่โดดเด่นของภูมิประเทศ ทำให้ที่นี่เป็นที่หมายปองของบรรดานักเดินทางสายท่องเที่ยวธรรมชาติ ถึงขนาดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยกให้ที่นี่เป็น 1 ใน 10 Dream Destination ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดเลยทีเดียว
.
พวกเราตื่นเช้ากว่าทุกวัน อาบน้ำปะแป้งตั้งตารอเวลา 08.30 น. กลุ่มของพวกเรามีโทรศัพท์กันอยู่ 4 เครื่อง กระหน่ำโทรรวมกันสี่เครื่องปาไป 300 กว่าสาย โทรกันจนจำเบอร์อุทยานได้ขึ้นใจ หลังจากที่พยายามมาหลายปี ในที่สุดครั้งนี้โชคก็เข้าข้างเรา……มารู้สึกตัวอีกทีก็พาตัวเองมาอยู่บนยอดเขาซะแล้ว
.
เราเดินทางไปรายงานตัวกันที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิกันตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากนั้นก็ไปรอขึ้นเขากันที่บ้านอีต่อง และไม่ต้องกลัวว่าคุณจะต้องแบกสัมภาระหนัก ๆ ขึ้นเขาไปแบบยากลำบาก ที่นี่เขามีบริการการลูกหาบที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ไว้คอยแบ่งเบาสัมภาระของคุณได้เยอะเลย

และเขาไม่ใช่แค่แบกของให้แต่เขายังช่วยพวกเรากางเต็นท์ ก่อไฟ และต้มน้ำให้ด้วย ถ้าต้องการใช้บริการลูกหาบ ก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้เลย คุณมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะใช้บริการลูกหาบแค่ตรงนี้เท่านั้น ถ้าจะลองแบกของขึ้นไปเองแล้วระหว่างทางไม่ไหว อยากจะเปลี่ยนใจขึ้นมา หมดสิทธิ์จ้ะ!!!

คุณจะเริ่มเดินเท้ากันไปตั้งแต่บ้านอีต่องพร้อมกับเจ้าหน้าที่ ระยะทางรวมไปและกลับก็ 16 กิโลเมตรโดยประมาณ ใช้เวลาก็ราว ๆ 4-6 ชั่วโมง ที่ต้องออกกันแต่เช้าก็เพราะว่า จะได้ไม่ไปถึงข้างบนเย็นย่ำเกินไป โดยเริ่มจากทางเดินเรียบ ๆ ปกติก่อน หลังจากนั้นจะเป็นทางขึ้นเขา เดินเลาะตามสันเขาไปเรื่อย ๆ เส้นทางก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่มีร่มไม้ จะเป็นทางโล่ง ๆ ให้ได้สัมผัสแดดและลมกันอย่างเต็มที่
.
เพราะฉะนั้นการพกหมวกและแว่นตากันแดดมาด้วยถือเป็นสิ่งดีงามมากสำหรับการเดินทางครั้งนี้ ถ้าคุณเป็นสายชิลเดินช้า ๆ ก็ไม่ต้องกังวลไปว่าจะถูกทิ้ง เจ้าหน้าที่เขาจะดูแลคุณอย่างดีสบายใจได้
.
บนเขาไม่มีร้านค้าใด ๆ ควรเตรียมเสบียงตุนกันเอาไว้ อาหารที่อยากจะแนะนำสำหรับการเที่ยวแบบนี้ต้องเป็นอะไรที่พกสะดวกกินง่าย ๆ และอยู่ได้นาน ข้าวเหนียวไก่ทอด หรือข้าวเหนียวหมูทอดตอบโจทย์ที่สุด
.
หากจะพกขนมนมเนย หรือลูกอมเอาไว้กินแก้เหนื่อย ก็ให้เตรียมกันไว้เลย แต่ควรเก็บซองใส่กระเป๋าเอาไว้ อย่าไปซี้ซั่วทิ้งแบบนั้นไม่ควร และน้ำดื่มถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ใครรู้ตัวว่ากินน้ำเยอะก็จ้างลูกหาบแบกไปเผื่อ และควรติดตัวเอาไว้สัก 2 ลิตร เชื่อเถอะพอคุณลงมาจากเขา น้ำแทบจะไม่เหลือ เอาไปเผื่อจะดีกว่า
.
ระหว่างทางต้องใช้ความระมัดระวังและควรปฏิบัติตามคำสั่งของพี่ ๆ เจ้าหน้าอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย เพราะสองข้างทางที่คุณเดินไปบางจุดจะลาดชันมาก หากหยุดถ่ายรูปจะถอยหน้าถอยหลังก็ดูกันดี ๆ จุดไหนที่ดูหวาดเสียวก็ระวังกันสักนิด วิวบนนั้นเชื่อเถอะว่ามันจะทำให้คุณหายเหนื่อย และรู้สึกว่าคุ้มค่าที่ได้มาที่นี่
.
บอกไว้ก่อนว่าไม่ค่อยมีสัญญาณโทรศัพท์ ที่ต้องบอกว่าไม่ค่อยเพราะบางจุด ก็พอจะมีแต่เอาเถอะ อุตส่าพาตัวเองมาถึงนี่ ก็เงยหน้ามองฟ้ามองวิวให้คุ้มค่าดีกว่า
.
ก่อนถึงจุดกางเต็นท์เส้นทางจะชัน ต้องปีนป่ายไต่เชือก ที่เจ้าหน้าที่เข้าทำไว้ให้ตลอดทางเพื่อความปลอดภัย พอมาถึงจุดกางเต็นท์เราก็จัดการหาที่เหมาะ ๆ จัดการกางเต็นท์ให้เรียบร้อยแล้วก็เอาสัมภาระเก็บไว้ก่อน เพราะเราต้องเดินขึ้นไปชมวิวที่ยอดเขากันต่ออีกนิด
.
ลืมบอกไว้ว่าคุณสามมารถเช่าเต็นท์ แผ่นรองนอน ถุงนอน รวมถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ จากอุทยานได้ แต่ต้องจัดการเช่า ให้เรียบร้อยก่อนจะขึ้นมา บนนี้ไม่มีห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ทั้งสิ้น
.
คุณจะต้องเตรียมการเพื่อจัดการกับธุระส่วนตัวให้ดี โดยไม่ทิ้งขยะอะไรไว้ข้างขนเลย ห้องน้ำของที่นี่ ก็เลือกเอาเลยตามความเหมาะสม แน่นอนว่าเราใช้การเช็ดตัวแทนการอาบน้ำกระดาษเปียกถือเป็นสิ่งที่วิเศษมาก ใช้เสร็จก็เก็บใส่ถุงดำให้เรียบร้อย
.
เอาล่ะ!!! คราวนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องเดินไปชมวิวบนจุดที่สูงที่สุดกัน แล้วระยะทางก็ไม่ไกลจากจุดกางเต็นท์มากนัก แต่ก็ชันเอาเรื่อง แน่นอนว่าต้องระลึกถึง ความปลอดภัยไว้เสมอ ตรงไหนมีเชือกให้จับก็จับไป

ตรงนี้คุณจะได้สัมผัสความเสียว ที่นักท่องเที่ยวทุกคนใฝ่หา จุดที่เรียกว่า ”สันคมมีด” คือจุดที่แคบที่สุด ต้องเดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งไปทีละคนเท่านั้น สองข้างทางเป็นเหวลึกต้องจับเชือกเอาไว้ตลอด และค่อย ๆ ไป ระมัดระวังให้มาก ๆ ตรงนี้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่อุ่นใจได้

วิวโล่ง ๆ แบบมองได้รอบทิศ 360 องศา มันเป็นอะไรที่สุดยอด คุณจะได้เห็นทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้สบาย ๆ เตรียมกล้องเล็งมุมให้ดีก็แล้วกัน รับรองว่าคุณจะกดซัตเตอร์ กับวิวตรงนี้กันหลายสิบรูปแน่นอน

หลังจากชื่นชมความงามของพระอาทิตย์ตกเรียบร้อย ก็ถึงเวลาของมื้อเย็น ตอนนี้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคลุกเคล้ากับบทสนทนา และแสงดาวคือเมนูที่พิเศษที่สุด

การออกไปสำรวจเขาช้างเผือกนี้เป็นส่วนหนึ่งในโปรเจ็กต์พิเศษที่บ้านและสวน Explorers Club ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชักชวน 10 บล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวออกไปประสบ ‘กาญจน์’ ใหม่ กับ 12 หมุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสัมผัสประสบการณ์หาจุดกางเต็นท์ ปีนเขา วิ่งเทรล ปั่นจักรยาน พายเรือคายัค และอีกหลากหลายกิจกรรมใน 5 อุทยานแห่งชาติ 2 เขื่อน 5 แม่น้ำ ที่จะทำให้การออกจากบ้านเที่ยวนี้ได้อะไรกลับมามากกว่าที่คิด ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมด ได้ทุกวันอังคารและศุกร์ ต่อเนื่องไปทุกสัปดาห์ตลอดเดือนกันยายน ตุลาคม
และพฤศจิกายนนี้
.
EXPLORERS : นนท์ และเพื่อน GETOUT THAILAND
.
ภาพจาก : GETOUT THAILAND (https://www.facebook.com/getoutTH)

เรื่องแนะนำ

ไขปริศนาเบื้องหลังภูเขาน้ำแข็งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าน่าอัศจรรย์

คงไม่มีใครนึกภาพภูเขาน้ำแข็งเช่นนี้เป็นแน่ แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าภาพที่เห็นไม่เพียงเป็นเรื่องจริง แต่ยังมีคำอธิบายที่ไม่ซับซ้อนอะไร

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]

ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลกำลังเปลี่ยนไป จากการบุกรุกแหล่งกำเนิดสัตว์ทะเล

เพราะเหตุใดเราจึงต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลมากขึ้น มากยิ่งขึ้นไปอีก ข้อมูลอ้างอิงจากกลุ่มสถิติการประมง กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564 ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2563 ค่าประมาณการการทำประมงทะเลฝั่งอันดามัน ทั้งการทำการประมงพาณิชย์ และการประมงพื้นบ้าน ได้ผลผลิตกว่า 524,498 ตัน และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้กว่า 19,092 ล้านบาท ทว่าภัยเงียบที่น่ากังวลสวนทางกับรายได้มหาศาลจากท้องทะเลในแต่ละปีคือ ปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำที่กำลังถูกคุกคามโดยมนุษย์อย่างไม่มีขอบเขต ทั้งการจับปลาเกินจำนวน หรือ Overfishing การรุกล้ำพื้นที่หวงห้าม การจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ เรื่อยไปจนการใช้เครื่องมือทำลายล้าง ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศอย่างไร รายงานผลกระทบด้านจำนวนสัตว์น้ำ อ้างอิงสถิติจาก World Development Indicators (WDI) ระบุว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา ผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงมีปริมาณสูงกว่าการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก 60% คือสัดส่วนของการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ และ 94% คือสัดส่วนการจับสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง หรือคิดเป็น 78% ของปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำทั่วโลก โดยที่ประเทศไทยคือผู้ส่งออกอาหารทะเลแปรรูปรายใหญ่เป็นอันดับ 5 […]

เปลี่ยนภาพภูมิประเทศโลกให้กลายเป็นงานศิลปะแอบสแตรก

เรื่อง เกร็ก มิลเลอร์ ภาพ บิล มอรริส จะเกิดอะไรขึ้นหากนำภาพถ่ายโลกจากดาวเทียมมาแปลงโฉมผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เป็นสไตล์ของจิตรกรต้นศตวรรษที่ 20  ภาพที่เห็นนั้นถูกเผยแพร่ลงในอินสตราแกรม โดย บิล มอริส นักทำแผนที่ของฟาราเดย์ บริษัทประมวลข้อมูลในเบอลิงตัน เวอร์มอร์ต มอริสกล่าวว่า เขาได้แรงบันดาลใจจาก เมเรดิท เชฟ-คิง จิตรกรผู้วาดสีน้ำจากภาพดาวเทียม เขาต้องการจะลองอะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน แต่ด้วยความที่ไม่มีความสามารถทางด้านศิลปะ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม AI จึงเข้ามามีบทบาท มอริสเริ่มเล่นกับแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ที่ชื่อว่า พริสม่า (Prisma) ซึ่งเราสามารถนำรูปมาทำเป็นสไตล์ของจิตรกรที่มีชื่อเสียง พริสม่าใช้บางอย่างที่เรียกว่า ระบบเครือข่ายสมอง ซึ่งเป็นรูปแบบของ AI จดจำรูปแบบโดยเลียนแบบระบบการมองของสมอง แอปพลิเคชั่นนี่ไม่ได้ทำทุกอย่างที่มอรริสต้องการ แต่มีแหล่งโค้ดที่สำคัญในการเปิดการเข้าถึง เขาใช้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีในการเล่นกับมัน เขานำมันมาปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อรองรับกับผลลัพธ์ที่เขามองหา ในรูปบน คือรูปที่ถ่ายจากดาวเทียม ซึ่งมอริสนำมันมาทำเป็นรูปแบบภาพในสไตล์ของฟร็องซิส ปีกาบียา จิตรกรอาวองการ์ดชาวฝรั่งเศสผู้อยู่ร่วมสมัยกับปาโบล ปีกัสโซ  ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การเคลื่อนไหวทางศิลปะมักเกี่ยวข้องกับการรื้อสร้างวัตถุ องค์ประกอบเส้น เส้นโค้ง พวกมันถูกนำกลับมาอยู่รวมกันในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม นอกจากนี้เขายังนำมันมาเล่นกับสไตล์ของจิตรกรคนอื่น ๆ […]